วันก่อนน้องเก๋ได้พูดคุยกับผม เรื่องแนวโน้มการทำ Keyword Analysis แบบ Long Tail ที่ได้อ่านเจอ เลยถือโอกาสเขียนลงบล็อก หลังจากช่วงนี้ไม่ได้อัพเดทบล็อกมานาน
ใครไม่คุ้นกับ Long Tail บ้างครับ…?
แนวคิดของทฤษฏี Long Tail นั้นตั้งอยู่บนพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ที่มักมีความสนใจและลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป ในอดีตสินค้ายอดฮิตมักจะมียอดขายถล่มทลายเนื่องจากช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้านั้นถูกจำกัดอยู่เพียงช่องทางแคบๆ ที่มีคนเห็นไม่กี่คน และมีเพียงสินค้าไม่กี่อย่าง (อย่างชั้นวางหนังสือเพียงแค่ไม่กี่ชั้น หรือรายชื่อ DVD ยอดฮิต 20 อันดับบนแผงขาย DVD)
ด้วยข้อจำกัดของช่องทางการจัดจำหน่าย ทำให้เกิดปัญหาหลักๆ ของ demand กับ supply นั่นก็คือ demand ที่แท้จริงไม่มีโอกาสได้เจอ supply รวมถึง supply ส่วนใหญ่ (ที่ไม่ใช่สินค้ายอดฮิต, ตีประมาณ 80% ของ supply ทั้งหมดตาม กฏ paleto) ไม่มีโอกาสเสนอหน้ามาพบกับ demand (กลไกตลาดเสรีในโลกทุนนิยม ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงด้วยข้อจำกัดของช่องทางการจัดจำหน่ายนี่เอง)
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในโลกยุค World 2.0 ก็คือการขยายอย่างทวีคูณของช่องทางการะจายสินค้า เนื่องจากเทคโนโลยีอย่างอินเทอร์เนต ทำให้สินค้ายอดไม่ฮิตที่อยู่ท้ายแถวมีโอกาสทักทายกับผู้บริโภคมากขึ้น
ทำให้เราได้รู้ความจริงที่น่าตกใจว่า เพียงแค่ว่าสินค้าท้ายแถว เป็นสินค้าที่คนสนใจน้อย ไม่ได้หมายความว่าสินค้าเหล่านั้นห่วย เมื่อช่องทางการกระจายสินค้าเปิดกว้างขึ้นถึงระดับเข้าใกล้ infinity เราก็เริ่มเห็นได้ว่า คนสามารถเข้าถึงสินค้าทุกประเภทได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น และสินค้าที่ไม่ใครมีใครสนใจที่นอนอยู่เงียบๆ ที่ท้ายโกดัง ก็เริ่มมียอดขายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณการเติบโตของอินเทอร์เนต (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Long Tail คลิกที่นี่)
แล้ว Long Tail เกี่ยวอะไรกับ Keyword Analysis..?
ในโลกของ SEO ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกบูมของ search engine จะพบกันว่า การทำ SEO ส่วนใหญ่มักจะโฟกัสไปที่ keyword ยอดฮิต เพียงแค่ไม่กี่คำ SEO Agency หลายๆ รายคิดราคาการทำ SEO ตามจำนวน keyword ที่ลูกค้าต้องการ
คำถามก็คือกลุ่มเป้าหมายที่ค้นหาข้อมูลด้วย keyword ยอดฮิตเหล่านั้น นับเป็นปริมาณกี่ % ของกลุ่มเป้าเหมายที่ค้นหาด้วย keyword ที่ไม่ฮิต และไม่ซ้ำกับชาวบ้าน…?
การที่เราโฟกัสไปยังคีย์เวิร์ดยอดฮิตนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการทำ SEO แล้วหรือ…?
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมจึงทำการทดสอบโดยถือเอาข้อมูลเว็บไซต์ลูกค้าที่ผมให้บริการ Web Analytics Adviser มานั่งวิเคราะห์ keyword โดยเปรียบเทียบระหว่าง keyword ยอดฮิตกับ keyword ท้ายแถว ได้ผลลัพธ์ที่น่าแปลกใจที่รองรับทฤษฏี Long Tail ได้พอสมควร (เนื่องจากการค้นหานั้น ไม่มีข้อจำกัดด้าน demand คือใครใคร่ค้น ก็ค้น)
ขั้นตอนของผมก็เริ่มจากการรวบรวมสถิติ keyword โดยคัดกรองเอา keyword จำพวก specific keyword ออกเสียก่อน (เช่น ชื่อยี่ห้อ, ชื่อสินค้า) เนื่องจาก specific keyword เหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมายของการทำ SEO
หลังจากนั้นพลอตกราฟ
เว็บไซต์ A เป็นเว็บไซต์ของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่มากบริษัทหนึ่ง ซึ่งสินค้ามียอดขายเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรายได้ระดับกลาง
เว็บไซต์ B เป็นบล็อกของบริษัทเอกชนขนาดเล็ก ที่ขายผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม (niche) กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้ค่อนข้างสูง และกล้าใช้จ่าย
เว็บไซต์ C เป็นเว็บไซต์สื่อขนาดปานกลาง ในตลาดขนาดกลาง แต่เป็นผู้นำและมีคนรู้จักโดยทั่วไป
ผมแบ่งหัวและหาง โดยยึดเอากฏ 80/20 มาเป็นหลัก ข้อมูลสรุปเป็นดังตารางด้านล่างนี้ครับ
| หัว (20%) | หาง (80%) | |
| เว็บไซต์ A | 76% | 24% |
| เว็บไซต์ B | 32% | 68% |
| เว็บไซต์ C | 66% | 34% |
ผมยังไม่ขอวิเคราะห์ฟันธงอะไร เพราะตัวอย่างการทดสอบเพียงแค่ 3 เว็บไซต์เท่านั้น
แต่คิดว่า หลายๆ คนที่อ่านคงเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลสถิติกับประเภทของกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์แต่ละเว็บ
คำตอบต่อคำถามนี้เป็นเรื่องที่ว่าด้วย Long Tail over Long Tail ครับ… ไว้ผมจะเอามาฝากกัน
Popularity: 43%
อันนี้เป็นคลิปที่ค่อนข้างเก่า คือ Seth ไปพูดที่ Google ตั้งแต่ปี 2006 แล้ว แต่ผมคิดว่ามันน่าสนใจดี และน่าจะถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับการตลาดเมืองไทย
พอดีเริ่มจากว่ามีเพื่อนคนหนึ่งกำลังจะไปสัมภาษณ์งานเกี่ยวกับ New media marketing แล้วโทรมาหาผมว่าให้ผมช่วยติวให้หน่อย ผมเองมานั่งคิดในใจ “เอ่อ… กรูจะติวอะไรฟระ…”
ก็เลยหาใน Youtube เผื่อจะเจอคลิปพรีเซนเทชั่นของ Seth บ้าง แล้วก็เจอจริงๆ… ความยาวประมาณ 50 นาทีนะครับ เนื้อหาอิงกับหนังสือ All Marketers are Liars: The Power of Telling Authentic Stories in a Low Trust World ของ Seth
ใจความหลักคือในมุมมองของ Seth นั้น Google ประสบความสำเร็จได้ด้วยการตลาด ส่วนเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือในการช่วยทำการตลาดของ Google เท่านั้น ลองฟังดูครับ น่าสนใจดี
(อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่มีซับไตเติ้ล >> http://linemarketing.wordpress.com/2007/05/11/seth-godin-all-marketers-are-liars-google-talk-in-the-author-series/)
Popularity: 61%
หลังจากผมกับคุณกี้เริ่มเขียนบล็อก MAXincube on Marketing 2.0 กันมาซักพัก เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าเนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองส่วนที่แตกต่างกัน นั่นก็คือ Google Analytics กับเรื่องของ New Media แล้วก็ Marketing 2.0 กลุ่มผู้อ่านก็อาจจะเป็นคนละกลุ่มด้วย (บางคนอ่านทั้งสองส่วน บางคนสนใจแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง)
ตัวผมเองและทีมงาน อยากจะวาง position ของ MAXincube Blog ให้ชัดเจน และลดการส่ง feed ไปให้กับ subscriber ที่ไม่ได้สนใจในเนื้อหาบางส่วน การยิง feed ทั้งหมดทุกๆ โพส อาจจะทำให้เกิดความรำคาญได้
ผมเลยตัดสินใจสร้าง Blog ใหม่ขึ้นมาหนึ่งบล็อก มีชื่อว่า…
ซึ่งจะเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับ Google Analytics ล้วนๆ โดยผมจะแบ่งเนื้อหาในบล็อกใหม่เป็นส่วนๆ โดยจะลงลึกในเรื่องของ Web Analytics ให้มากขึ้น ทั้งข้อมูลเชิงลึกของเทคโนโลยี รวมไปถึงอัพเดทข่าวสารใหม่ๆ ในวงการ Web Analytics ด้วย
ส่วนในบล็อกนี้ผมจะไม่พูดถึงเนื้อหาของ Google Analytics อีก โดยถ้ามีโพสที่เกี่ยวข้อง ผมจะใช้การลิงค์ไปยัง Maxincube on Web Analytics แทน
สำหรับผู้ที่สนใจในเนื้อหา feed ของ Google Analytics ก็สามารถเข้าไปที่ Maxincube on Web Analytics เพื่อสมัคร RSS feed สำหรับโพสที่เกี่ยวข้องกับ Google Analytics โดยเฉพาะได้นะครับ
Popularity: 44%
โพสนี้เป็นโพสสั้นๆ ที่ผมอยากแชร์เรื่องของ SaaS (Software as a Service) ให้ฟังกัน
SaaS เป็นโมเดลซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่ ที่เป็นเหมือน “บริการ” มากกว่า “สินค้า″
SaaS เปิดโอกาสให้ธุรกิจใช้ซอฟต์แวร์ได้เหมือนใช้บริการ โดยมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้…
- จ่ายเงินเป็นงวดๆ เพื่อใช้ซอฟต์แวร์
- ไม่ต้องลงทุนลงแรงเรื่องอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ต่างๆ
- ระบบซอฟต์แวร์ เซิร์ฟเวอร์ รวมถึงข้อมูลต่างๆ ฝากไว้กับทางผู้ให้บริการ SaaS
- ใช้งานผ่านเครือข่ายทางไกล เช่น อินเทอร์เนต
ธุรกิจของ MAXincube เอง ก็วางระบบในรูปแบบ SaaS ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ Hosting
ลูกค้าอยากมีเว็บ ไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงซื้อเซิร์ฟเวอร์ ไฟลวอล์ล รวมถึงซอฟต์แวร์ต่างๆ เอง เปลี่ยนจากการลงทุนตรงนี้มาจ่ายเป็นค่าเช่าให้กับผู้ให้บริการ hosting เป็นเดือนๆ ไป เรียกได้ว่า hosting เป็น SaaS ยุคแรกๆ เลยทีเดียว
ตัวอย่าง case study ที่ประสบความสำเร็จใน SaaS ระดับโลกเลยก็คือ SaleForce ครับ
SaleForce เปิดตัวจากการเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ CRM ซึ่งเป็นรูปแบบแรกๆ ของ SaaS หลังจากประสบความสำเร็จในการขายซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการแล้ว SaleForce ก็ได้ทำการขยายธุรกิจไปในระดับ Software on Demand คือเปิดระบบที่ให้ลูกค้าสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์บนเครือข่ายของ SaleForce ได้ (โมเดลใกล้เคียงกับ Google Apps Engine)
เนื่องจากเรื่องราวของ SaaS มีหลายอย่างครับ ไม่อยากเกริ่นยาว ถ้าสนใจลองดูคลิปด้านล่าง น่าจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น
อยากจะบอกว่า ยุคของ SaaS กำลังใกล้เข้ามาแล้วครับ ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่ลงตัว
-
รูปแบบธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบซื้อขาดเหมือนสินค้า จะขาดความยืดหยุ่น และ มีจุดอ่อนในเรื่อง Change management
-
การใช้ซอฟต์แวร์ในลักษณะของบริการ จะเหมาะสมกว่า เนื่องจากบริการสามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ตลอดเวลา (On Demand) ต่างกับสินค้าที่ซื้อแล้วซื้อเลย
-
ความเร็วเครือข่ายเพิ่มสูงขึ้น จนการใช้ซอฟต์แวร์ผ่านเครือข่ายที่ห่างไกลเป็นไปได้มากขึ้น (Gmail เป็นต้น)
ผมอยากให้คนไทยลองเริ่มมาสังเกตโลกของ SaaS กันนะครับ อาจจะเห็นนวัตกรรมอะไรหลายๆ อย่างที่คุณเริ่ม “ปฏิวัติ” ให้องค์กรของคุณได้ทันที เช่น ถ้าคุณต้องการระบบ CRM อย่าคิดว่า “โอ้ย.. ฝันไกล ไม่มีทางเป็นจริง” หรือ “งบบานแน่ๆ ทำระบบ CRM บริษัทแค่นิดเดียว ลงทุนไม่คุ้มค่าหรอก”
ลองค้นจาก Google ดูโดยใช้คีย์เวิร์ด “SaaS CRM” แล้วจะตกใจกับนวัตกรรมบริการของซอฟต์แวร์ยุคนี้ครับ หรือไม่ก็ลองแวะเข้าไปเยี่ยมเว็บไซต์ SaaS ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น SaleForce, Google Apps หรือ SaaS provider รายอื่นๆ
ทาง MAXincube เองก็เตรียมที่จะออกบริการ SaaS สำหรับ SME ไทยอยู่แล้วเหมือนกันครับ คิดว่าช่วงกรกฏาคงได้เจอกันกับ SaaS ทางด้านระบบ CMR ของเรา
(ไม่ค่อย Hard Sale เลย)
Popularity: 79%
เทรนด์ขององค์กรยุคปัจจุบัน กำลังให้ความสนใจกับเรื่องของระบบการทำงานร่วมกัน หรือ “Collaboration” มากเป็นพิเศษ สาเหตุหลักๆ มาจากความเร็วของเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นในยุค ADSL
ในอดีตเราเคยได้ยินคนพูดว่า Work anywhere กันมานาน มาถึงยุค 2008 บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ 3 บริษัทกำลังสร้างและผลักดันเทคโนโลยี Work anywhere ขึ้นมาเพื่อกินส่วนแบ่งการตลาด
- เริ่มต้นจาก Microsoft เจ้าตลาดเดิมออกชุดซอฟต์แวร์ Microsoft Office 2007 พร้อมแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจตัวใหม่ที่มีชื่อว่า Microsoft Groove ซึ่งเอามาใช้ในการ Work Together โดยเฉพาะ
- หลังจากนั้น Google ได้เปิดตัวบริการใหม่ ที่ชื่อว่า Google Apps ซึ่งใช้รูปแบบการ Work Together ผ่านทางระบบเซิร์ฟเวอร์ของ Google พร้อมเปิดช่องทางให้ลูกค้าสามารถเขียนแอพพลิเคชั่นเพิ่มเข้าไปใน Google Apps ได้ด้วยระบบพิเศษที่เรียกว่า Google Apps Engine
- ล่าสุด Adobe ที่ได้ควบรวมกิจการกับ Macromedia ไป เพิ่งเปิดตัวเว็บไซต์ Acrobat.com แบบสดๆ ร้อนๆ โดยใช้เทคโนโลยี Flash และ Acrobat เข้าผสมผสานกัน เพื่อสร้างระบบการ Work Together ผ่านทางออนไลน์เช่นเดียวกัน
ถามว่า จุดดี จุดเสียของเทคโนโลยีทั้งสามค่าย เป็นอย่างไรกันบ้าง เราลองมาดูคุณสมบัติพื้นฐานของแต่ละตัวกันก่อน
Google Apps
- โดยโมเดลของ Google Apps แล้ว Google เน้นว่าผู้ใช้สามารถทำงานผ่านทางระบบ Google ได้ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์อื่นๆ ติดตั้งมากับเครื่องเลย (ไม่พึ่งพิง Offce)
- Server: ใช้เซิร์ฟเวอร์ของ Google ทั้งหมด เราไม่จำเป็นจะต้องลงทุนเซิฟร์เวอร์เอง
- Client: ไม่ต้องมีโปรแกรมติดตั้งต่างหาก
- มีหลาย Edition โดยเริ่มต้นที่ฟรี, $50 ต่อปี และ Edition พิเศษสำหรับนักเรียนนักศึกษา (http://www.google.com/a/help/intl/en/admins/editions_spe.html)
- ใช้ระบบอีเมล์ของ Google ซึ่งก็คอ Gmail ในโดเมนเนมของตัวเอง (เช่น yourname@yourcompany.com)
- ไม่จำเป็นต้องมี Microsoft Office เนื่องจาก Google Apps มีโปรแกรม Google Docs ซึ่งใช้งานในรูปแบบคล้ายๆ กับ Microsoft Office ได้อยู่แล้ว
- ระบบทำงานร่วมกัน แบบพื้นฐานก็มี ปฏิทิน, เว็บไซต์, อีเมล์, แชร์เอกสาร, พูดคุย และมีแนวโน้มจะเพิ่มมาเรื่อยๆ
- สามารถเขียนแอพพลิเคชั่นเพิ่มเข้าไปใน Google Apps เองได้ เช่น ถ้าคุณอยากทำระบบบัญชี เพิ่มเข้าไปใน Google Apps เพื่อออกเอกสารต่างๆ ก็สามารถทำได้ (โปรแกรมจะพัฒนาด้วยภาษา Python ซึ่งค่อนข้างใช้เวลาในการเรียนรู้สำหรับคนที่ไม่เคยเขียนภาษา Python มาก่อน) http://code.google.com/appengine/
Microsoft Groove
http://www.microsoft.com/groove
- โมเดลของ Groove คือซอฟต์แวร์พิเศษที่เสริมโปรแกรม Microsoft Office ให้สามารถทำงานร่วมกันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (พึ่งพิง Offce)
- Server: สามารถเลือกใช้เซิร์ฟเวอร์ของไมโครซอฟต์ (Groove Enterprise Service) ได้ (เสียเงินรายปี) หรือติดตั้ง Groove Server ลงในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเอง (Groove Server) (เสียเงินครั้งเดียว) http://office.microsoft.com/en-us/grooveservices/HA102462491033.aspx
- Client: จะต้องติดตั้งโปรแกรม Microsoft Groove ลงที่เครื่อง Client
- ไม่มีระบบอีเมล์ให้ใช้งาน (หากต้องการ ต้องติดตั้ง Microsoft Exchange เพิ่ม หรือใช้อีเมล์ของผู้ให้บริการรายอื่น)
- จำเป็นต้องติดตั้งชุด Microsoft Office ในเครื่องทุกเครื่องที่ต้องการใช้งาน เพื่อจัดการเอกสาร ก่อนจะนำมาใช้ใน Groove
- ระบบทำงานร่วมกัน แบบพื้นฐานก็มี ปฏิทิน, แชร์เอกสาร, ติดตามงาน, เว็บบอร์ด, นัดหมายประชุม, พูดคุย และมีแนวโน้มจะเพิ่มมาเรื่อยๆ
- สามารถเชื่อต่อแอพพลิเคชั่นเข้ากับ Groove ได้ ผ่านทาง Groove DataBridge ซึ่งเป็นการเขียนโปรแกรมในรูปแบบ Web Service
Acrobat.com
- โมเดลของ Acrobat.com เน้นการทำงานร่วมกันบนเอกสารสำเร็จรูป (PDF) (ก่อนเกิดเอกสารสำเร็จรูปจึงมีความจำเป็นต้องใช้งานโปรแกรมจำพวก Office)
- Server: ใช้เซิร์ฟเวอร์ของ Acrobat.com ในปัจจุบันยังไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
- Client: ไม่จำเป็นต้องมีโปรแกรมติดตั้งต่างหาก สามารถทำงานผ่านทางเว็บบราวเซอร์ได้เลย แต่ Adobe มีออปชั่นให้ผู้ใช้งานทำงานผ่านทางระบบ Framework พิเศษของ Adobe ที่มีชื่อว่า Adobe AIR จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ได้
- ไม่มีระบบอีเมล์ให้ใช้งาน
- จำเป็นต้องติดตั้งชุด Microsoft Office ในเครื่องทุกเครื่องที่ต้องการใช้งาน เนื่องจาก Acrobat.com อนุญาตให้ผู้ใช้งานทำงานร่วมกันได้ในโหมด PDF เท่านั้น
- ระบบทำงานร่วมกัน แบบพื้นฐานก็มี ระบบแปลงเอกสารให้อยู่ในรูปแบบ PDF, ระบบประชุมออนไลน์, แชร์ไฟล์, Buzzword (ทำงานร่วมกันในเอกสารชุดเดียวกัน)
ผมคงไม่สามารถฟันธงได้ว่าซอฟต์แวร์หรือบริการตัวไหน เหมาะกับองค์กรของคุณ โดยส่วนตัวผมชอบใช้งาน Microsoft Groove ด้วยความคุ้นมือ Microsoft Office ส่วนตัว Google Apps นั้น ผมชอบในไอเดียและความกล้าของ Google และตัวสุดท้าย Acrobat.com ผมติดใจในความเป็น Interactive และการผสมผสานระหว่าง PDF กับการ Collaboration
ผมเชื่อว่า ในปี 2009 จะเป็นปีแห่งการแข่งขันด้าน Collaboration ที่รุนแรงเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียวครับ
ติดตามกันต่อไป…
Popularity: 44%
โพสในวันนี้ของผม ค่อนข้างเป็นเรื่องทางเทคนิคหน่อย แต่ว่าหัวข้อนี้น่าสนใจมากๆ เพราะมันมีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงโลกของ SEO ในอนาคตทีเดียว
รู้จักภาษา HTML (Hypertext Markup Language) กันไหมครับ..? HTML เป็นรูปแบบการเขียนโปรแกรมบนเว็บไซต์แบบพื้นฐาน ที่โปรแกรมเมอร์และเว็บดีไซเนอร์ทุกคนจะต้องรู้จัก
โดยภาษา HTML นี้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องมามากกว่าสิบปีแล้ว แต่ยังเป็นเหมือนกล่องดำ สำหรับคนนอกวงการ เนื่องด้วยความรู้สึกลึกๆ ของคนนอกวงการที่ว่า “นี่มันเป็นเรื่องทางเทคนิค เราไม่ต้องเข้าใจก็ได้”
ในยุคหลังๆ HTML แพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากการบูมของ Blog และ Social Network อย่าง Hi5 หรือ Multiply ทำให้คนทั่วๆ ไปสนใจใคร่รู้ว่า เราจะตบแต่งบ้านของเราให้สวยงามได้อย่างไร ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เจ้าของ Blog จะต้องลงมาเกี่ยวดองหนองยุ่งกับ HTML ไม่มากก็น้อย
แต่องค์ความรู้ทาง New media กับ HTML บางทีก็แยกกันไม่ค่อยออก ยกตัวอย่างเช่นว่า หากนักการตลาดต้องการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อให้ทำอันดับใน Search engine ให้ดีขึ้น (หรือที่เรียกกันว่า SEO) งานหลักงานหนึ่งก็คือการปรับโครงสร้าง HTML นั่นเอง
คนที่ทำ SEO จะต้องรู้ว่า HTML ในรูปแบบไหน ดีและไม่ดี เพื่อที่จะปรับปรุงเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับที่ Search engine จะสนใจให้อันดับสูงๆ ได้ และด้วยว่าความที่ HTML เป็นเหมือนกล่องดำสำหรับนักการตลาด จึงเกิดบริการรับทำ SEO ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
ในภาษา HTML มันจะมีคำสั่งชนิดหนึ่ง ที่เรียกกันว่า Tag เช่นว่า หากเราต้องการตัวอักษรเป็นตัวใหญ่เหมือนกับเป็นหัวข้อของ หน้านั้นๆ เราสามารถระบุ Tag ลงไปว่า ตัวอักษรส่วนนี้ให้เป็นตัวใหญ่นะ ดังตัวอย่างด้านล่าง..
<H1>นี่คือตัวอักษรตัวใหญ่</H1>
ผลลัพธ์ของการใส่ Tag <H1>…</H1> จะเป็นดังตัวอักษรด้านล่างครับ
นี่คือตัวอักษรตัวใหญ่
คร่าวๆ คงจะแค่นี้ ถ้าสนใจเรื่อง HTML น่าจะหาศึกษาได้จากอินเทอร์เนตหรือตามร้านหนังสือครับ
สิ่งสำคัญที่ผมจะนำมาบอกเล่ากัน นั่นก็คือ HTML 5 นั้นดีอย่างไร และทำไมต้องใช้ HTML 5 ด้วย..?
เริ่มจากผมจะบอกเล่าลักษณะของ HTML 4.01 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดที่พวกเราใช้กันอยู่ในปัจจุบันกันซักนิดหนึ่ง
HTML 4.01 นั้นมี Tag เกิดขึ้นมาใหม่ Tag หนึ่ง เรียกว่า <DIV>…</DIV> ซึ่งมีชื่อย่อมาจากคำว่า Division ครับ
DIV เป็น Tag ที่มีไว้แบ่งสัดส่วนเนื้อหาของ HTML ออกจากกันเป็นส่วนๆ อย่างมีระเบียบ ดังภาพด้านล่าง
<DIV> ของ HTML 4.01
เว็บดีไซเนอร์ในเมืองไทย น้อยคนมากที่จะออกแบบเว็บไซต์โดยการใช้ Tag <DIV> อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมันเขียนได้ยากกว่า HTML ทั่วๆ ไป (แต่หากใช้คล่องแล้วจะช่วยให้เว็บดีไซเนอร์ทำงานได้เร็วขึ้นหลายเท่าตัว) แต่ในต่างประเทศ HTML 4.01 ที่ใช้ <DIV> นี้ได้รับความนิยมมากพอสมควร
พักเรื่อง <DIV> กันไว้นิดหนึ่ง เดี๋ยวผมจะมาคุยต่อว่า <DIV> ใน HTML 4.01 นั้นเกี่ยวอะไรกับ HTML 5
ปัญหาของ <DIV> เริ่มเกิดขึ้นจากการบูมของ Search Engine เนื่องจากว่าเว็บไซต์ Search Engine ทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับการ Ranking ผลลัพธ์ของการค้นหา คำถามสำคัญของพวกเราที่อยากรู้กันมากมายก็คือ…
Search Engine อย่างพวก Google ใช้ปัจจัย (factor) ใดมาตัดสิน ว่าเว็บไซต์ A จะ Ranking อยู่สูงกว่าเว็บไซต์ B..?
คำตอบมีมากเสียจนเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆ ครับ แต่จุดสนใจอยู่ที่ไม่กี่อย่าง
- เนื้อหาภายในเว็บไซต์นั้นๆ ตรงกับที่ user ทำการค้นหาข้อมูลหรือไม่..? เช่น ถ้าผมค้นหาคำว่า “บ้านเดี่ยว” เว็บใดที่มีข้อความเกี่ยวกับ “บ้านเดี่ยว” ในปริมาณและตำแหน่งที่เหมาะสม ก็จะมีโอกาสได้ทำ Ranking ได้ดีนั่นเอง (คีย์เวิร์ดมีปริมาณมากหรือน้อย ขึ้นกับความเหมาะสม มากเกินไปก็ไม่ดีนะครับ เนื่องจาก Search Engine จะคิดว่าเราจงใจ Spam คีย์เวิร์ด ขั้นร้ายแรงถึงอาจถูก Search Engine แบนได้ ซึ่งความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดอันนี้เรียกว่า Keyword Density ถ้ามีโอกาสผมจะมาบอกเล่ากันให้ฟัง)
- มีลิงค์จากเว็บไซต์อื่นๆ เข้ามายังเว็บไซต์นั้นๆ มากขนาดไหน ถ้าเว็บไซต์ที่ดีและน่าเชื่อถือ จะมีลิงค์จากภายนอก (Inbound Links) เข้ามามากเป็นพิเศษ และเป็นปัจจัยที่ยากที่สุด ที่เจ้าของเว็บไซต์จะควบคุมได้ (Out of control)
- โครงสร้าง HTML ภายในเว็บไซต์เหมาะสมเพียงใด (คำว่า “เหมาะสม” คำเดียว อธิบายลำบาก ถ้ามีเวลาผมจะโพสเพิ่มเติมเรื่องนี้อีกเช่นกัน)
หลังจากเกริ่นมานาน ทีนี้ ผมจะเข้าเรื่องของ HTML 5 ล่ะครับ…
ใน HTML 4.01, <DIV> เป็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดสำหรับคนทำเว็บทีเดียว แต่จุดอ่อนใหญ่ๆ อยู่ที่ว่า <DIV> นั้นไม่ได้บ่งบอกถึงสาระสำคัญอะไรในเนื้อหาเว็บไซต์ มันเพียงแต่เป็นเครื่องมือแบ่งสัดส่วนเว็บไซต์ออกจากกันไม่ว่าจะเป็น Header, Footer, Navigation หรือแม้กระทั่งตัวเนื้อหา (Article) ดังนั้น Search Engine อย่างพวก Google จะไม่รู้เลยว่าคีย์เวิร์ดต่างๆ ที่อยู่ในเว็บเพจนั้นๆ มีน้ำหนัก หรือเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์นั้นๆ มากน้อยแค่ไหน
ยกตัวอย่างง่ายๆ ในการค้นหาคำว่า “บ้านเดี่ยว” สมมุติว่ามีเว็บไซต์สองเว็บไซต์ ที่มีคำว่า “บ้านเดี่ยว” อยู่ภายในเพจ ดังภาพสองภาพด้านล่าง…

เว็บไซต์ A , เว็บไซต์ B
Search Engine อย่าง Google จะไม่รู้เลยว่า เว็บไซต์ A หรือเว็บไซต์ B ที่เหมาะสมที่จะได้ Ranking ดีกว่า เพราะคีย์เวิร์ด “บ้านเดี่ยว” ทั้งสองเว็บไซต์ ต่างก็อยู่ใน <DIV> เหมือนๆ กัน ไม่มีความแตกต่างสำหรับ Google
HTML 5 ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ นั่นก็คือ Tag <DIV> ของ HTML 4.01 จะถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามแต่หน้าที่และความรับผิดชอบ เช่น <Header>, <Footer>, <Article>, <Section>, <Nav>, <Aside> ฯลฯ ดังภาพด้านล่าง
Tag ใหม่ๆ ของ HTML 5
เรียกกันว่าการ Semanticize Tag เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจความหมายของ Tag แต่ละ Tag ได้มากขึ้น
ทีนี้ Search Engine ก็จะสามารถให้ความสำคัญกับเนื้อหาในแต่ละส่วนของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นครับ โดยหลักการเบื้องต้นก็คือ Search Engine จะให้น้ำหนักกับคีย์เวิร์ด ภายใน <Article> และ <Section> มากเป็นพิเศษ และให้น้ำหนักกับ Tag อื่นๆ ลดหลั่นกันไปตามความเหมาะสม
พอเป็นแบบนี้แล้ว พวก Search Engine ก็จะสามารถเข้าใจและ Ranking เว็บไซต์ ได้ถูกต้อง แม่นยำมากยิ่งขึ้น จากกรณี “บ้านเดี่ยว” ด้านบน เว็บไซต์ B ควรจะได้รับการ Ranking สูงกว่าเว็บไซต์ A เนื่องจากคีย์เวิร์ดอยู่ใน Tag ที่มีความสำคัญกับเพจมากกว่านั่นเอง (โดยตั้งสมมุติฐานว่าปัจจัยอื่นๆ เท่ากันทั้งหมด)
อ้อ.. อีกอย่างหนึ่ง HTML 5 ยังไม่ออกสู่ตลาดนะครับ ตามการคาดหมายของผมแล้ว น่าจะอีกระยะใหญ่ๆ และเว็บบราวเซอร์ต่างๆ ในยุคปัจจุบันก็ยังไม่สนับสนุนการใช้งาน HTML 5 แต่อย่างใด แต่หากว่าวันใดวันหนึ่งในอนาคต หาก HTML 5 ออกสู่ตลาดแล้ว อะไรจะเกิดกับสังคมอินเทอร์เนตบ้าง..?
- การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Search Engine และการค้นหาเว็บไซต์แบบโคตรซับซ้อนจะตามมา
- เว็บไซต์เดิมๆ นับล้านๆ เว็บ จะต้องถูกท้าทายด้วย Search Engine รูปแบบใหม่
- การเปลี่ยนแปลงเว็บไซต์ครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นหรือไม่ อันนี้ต้องรอดูกันต่อไปในอนาคตครับ
จริงๆ แล้วเรื่องราวของ HTML 5 ยังมีอีกมากครับ แต่ผมแนะนำให้ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมถ้าสนใจกัน เพราะเกรงว่าโพสจะยาวมากจนเกินไป http://en.wikipedia.org/wiki/HTML_5
Popularity: 26%

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับรุ่นน้องที่ทำงานด้านการตลาดให้กับบริษัทผลิตโภคภัณฑ์รายหนึ่ง เนื้อหาเป็นเรื่องทั่วๆ ไปเที่ยวกับอุปสรรคของนักการตลาด ที่มีแนวความคิดรูปแบบใหม่ ที่อาจเรียกได้ว่ากบฏกับแนวความคิดดั้งเดิม โดยเฉพาะในเรื่องของการทำการตลาดแบบหลีกเลี่ยงการรบกวน (Avoidance of interruption marketing)
ในห้องประชุมของน้องคนนั้น ไอเดียแหวกๆ แนว new media (ที่คิดว่า) ดีๆ หลายอย่างถูกเหวี่ยงทิ้งลงถังขยะแบบไม่ลังเล และการตลาดของโปรดักต์ของบริษัทนี้ ก็ยังคงมุ่งเน้นไปในการทุ่มเงินทำการตลาดเพื่อดึง attention จากกลุ่มเป้าหมายอย่างบ้าคลั่ง ปัญหา deadlock มันเกิดจากว่า งบประมาณในการตลาดที่มี รวมถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน มันสวนทางกับความคาดหวังของกลุ่มผู้บริหาร และไม่เอื้ออำนวยให้กับการทำตลาดในรูปแบบดังกล่าวซักเท่าไหร่
ผมเองต้องยอมรับว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านการตลาดแบบดั้งเดิม เพราะผมเองเติบโตมาจากสาย new media ประสบการณ์เกี่ยวกับการตลาดตั้งแต่เริ่ม ก็จับการทำการตลาดในรูปแบบ new media มาโดยตลอด ผมจึงบอกรุ่นน้องคนนั้นไปตามตรงว่า ผมมิอาจหาญกล้าจะวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้บริหาร ถึงการลงทุนมหาศาลในการตลาดที่ Seth Godin เรียกมันว่า interruption marketing
ผมเองได้มีโอกาสได้เล่าให้รุ่นน้องคนนี้ฟังถึงแนวคิดในเรื่อง World 2.0 ในโพสก่อนหน้านี้ โดยยกตัวอย่างเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ถึงความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของผู้บริโภค ที่มีให้กับการตลาดแบบรบกวน
โดยผมเอาเรื่องการเปรียบเทียบระหว่าง Search กับ Ads มาเป็นตัวอย่าง… Search กับ Ads ต่างกันอย่างไร..?
- search คือการที่ demand วิ่งเข้าไปหา supply ด้วยความยินดีและเต็มใจ
- ในขณะที่ Ads คือการที่ supply พยายามสะกิดเรียก demand ให้หันมาสนใจในสิ่งที่ supply กำลังพยายามสื่อสาร
การทุ่มเงินอย่างมากมายในการทำการตลาด ถึงจุดๆ หนึ่งจะเกิดปัญหา และผู้ที่จะอยู่รอด คือคนที่มีเงินทุนมากกว่า การตลาดในรูปแบบนี้ ปลาเล็กควรจะหลีกเลี่ยง
ผมยกตัวอย่างเสริมให้รุ่นน้องไปอีกนิดว่า คุณไม่จำเป็นต้องขับรถสปอร์ตจีบสาว ถ้าคุณมีดีพอ..
ในอดีต ผู้บริโภคไม่เคยมีโอกาส ที่จะได้คุ้นเคยกับพฤติกรรมการ search มากนัก ทำให้ทางเลือกในการบริโภค Ads ยังเป็นสิ่งที่พอจะกล้อมแกล้มไปได้ เพราะยังไม่มีหนทางที่เหมาะสมกว่า
แต่ในยุคนี้ ยุคที่ Google มีอายุ 10 ขวบปี พฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว ในเมื่อเขาสามารถค้นหาข้อมูลสินค้าที่เขาต้องการได้ในอินเทอร์เนต เหมือนกับที่ค้นหาหนังสือในห้องสมุด ทำไมเขายังต้องไว้ใจในโฆษณา (ชวนเชื่อ) มากเท่าเดิมอีก?
- มีกี่ครั้งในปีนี้ ที่คุณตัดสินใจซื้อสินค้าจากโบรชัวร์ที่ได้รับแจกจากใต้รถไฟฟ้า..?
- มีกี่ครั้งในปีนี้ ที่คุณตัดสินใจซื้อสินค้าเมื่อเห็นการเปิดตัวสินค้าด้วย Event ที่ยิ่งใหญ่อลังการริมถนน..?
- มีกี่ครั้งในปีนี้ ที่คุณตัดสินใจซื้อสินค้าจากโฆษณาไดเรกเมล์..?
- มีกี่ครั้งในปีนี้ ที่คุณตัดสินใจซื้อสินค้าจากโฆษณาประเภท “โอ้ววว จอร์จ มันเยี่ยมมาก!!” ทางทีวีรอบดึกๆ
ลองเปรียบเทียบกับ
- มีกี่ครั้งในปีนี้ ที่คุณตัดสินใจซื้อสินค้าเพราะข้อมูลที่ค้นหาได้จากอินเทอร์เนต..?
ผมไม่ได้บอกว่าการจัด Event เป็นการเทเงินทิ้ง ผมไม่ได้บอกว่า การโฆษณาไดเรกเมล์เป็นวิธีการของคนโง่ และผมไม่ได้บอกว่าโบรชัวร์ไม่สามารถดึงดูดให้คนสนใจในสินค้าของคุณ
แต่ผมอยากจะบอกว่า หากคุณเห็นความสำคัญของการตลาดเหล่านี้มากพอที่จะทุ่มเงินทุน 100 บาทให้กับมัน
ในวันที่คุณมีเงินติดกระเป๋าไม่ถึง 100 บาท
ทำไม ไม่ลองเจียดเงินซัก 10 บาท เพื่อการตลาดในรูปแบบใหม่ ที่คุณบริโภคมันอยู่แทบทุกวัน..?
Popularity: 50%

หลังจากเล็งแล้วเล็งอีกมานาน ในที่สุด Google ก็เข้าควบรวมกิจการบริษัท media distribution ระดับโลกอย่าง FeedBurner (http://www.feedburner.com/) อย่างเป็นทางการในปลายเดือนพฤษภาคม 2008 ด้วยมูลค่าสูงถึง $100 ล้านเหรียญ
รายละเอียดของดีล ผมจะไม่เล่าลงไปในรายละเอียด คุณผู้อ่านสามารถหาจากอินเทอร์เนตได้ไม่ยากนัก (ลองดูจาก Official Blog ของ Google ก็ได้ครับ http://googleblog.blogspot.com/2007/06/adding-more-flare.html) แค่อยากจะสรุปความเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังจากการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้
ข่าวดี สำหรับสมาชิก FeedBurner!!
บริการ TotalStats และ MyBrand ของ FeedBurner Pro จะไม่มีการเก็บค่าบริการอีกต่อไป หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “ฟรี” นั่นเองครับ บริการ TotalStats เป็นบริการข้อมูลสถิติและระบบวิเคราะห์ feed ส่วน MyBrand เป็นบริการที่อนุญาตให้สมาชิกใช้ feed ด้วยชื่อโดเมนเนมของตนเอง (เช่น http://www.mybrand.com/feed) ซึ่งในอนาคต Google น่าจะทำการรวมการวิเคราะห์ข้อมูล feed เข้ากับบริการ Google Analytics เพื่อยกระดับบริการ Web Analytics ของ Google ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งแบบผูกขาด
ลองคิดภาพความยิ่งใหญ่ของเครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์ที่เกิดจาก Google Analytics, Google Website Optimizer และ FeedBurner TotalStats กันดู (แต่ ณ ขณะนี้ Google ยังไม่เปิดเผยแผนงานในอนาคตเกี่ยวกับโปรเจคนี้แต่อย่างใด)
ส่วนฐานข้อมูลที่ได้จาก FeedBurner ก็จะถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาเครื่องมือ และบริการต่างๆ ของ Google ต่อไป
น่าสนใจครับ…
Popularity: 29%






