รู้จัก SOA (Service-Oriented Architecture) กันไหมครับ.. ผมเบื่อไอ้เจ้า SOA นี่เต็มทน.. ในอีกสายงานหนึ่งของผมที่เป็นบริษัทไอทีจ๋า อย่าง Apricot Ion ต้องเจอกับคนที่ใช้คำๆ นี้ไม่ต่ำกว่าวันละสองสามรอบ
โดยที่ผมก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า หลายๆ คนที่พูดคำๆ นี้กับผม จะเข้าใจคำๆ นี้จริงๆ หรือเปล่า…
ขอใช้เนื้อที่นี้บ่น โดยไม่อธิบายแล้วกันครับ ว่า SOA คืออะไร เหมาะกับธุรกิจในเมืองไทยหรือไม่.. แต่ผมเบื่อคำๆ นี้..
…แบบสุดๆ…

จากเว็บไซต์ Geek and Poke ครับ…
Popularity: 52%
โพสนี้เป็นโพสสั้นๆ ที่ผมอยากแชร์เรื่องของ SaaS (Software as a Service) ให้ฟังกัน
SaaS เป็นโมเดลซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่ ที่เป็นเหมือน “บริการ” มากกว่า “สินค้า″
SaaS เปิดโอกาสให้ธุรกิจใช้ซอฟต์แวร์ได้เหมือนใช้บริการ โดยมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้…
- จ่ายเงินเป็นงวดๆ เพื่อใช้ซอฟต์แวร์
- ไม่ต้องลงทุนลงแรงเรื่องอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ต่างๆ
- ระบบซอฟต์แวร์ เซิร์ฟเวอร์ รวมถึงข้อมูลต่างๆ ฝากไว้กับทางผู้ให้บริการ SaaS
- ใช้งานผ่านเครือข่ายทางไกล เช่น อินเทอร์เนต
ธุรกิจของ MAXincube เอง ก็วางระบบในรูปแบบ SaaS ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ Hosting
ลูกค้าอยากมีเว็บ ไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงซื้อเซิร์ฟเวอร์ ไฟลวอล์ล รวมถึงซอฟต์แวร์ต่างๆ เอง เปลี่ยนจากการลงทุนตรงนี้มาจ่ายเป็นค่าเช่าให้กับผู้ให้บริการ hosting เป็นเดือนๆ ไป เรียกได้ว่า hosting เป็น SaaS ยุคแรกๆ เลยทีเดียว
ตัวอย่าง case study ที่ประสบความสำเร็จใน SaaS ระดับโลกเลยก็คือ SaleForce ครับ
SaleForce เปิดตัวจากการเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ CRM ซึ่งเป็นรูปแบบแรกๆ ของ SaaS หลังจากประสบความสำเร็จในการขายซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการแล้ว SaleForce ก็ได้ทำการขยายธุรกิจไปในระดับ Software on Demand คือเปิดระบบที่ให้ลูกค้าสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์บนเครือข่ายของ SaleForce ได้ (โมเดลใกล้เคียงกับ Google Apps Engine)
เนื่องจากเรื่องราวของ SaaS มีหลายอย่างครับ ไม่อยากเกริ่นยาว ถ้าสนใจลองดูคลิปด้านล่าง น่าจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น
อยากจะบอกว่า ยุคของ SaaS กำลังใกล้เข้ามาแล้วครับ ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่ลงตัว
-
รูปแบบธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบซื้อขาดเหมือนสินค้า จะขาดความยืดหยุ่น และ มีจุดอ่อนในเรื่อง Change management
-
การใช้ซอฟต์แวร์ในลักษณะของบริการ จะเหมาะสมกว่า เนื่องจากบริการสามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ตลอดเวลา (On Demand) ต่างกับสินค้าที่ซื้อแล้วซื้อเลย
-
ความเร็วเครือข่ายเพิ่มสูงขึ้น จนการใช้ซอฟต์แวร์ผ่านเครือข่ายที่ห่างไกลเป็นไปได้มากขึ้น (Gmail เป็นต้น)
ผมอยากให้คนไทยลองเริ่มมาสังเกตโลกของ SaaS กันนะครับ อาจจะเห็นนวัตกรรมอะไรหลายๆ อย่างที่คุณเริ่ม “ปฏิวัติ” ให้องค์กรของคุณได้ทันที เช่น ถ้าคุณต้องการระบบ CRM อย่าคิดว่า “โอ้ย.. ฝันไกล ไม่มีทางเป็นจริง” หรือ “งบบานแน่ๆ ทำระบบ CRM บริษัทแค่นิดเดียว ลงทุนไม่คุ้มค่าหรอก”
ลองค้นจาก Google ดูโดยใช้คีย์เวิร์ด “SaaS CRM” แล้วจะตกใจกับนวัตกรรมบริการของซอฟต์แวร์ยุคนี้ครับ หรือไม่ก็ลองแวะเข้าไปเยี่ยมเว็บไซต์ SaaS ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น SaleForce, Google Apps หรือ SaaS provider รายอื่นๆ
ทาง MAXincube เองก็เตรียมที่จะออกบริการ SaaS สำหรับ SME ไทยอยู่แล้วเหมือนกันครับ คิดว่าช่วงกรกฏาคงได้เจอกันกับ SaaS ทางด้านระบบ CMR ของเรา
(ไม่ค่อย Hard Sale เลย)
Popularity: 86%
เทรนด์ขององค์กรยุคปัจจุบัน กำลังให้ความสนใจกับเรื่องของระบบการทำงานร่วมกัน หรือ “Collaboration” มากเป็นพิเศษ สาเหตุหลักๆ มาจากความเร็วของเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นในยุค ADSL
ในอดีตเราเคยได้ยินคนพูดว่า Work anywhere กันมานาน มาถึงยุค 2008 บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ 3 บริษัทกำลังสร้างและผลักดันเทคโนโลยี Work anywhere ขึ้นมาเพื่อกินส่วนแบ่งการตลาด
- เริ่มต้นจาก Microsoft เจ้าตลาดเดิมออกชุดซอฟต์แวร์ Microsoft Office 2007 พร้อมแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจตัวใหม่ที่มีชื่อว่า Microsoft Groove ซึ่งเอามาใช้ในการ Work Together โดยเฉพาะ
- หลังจากนั้น Google ได้เปิดตัวบริการใหม่ ที่ชื่อว่า Google Apps ซึ่งใช้รูปแบบการ Work Together ผ่านทางระบบเซิร์ฟเวอร์ของ Google พร้อมเปิดช่องทางให้ลูกค้าสามารถเขียนแอพพลิเคชั่นเพิ่มเข้าไปใน Google Apps ได้ด้วยระบบพิเศษที่เรียกว่า Google Apps Engine
- ล่าสุด Adobe ที่ได้ควบรวมกิจการกับ Macromedia ไป เพิ่งเปิดตัวเว็บไซต์ Acrobat.com แบบสดๆ ร้อนๆ โดยใช้เทคโนโลยี Flash และ Acrobat เข้าผสมผสานกัน เพื่อสร้างระบบการ Work Together ผ่านทางออนไลน์เช่นเดียวกัน
ถามว่า จุดดี จุดเสียของเทคโนโลยีทั้งสามค่าย เป็นอย่างไรกันบ้าง เราลองมาดูคุณสมบัติพื้นฐานของแต่ละตัวกันก่อน
Google Apps
- โดยโมเดลของ Google Apps แล้ว Google เน้นว่าผู้ใช้สามารถทำงานผ่านทางระบบ Google ได้ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์อื่นๆ ติดตั้งมากับเครื่องเลย (ไม่พึ่งพิง Offce)
- Server: ใช้เซิร์ฟเวอร์ของ Google ทั้งหมด เราไม่จำเป็นจะต้องลงทุนเซิฟร์เวอร์เอง
- Client: ไม่ต้องมีโปรแกรมติดตั้งต่างหาก
- มีหลาย Edition โดยเริ่มต้นที่ฟรี, $50 ต่อปี และ Edition พิเศษสำหรับนักเรียนนักศึกษา (http://www.google.com/a/help/intl/en/admins/editions_spe.html)
- ใช้ระบบอีเมล์ของ Google ซึ่งก็คอ Gmail ในโดเมนเนมของตัวเอง (เช่น yourname@yourcompany.com)
- ไม่จำเป็นต้องมี Microsoft Office เนื่องจาก Google Apps มีโปรแกรม Google Docs ซึ่งใช้งานในรูปแบบคล้ายๆ กับ Microsoft Office ได้อยู่แล้ว
- ระบบทำงานร่วมกัน แบบพื้นฐานก็มี ปฏิทิน, เว็บไซต์, อีเมล์, แชร์เอกสาร, พูดคุย และมีแนวโน้มจะเพิ่มมาเรื่อยๆ
- สามารถเขียนแอพพลิเคชั่นเพิ่มเข้าไปใน Google Apps เองได้ เช่น ถ้าคุณอยากทำระบบบัญชี เพิ่มเข้าไปใน Google Apps เพื่อออกเอกสารต่างๆ ก็สามารถทำได้ (โปรแกรมจะพัฒนาด้วยภาษา Python ซึ่งค่อนข้างใช้เวลาในการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่เคยเขียนภาษา Python มาก่อน) http://code.google.com/appengine/
Microsoft Groove
http://www.microsoft.com/groove
- โมเดลของ Groove คือซอฟต์แวร์พิเศษที่เสริมโปรแกรม Microsoft Office ให้สามารถทำงานร่วมกันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (พึ่งพิง Offce)
- Server: สามารถเลือกใช้เซิร์ฟเวอร์ของไมโครซอฟต์ (Groove Enterprise Service) ได้ (เสียเงินรายปี) หรือติดตั้ง Groove Server ลงในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเอง (Groove Server) (เสียเงินครั้งเดียว) http://office.microsoft.com/en-us/grooveservices/HA102462491033.aspx
- Client: จะต้องติดตั้งโปรแกรม Microsoft Groove ลงที่เครื่อง Client
- ไม่มีระบบอีเมล์ให้ใช้งาน (หากต้องการ ต้องติดตั้ง Microsoft Exchange เพิ่ม หรือใช้อีเมล์ของผู้ให้บริการรายอื่น)
- จำเป็นต้องติดตั้งชุด Microsoft Office ในเครื่องทุกเครื่องที่ต้องการใช้งาน เพื่อจัดการเอกสาร ก่อนจะนำมาใช้ใน Groove
- ระบบทำงานร่วมกัน แบบพื้นฐานก็มี ปฏิทิน, แชร์เอกสาร, ติดตามงาน, เว็บบอร์ด, นัดหมายประชุม, พูดคุย และมีแนวโน้มจะเพิ่มมาเรื่อยๆ
- สามารถเชื่อต่อแอพพลิเคชั่นเข้ากับ Groove ได้ ผ่านทาง Groove DataBridge ซึ่งเป็นการเขียนโปรแกรมในรูปแบบ Web Service
Acrobat.com
- โมเดลของ Acrobat.com เน้นการทำงานร่วมกันบนเอกสารสำเร็จรูป (PDF) (ก่อนเกิดเอกสารสำเร็จรูปจึงมีความจำเป็นต้องใช้งานโปรแกรมจำพวก Office)
- Server: ใช้เซิร์ฟเวอร์ของ Acrobat.com ในปัจจุบันยังไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
- Client: ไม่จำเป็นต้องมีโปรแกรมติดตั้งต่างหาก สามารถทำงานผ่านทางเว็บบราวเซอร์ได้เลย แต่ Adobe มีออปชั่นให้ผู้ใช้งานทำงานผ่านทางระบบ Framework พิเศษของ Adobe ที่มีชื่อว่า Adobe AIR จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ได้
- ไม่มีระบบอีเมล์ให้ใช้งาน
- จำเป็นต้องติดตั้งชุด Microsoft Office ในเครื่องทุกเครื่องที่ต้องการใช้งาน เนื่องจาก Acrobat.com อนุญาตให้ผู้ใช้งานทำงานร่วมกันได้ในโหมด PDF เท่านั้น
- ระบบทำงานร่วมกัน แบบพื้นฐานก็มี ระบบแปลงเอกสารให้อยู่ในรูปแบบ PDF, ระบบประชุมออนไลน์, แชร์ไฟล์, Buzzword (ทำงานร่วมกันในเอกสารชุดเดียวกัน)
ผมคงไม่สามารถฟันธงได้ว่าซอฟต์แวร์หรือบริการตัวไหน เหมาะกับองค์กรของคุณ โดยส่วนตัวผมชอบใช้งาน Microsoft Groove ด้วยความคุ้นมือ Microsoft Office ส่วนตัว Google Apps นั้น ผมชอบในไอเดียและความกล้าของ Google และตัวสุดท้าย Acrobat.com ผมติดใจในความเป็น Interactive และการผสมผสานระหว่าง PDF กับการ Collaboration
ผมเชื่อว่า ในปี 2009 จะเป็นปีแห่งการแข่งขันด้าน Collaboration ที่รุนแรงเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียวครับ
ติดตามกันต่อไป…
Popularity: 56%





