ปลายปี 2008 เว็บไซต์ Amazon.com ได้จัดอันดับอัลบั้มขายดีประจำปี 2008 อันดับหนึ่งได้แก่อัลบั้ม Ghosts I-IV ของ NIN (Nine Inch Nails)
ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่สิ่งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าแปลกใจสำหรับนักการตลาดหลายๆ คนที่ไม่เชื่อในเรื่องของโลกแห่ง Freemium economy
นั่นก็คือ อัลบั้ม Ghosts I-IV ของ NIN เป็นอัลบั้ม “แจกฟรี” ที่ Trent Reznor — โพรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง นักร้องนำ (เว้นแต่อัลบั้มนี้ไม่มีเสียงร้องเลยแม้แต่เพลงเดียว เป็นดนตรีบรรเลงทั้งหมด) และสมาชิกเพียงคนเดียวของวง NIN — ยินยอมให้คนทั่วโลกดาวน์โหลดไปฟังและแจกจ่ายได้ในรูปแบบของ Creative Commons (เผยแพร่ได้ แต่ห้ามนำไปหากำไรและห้ามดัดแปลง)
แต่กลับกลายเป็นว่า ของแจกฟรี กลายไปเป็นของที่ขายดีที่สุดประจำปี 2008 ของ Amazon.com ไปแล้ว…!?!
เหตุผลใดที่คนยอมจ่ายเงิน $5 เพื่อซื้ออัลบั้มเพลงที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียงซักแดงเดียว…? คำตอบมีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ คุณค่า (Value) ของสินค้าที่สูงค่ากว่าตัวเงิน… เป็นคำตอบที่นักการตลาดควรให้ความสนใจ
PS. สำหรับสังคมไทย โลกแห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ หากจะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้คงต้องกินระยะเวลาอีกยาวนานทีเดียวล่ะ
Popularity: 37%
ผมเป็นคนที่ติดตามแนวความคิดของ Chris Anderson มาเป็นระยะเวลาพอสมควร ระยะหลัง Chris วางแนวคิดในเรื่อง Freemium Economy และตอกย้ำข้อเท็จจริงของทฤษฏีของเขาด้วยโพสต่างๆ ในบล็อก The Long Tail
และโพสนี้เป็นโพสที่น่าสนใจเกี่ยวกับมหาเศรษฐี Top 400 ที่ถูกจัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes มีทั้งหมด 14 คน ที่ทำธุรกิจบนพื้นฐานของการแจกฟรี…
- #13 Sergey Brin $15.9 billion, Google
- #14 Larry Page $15.8 billion, Google
- #54 Pierre Omidyar $6.3 billion, eBay
- #59 Eric Schmidt, $5.9 billion, Google
- #155 Oprah Winfrey, $2.7 billion, free-to-air TV
- #161 Mark Cuban, $2.6 billion, Broadcast.com
- #246 Omid Kordestani, $1.9 billion, Google
- #246 Joseph Mansueto, $1.9 billion, Morningstar (freemium investing services)
- #281 David Filo, $1.7 billion, Yahoo
- #281 Jerry Yang, $1.7 billion, Yahoo
- #281 Kavitark Ram Shriram, $1.7 billion, Google
- #321 Todd Wagner, $1.5 billion, Broadcast.com
- #321 Mark Zuckerberg, $1.5 billion, Facebook
- #377 Peter Thiel, $1.3 billion, Facebook, Paypal
และถ้า Freemium Economy ของ Chris เป็นแนวโน้มที่กำลังเกิดกับเศรษฐศาสตร์ในยุคนี้จริงๆ ปีหน้า เราคงจะเห็นรายชื่อที่มากขึ้นกว่านี้
Popularity: 28%
ท่ามกลางสังคมดิจิตอล ที่สินค้าหลายประเภทกลายเป็นของฟรี ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ เกมส์ ข่าว รูปภาพ
หลายๆ คนคิดว่าคุณค่าของสินค้าลดลง เพราะพวกเราได้มันมา “ฟรีๆ”… (ใครโหลดเกมส์ DS ของ Nintendo มาเล่นฟรีๆ คงพอเข้าใจ)
อันที่จริงแล้ว… ความ “ฟรี” ไม่ได้ทำให้คุณค่าของสิ่งใดๆ ลดต่ำลงเลย… ในทางกลับกัน บางกรณีเรากลับได้คุณค่าทางจิตใจเพิ่มเข้าไปเพิ่มอีกต่างหาก (220 บาท… สำหรับตั๋วหนังสองใบที่ได้ ฟรีจากรายการวิทยุ ถึงกับทำให้คนบางคนนั่งแทกซี่ขึ้นทางด่วนฝ่ารถติดไปรับที่สถานี…)
ความจริงแล้ว คุณค่าของสินค้าลดลง เพียงเพราะพวกเราได้มันมา “เยอะเกินไป” ต่างหากล่ะครับ…
Popularity: 42%
สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) แห่ง Apple เคยพูดไว้ว่า เวลาที่พวกเราใช้ในการค้นหา รวมถึงการดาวน์โหลดเพลงเถื่อนจากเครือข่าย Peer to Peer อย่าง Bit Torrent รวมกับเวลาในการบริหารจัดการไฟล์เถื่อนพวกนั้น เช่น การแก้ไข Meta data ของ Mp3 การหา Album Art คุณภาพดีมาใส่ในไฟล์ รวมๆ กันแล้วประมาณ 15 นาที
เทียบกับการซื้อเพลงในราคา $4 จาก Apple นั่นแปลว่าคุณกำลังทำงาน “ด้วยค่าจ้างที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ″ เสียอีก
Popularity: 41%
Chris Anderson เจ้าตำรับ Long Tail มีแนวคิดใหม่เรื่องของ “Free”
- Anderson ตั้งคำถามว่า “Is it that the only way to measure value is with money?”
นั่นก็คือ “เราวัดคุณค่า (สินค้า) ได้ด้วยตัวเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือ?”
Anderson พยายามแสดงให้เห็นว่า บริบทของเศรษฐศาสตร์ในโลกยุคใหม่ กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างเงียบๆ ด้วย “คุณค่า″ ในมุมมองใหม่ ที่ไม่ใช่ “เงินทอง”
และเมื่อ “เงิน” ไม่ใช่ “คุณค่า″ ที่สำคัญที่สุด… สินค้าก็ไม่จำเป็นต้องถูก “ขาย” อีกต่อไป สินค้าแจกฟรีมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าแจกฟรีแล้ว ธุรกิจจะอยู่รอดได้ด้วยวิธีใด? “คุณค่า″ มุมมองใหม่ที่ว่าคืออะไร?
โพสหน้าผมจะเขียนเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่านี้ แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น อ่านการ์ตูนนี่เล่นๆ ดูก่อนครับ
ผมเก็บเอามาจากเว็บ The Long Tail
Popularity: 60%
เคยมีหลายคนคุยกับผมเกี่ยวกับเทรนด์การเขียนบล็อก เป็นเรื่องที่ผมสนใจและอยากจะคุยอยู่พอดี เลยอยากจะเอาสรุปบทสนทนามาแชร์กันซักหน่อย
ทำไมต้องบล็อก?
บล็อกเป็นสื่อยุคใหม่ ที่มีต้นทุนในการผลิตต่ำมากที่สุดเทียบกับสื่อทุกประเภทที่เคยมีมาบนโลกนี้
มี Barrier of Entry ต่ำมากๆ เนื่องจาก Blogger ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุน ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการผลิตสื่อใดๆ
เป็นสื่อที่ถูกสร้างโดยใครก็ได้ เพื่อจุดประสงค์ใดก็ได้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นใครก็ได้
เขียนบล็อกแล้ว จะมีคนอ่านเหรอ?
บล็อกแตกต่างจากสื่อดั้งเดิมมาก ตรงที่บล็อกไม่ต้องการการประหยัดจากขนาด (Economy of Scales)
บล็อกบางบล็อกอาจจะมีคนอ่านแค่หลักสิบคน
บางบล็อกที่ฮิตหน่อย อาจจะมีเป็นหลักร้อย
และพวกที่ฮิตมากๆ ก็อาจจะมีถึงหลักล้าน
แต่ปริมาณคนดูไม่สำคัญเท่ากับในอดีต เนื่องจากว่าผู้สร้างบล็อก แทบจะไม่มีต้นทุนใดๆ
และที่สำคัญ เนื้อหาในบล็อก จะอยู่ตลอดไป เรื่องราวที่ไม่เคยมีคนสนใจในสามปีที่แล้ว อาจมาโด่งดังเป็นพลุแตกในปีนี้ ก็สามารถเป็นไปได้ (มิติของเวลาจะมีอิทธิพลกับสื่อประเภทบล็อกน้อยลง)
ถ้าเทียบบล็อกกับสื่อดั้งเดิม กลุ่มเป้าหมายของบล็อกจะแคบลง แต่เนื้อหามีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งเราไม่สามารถสร้างโมเดลของสื่อแบบนี้ ได้จากสื่อที่มีต้นทุนอย่างนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์
สื่อเดิมๆ จะได้รับอิทธิพลอะไรจากการเกิดแบบดอกเห็ดของบล็อกหรือไม่?
ผมเคยอ่านบทความเกี่ยวกับบล็อก ที่พูดไว้ประมาณว่า Blog กำลังจะมาแทนที่สื่อสิ่งพิมพ์ (Press media) เหมือนกับที่ Video Sharing (Youtube) กำลังมาแทนที่ TV และ Music Sharing (MySpace) กำลังมาแทนที่ CD
ผมค่อนข้างเห็นด้วยมากๆ แต่สื่อใหม่อย่างบล็อก ก็จะยังคงมีความแตกต่างจากสื่อยุคดั้งเดิม อย่างที่ผมบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า กลุ่มเป้าหมายจะแคบลง เนื้อหามีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ตรงตามหลักการ Long Tail ที่ผมเคยพูดถึงในเรื่อง World 2.0
นิตยสาร, หนังสือพิมพ์ จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ความสดใหม่ของข้อมูลจะเพิ่มมากขึ้นในระดับ “นาที” จุดแข็งของสื่อดั้งเดิมจะต้องเปลี่ยนไป “ความสดใหม่” จะขายตัวเองได้ยากขึ้น
สื่อดั้งเดิมจะโกหกและสร้างภาพยากขึ้น และจะต้องปรับตัว พร้อมรับกับการจู่โจมของสื่อประเภทบล็อกรวมถึง Social Network อย่างเว็บบอร์ด ซึ่งถือเป็น CGM (Customer Generated Media) การสร้างภาพให้สินค้าจะยากขึ้น เนื่องจากข้อมูลระหว่างผู้บริโภคที่สื่อสารกันเองจะมากขึ้นเรื่อยๆ (ลองดู case study การโจมตีสื่ออย่างสตาร์ซอคเกอร์ หรือสื่อชั้นต่ำอย่างผู้จัดการในพันทิพ)
Corporate Blog มีความสำคัญหรือไม่?
มีสิ..
การทำ PR ในอดีตจะเจออุปสรรคที่ยากขึ้นเรื่อยๆ คนขาย จะต้องหาช่องทางในการสื่อสารกับผู้บริโภคที่มีศักยภาพมากขึ้น จริงใจมากขึ้น และ hard sale น้อยลง
บล็อก คือช่องทางนั้นนั่นเอง
สำคัญมากจริงเหรอ?
จะโกหกให้ได้อะไรขึ้นมา
แล้วจะเขียนเรื่องอะไร?
อยากให้ลูกค้ารับรู้อะไร ก็สื่อสารในสิ่งนั้น มีหลายแนวทาง เช่น ให้ความรู้ (Educate), สร้างแรงบัลดาลใจ (Inspire), ให้ข้อเท็จจริง (Inform), ปกป้องตัวเอง (Defense)
จริงๆ ก็อยากมีบล็อก แต่ว่าไม่มีเวลาเขียน จะทำยังไง?
ก็เหมือนบริษัทที่อยากทำ PR แต่ไม่มีทีม PR
ฟังดูยากจังเลย… ไม่มีได้ไหม?
เรื่องของ mung #!?#!!
Popularity: 64%

