คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx) ช่วงนี้เพื่อนๆ ของผมเครียดกันพอสมควร เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกและการเมืองไทย ที่กำลังจะล่มสลายไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่คาร์ล มาร์กซวิพากษ์ถึงการล่มสลายของระบบทุนนิยมน่าจะเกิดขึ้นจริงในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ หลังวิกฤตการเงินกำลังเริ่มส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลก

มาร์กซให้ความเห็นว่า กลุ่มนายทุน แตกต่างกับพ่อค้า ตรงที่ว่านายทุนใช้ส่วนต่างของต้นทุนแรงงานกับราคาสินค้าเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง ในขณะที่พ่อค้าใช้ส่วนต่างของอุปสงค์และอุปทานของตลาดที่แตกต่างกันสองตลาดเพื่อหาส่วนต่างของกำไร

ความแตกต่างตรงนี้เองที่ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างนายทุน กับชนชั้นกรรมาชีพ หลายๆ คนอาจมองว่าเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะล่มสลายในปัจจุบัน ไปเกี่ยวเนื่องกับชนชั้นกรรมาชีพอย่างไร

ในความเข้าใจเศรษฐศาสตร์มหภาคอันน้อยนิดของผม เริ่มจากว่า วิกฤต subprime ของอเมริกาที่ใครๆ ชี้ให้เห็นว่าเป็นต้นเหตุแห่งการล่มสลายของระบบทุนนิยมนั้นที่จริงเป็นแค่ปลายเหตุที่มาจากการเก็งกำไรทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลายาวนาน (ไม่ว่าจะราคาน้ำมัน ตลาดทุน ตลาดเงิน ฯลฯ) ของกลุ่มนายทุนมหาอำนาจที่ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือทางการเงินประเภทใหม่ที่ใช้ในการสร้างความแตกต่าง “ระหว่างต้นทุนแรงงานกับราคาสินค้า″ ตามทฤษฏีของมาร์กซ

ไม่มีเครื่องมือใดๆ ในโลกนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นนายทุนอุตสาหกรรมใดๆ ในโลก ที่จะสร้างมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) ได้จากความแตกต่างของต้นทุนและราคาขาย เมื่อเทียบกับการเก็งกำไรที่แม้แต่คนๆ เดียวไม่ต้องมีต้นทุนแรงงานใดๆ ก็สามารถทำได้

ไม่มีการกดขี่ ไม่มีการขูดรีดแรงงาน เหมือนอย่างที่มาร์กซกลัว…

มีเพียงสิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้น คือการเล่นกับมโนคติของชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกที่หวังรวย (ประเทศไทยก็น่าจะถือเป็นชนชั้นกรรมาชีพประเภทหนึ่ง ที่อยากมั่งคั่งจากเงินลงทุนจากต่างชาติกันจนตัวสั่น)

ผลกระทบลูกโซ่ที่ตามมาจากการขึ้นของราคาน้ำมัน ก็คือ สภาวะเศรษฐกิจชะงักงันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทั่วโลก และตามมาด้วยการลดดอกเบี้ยระลอกใหญ่จากเฟด เมื่อดอกเบี้ยลดลงจนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ก็จะเกิดภาวะเงินด้อยค่า จนคนส่วนใหญ่เลือกที่จะเปลี่ยนเงินสดในมือไปเป็นสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งหนีไม่พ้นอสังหาริมทรัพย์ ราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก demand เทียม

การกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไรอย่างไม่ลืมหูลืมตาก็เริ่มขึ้น ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ นายทุนธนาคารรู้ทั้งรู้ว่าราคาอสังหาที่สูงขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจาก demand จริง แต่ก็ยังหลับหูหลับตาหากำไรใส่ตัว แต่ใช่ว่ากลุ่มคนพวกนี้จะไม่สนใจกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับหลักทรัพย์ค้ำประกันห่วยๆ อย่างบ้านและที่ดินที่ราคาสูงกว่าความจริงเกือบเท่าตัว

การเล่นแร่แปรธาตุจึงเกิดขึ้น ความเสี่ยงก้อนใหญ่หลายๆ ก้อนถูกปั้นรวมกันแล้วแต่งหน้าแต่งตาเป็นตราสารหนี้หน้าตาดี แจกจ่ายไปยังนักลงทุนทั่วโลก ในรูปของหนี้ที่มีหลักทรัพย์ (ห่วยๆ) ค้ำประกัน (CDOs)

กำไรตกอยู่กับนายทุนนักเล่นแร่แปรธาตุ และเวรกรรมก็ตกอยู่กับเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการล่มสลายของระบบทุนนิยมก็กำลังมาเยือนพวกเราอยู่ตรงหน้าแล้ว สิ่งที่เราเห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังล่มสลาย จริงๆ แล้วเป็นเพียงการถ่างออกอย่างสุดขั้วระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพตามกฏของมาร์กซเท่านั้น เพียงแต่ทุนนิยมช่วงอายุขัยสุดท้ายนี้ อัตราส่วนระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพไม่ใช่กฏ 80/20 ของพาเลโตอีกแล้ว แต่กำลังมุ่งไปสู่กฏ 99/1 นั่นก็คือ คนเพียง 1% จะมีทรัพย์สิน 99% ของทั้งโลก และคน 99% ของทั้งโลก จะมีทรัพย์สินเพียงแค่ 1% ที่เหลือ 99% ที่กำลังจะตายนั้น จึงมองเหมือนโลกทั้งโลกไปอย่างไม่ต้องสงสัย

เศรษฐกิจโลกจะล่มสลายหรือไม่ ไม่ใช่คำถามที่จะมานั่งสงสัยกันแล้วครับ คำถามที่เราควรมานั่งสงสัย มานั่งคิดหาคำตอบกันก็คือ เราจะปรับกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจอย่างไร หลังยุคล่มสลายของระบบทุนนิยมที่ยืนยาวมานานหลายร้อยปี…?!?

The New Paradigm for Financial Markets - George Sorosโซรอส ได้นำเสนอทฤษฏี Reflexivity Theory ในหนังสือของเขา ว่าด้วยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองเศรษฐศาสตร์เสียใหม่ ในเมื่อทุนนิยมอยู่ไม่รอดแล้ว เหตุใดจึงต้อพยายามยื้อยุดฉุดดึง

หลายคนยังมองโลกในกระบวนทัศน์เดิม นั่นก็คือ หาวิธีแก้ปัญหาให้ระบบทุนนิยมอยู่รอดปลอดภัย…?!? โดยการทุ่มเม็ดเงินจำนวนไม่อั้น…?!? เพื่อยื้อลมหายใจสุดท้ายของคนป่วยที่เป็นมะเร็งระยะท้ายสุด นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก พยายามหายาแก้มะเร็งที่ผมไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง (พวกคุณเองมิใช่หรือที่ยัดเยียดแต่ Junk Food สร้างอนุมูลอิสระจำนวนมหาศาลให้เศรษฐกิจโลก…?)

ในขณะที่ผมพยายามบอกคนใกล้ตัว ให้เตรียมพร้อมเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองโลกและการทำธุรกิจใหม่ ที่ละจุดเพื่อให้พวกเราเป็นกลุ่ม “ผู้รอด” ในยุคหลังทุนนิยม (Post-Capitalism) ตามกฏการคัดเลือกจากธรรมชาติของชาร์ล ดาร์วิน

สำหรับผมเอง การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระบบการเงิน หรือเศรษฐกิจ เพราะทุกระบบที่ว่ามามีพื้นฐานจากระบบธุรกิจ และปัจจัยที่สำคัญที่สุดของระบบธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างทางด้านราคามากที่สุด นั่นก็คือเรื่องของ “การตลาด”

โพสต่อไปผมจะมาต่อเรื่องการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในก้าวแรก นั่นคือการริเริ่ม “หันหลังให้กับการตลาดแบบฟองสบู่”

ยังไม่สายไป สำหรับการเปลี่ยนความคิดครับ…

อ่านโพสที่เกี่ยวข้อง

Popularity: 33%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

Leave a Reply