This entry was posted on Wednesday, May 20th, 2009 at 11:47 pm and is filed under Uncategorized. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.
วันนี้ผมนอกเรื่องการตลาดซักนิดนึง
ในหนังสือ The Logic of Life, Revolutionary Wealth และ The World is Flat มีแนวคิดคล้ายๆ กันในเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันครอบครัว ว่าเกิดจากปัจจัยที่มีเหตุและผลตามหลักเศรษฐศาสตร์มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางขนบธรรมเนียมประเพณี ขัดกับความคิดของใครหลายๆ คนในยุคปัจจุบันที่เข้าใจว่า อัตราการหย่าที่สูงขึ้น กับขนาดครอบครัวที่เล็กลง เกิดจากความตกต่ำทางด้านจริยธรรมของมนุษย์เป็นเหตุหลัก
การเพิ่มของอัตราการหย่าในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของคนเรารักกันน้อยลง เพราะอันที่จริงคนเรารักกันไม่มากนัก มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ เพียงแต่เพศแม่ในยุคก่อน ไม่มีโอกาสแหกคุกได้ง่ายเท่ายุคนี้
ข้อเท็จจริงที่ว่า การแต่งงานซึ่งอันที่จริงเป็นหลักการแบ่งงานกันทำในรูปแบบพื้นฐานที่สุดของสังคมมนุษย์ คือพ่อหาเลี้ยงครอบครัว และแม่ดูแลบ้าน เนื่องจากการแบ่งงานกันทำตามแนวคิดของอดัม สมิธ จะช่วยให้เกิดงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงที่สุด
แต่เมื่อถึงจุดที่ในยุคปัจจุบันการแบ่งงานกันทำเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นมากเท่าในอดีต เมื่อเพศแม่ไม่จำเป็นต้องดูแลบ้านแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกมากมาย, เมื่อเพศแม่สามารถหลีกหนีความทุกข์ของชีวิตคู่ได้ด้วยการหาความรู้ใส่ตัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการหารายได้และพึ่งพาตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้ตัวเลขการหย่านั้นสูงขึ้นตามหลักเศรษฐศาสตร์ เพราะผู้หญิง “มีทางเลือก” ให้ชีวิตมากขึ้น… มิใช่การบ่งบอกถึงความตกต่ำของ “คุณค่าของชีวิตคู่” ในยุคนี้แต่อย่างไร.. คนเรารักกันเท่าเดิมแหละครับ ซื่อสัตย์กันเท่าเดิม หักหลังกันเท่าเดิม ไม่มากไม่น้อยไปกว่าเดิม… แต่มนุษย์เพียงแค่มีอิสระในทางเลือกมากขึ้น
ส่วนขนาดของครอบครัวที่เล็กลงในยุคปัจจุบัน ก็น่าจะเกิดจากเหตุและผลทางเศรษฐศาสตร์เช่นกัน ครอบครัวใหญ่ในอดีตเอื้อประโยชน์ในการทำงานเป็นทีม ซึ่งเหมาะกับเศรษฐกิจแบบพึ่งพาเกษตรกรรม (จีน?) ในขณะที่เศรษฐกิจที่อิงกับภาคอุตสาหกรรมในยุคนี้นั้น มีรูปแบบการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นสัดส่วนจากหลายฝ่ายอยู่แล้ว การใช้ชีวิตในยุคแห่งอุตสาหรรมจึงมีความต้องการขนาดครอบครัวที่เล็กลง เพื่อความคล่องตัวในชีวิต และเอื้อต่อความต้องการพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์
มิใช่การบ่งบอกถึง “ความล้มเหลวของสถาบันครอบครัว” หรือเรื่องของ “คนยุคนี้ไม่รักพ่อรักแม่ไม่เอาญาติพี่น้อง” แต่อย่างไร…
เช่นเดียวกันกับอัตราการเพิ่มของกลุ่มรักร่วมเพศ, รสนิยมทางเพศแบบแปลกใหม่ในญี่ปุ่น, การสลับคู่นอน, การมีกิ๊ก, การอยู่ก่อนแต่งของวัยรุ่นไทย รวมถึงโครงสร้างสถาบันครอบครัวแบบประหลาดๆ ในยุคข้อมูลข่าวสารล้วนอธิบายได้ด้วยหลักเหตุและผลทางเศรษฐศาสตร์
ดีกว่าจะไปยัดเยียดให้เป็นความตกต่ำหรือความวิกลจริตของเด็กยุคใหม่ คุณระเบียบรัตน์น่าหาหนังสือพวกนี้มาอ่านบ้างนะครับ…
Popularity: 78%







May 23rd, 2009 at 7:00 am
คุณนิรัน ผมเข้ามาชม ขอแสดงความเห็นครับ สาเหตุเพราะการศึกษาเป็นเหตุครับ ขอพูดถึงคนไทยละกัน วัฒนธรรมไทยอ่อนแอ เนื่องมาจาก เราเปลี่ยนสังคมของการไม่รู้หนังสือ ให้เป็นสังคมของการรู้หนังสือ แต่มีการกระทำที่ผิด คุณสนใจเรื่องนี้จริงไหม กรุณาเข้าไปอ่านผลงานของผม ใช้นามแฝง vanchana คลิกดู ในกูเกิ้ล มีเว็บวิชาการ และกูเกิ้ลกรู๊ป ในชื่อ kontaikidpen ขอบคุณครับ
May 23rd, 2009 at 6:42 pm
ยินดีที่ได้รู้จักครับ ไว้จะแวะไปเยี่ยมบล็อกครับ