ผมติดค้างเรื่องราวเอาไว้จากตอนที่ 2 อยู่หลายเรื่องเลย จริงๆตั้งใจว่าจะพยายามเขียนให้จบในตอนเดียว แต่กลัวว่าข้อมูลที่มอบให้ทุกๆท่านจะน้อยเกินไป จะทำให้ไม่ได้เห็นภาพอย่างชัดเจน ก็เลยขอดึงออกมาอีกสักหลายๆตอนดีกว่า จะได้ลงรายละเอียดกันได้อย่างเต็มเนื้อหน่อย
คราวที่แล้วผมพูดถึงเรื่องของ Maslow’s Hierarchy of Need ค้างเอาไว้ แล้วก่อนปิดท้ายผมก็ผูกเรื่องเอาไว้กับ มุมมองใหม่ของ IT Hierarchy of Need
ทั้งสองอย่างมันมีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่หนึ่งอย่างใหญ่ๆก็คือ ความต้องการของคนครับ ผมขอขับเรือออกทะเลไปสักนิดหนึ่งก่อนจะวกเข้าท่านะครับ
เริ่มต้นเรามาลองคิดกันตามหลัก จิตวิทยาสังคม (Social Psychological) นะครับ จิตวิทยาสังคมเป็นการศึกษาถึง “พฤติกรรมของบุคคลให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งจะต้องทราบถึงพื้นฐานทั้งตัวบุคคล สังคมและวัฒนธรรม การศึกษาพฤติกรรมของบุคคลมีทั้งทางด้านจิตวิทยาสังคม พฤติกรรมสังคม และการศึกษานั้นจะมีประโยชน์ช่วยให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างมีความสุข และ ศึกษาถึงขบวนการสังคมประกิต เป็นขบวนการเรียนรู้แบบแผนพฤติกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลทุกเพศทุกวัย อันเนื่องมาจากบุคคลได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสังคม บุคคลเกิดการเรียนรู้ที่จะประพฤติปฏิบัติตนเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น”
หรือ สรุปโดยง่ายก็คือ “คนเราต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม และมีปฏิสังคมกันกับคนอื่นๆในกลุ่ม เพื่อจะแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน”
ทีนี้ในปัจจุบัน โลกเริ่มมีการเปลี่ยนไป รูปแบบของการสื่อสารก็มีการเปลี่ยนแปลงไป Median ที่มนุษย์ไว้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็มีการเปลี่ยนไปตาม จากเดิมที่เคยต้องจับกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสื่อสาร มนุษย์ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตัวเองผ่านช่องทางของ internet
นึกภาพตามนะครับ เมื่อสักยี่สิบปีที่แล้ว แกงค์แม่บ้านต้องนัดประชุมกันที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบเรื่องของแม่บ้านแกงค์อื่นๆ (บางครั้งก็แอบซุบซิบแม่บ้านในแกงค์เดียวกันประปราย) ซุบซิบเรื่องดารา ซุบซิบข่าวลือต่างๆ แต่แม่บ้านปี 2008 ไม่จำเป็นต้องออกไปที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบอีกแล้ว เพราะพวกเขาสามารถ online chat กับแม่บ้านคนอื่นๆได้ และก็สามารถไปอ่านคอลัมน์บีบสิวหัวช้างของซ้อเจ็ดเพื่ออัพเดทข่าวคราว (คาว) ดาราและเรื่องฉาวๆได้อีกพะเรอเกวียน
การรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลของมนุษย์จึงลดบทบาททางสังคมลง ขั้นตอนการรับรู้และเข้าสังคมจึงเปลี่ยนไปจากรูปด้านบน เพราะปัจจุบันคนเราสามารถเสพย์ข้อมูลได้ด้วยช่องทางอื่นๆมากมายนอกจากการพบปะพูดคุยกันตัวต่อตัวเหมือนเมื่อก่อน
ซึ่งส่งผลให้คนเรามีแนวโน้มที่จะอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น!!!
แนวคิดที่สนับสนุน รูปแบบ จิตวิทยาสังคม ในยุคปัจจุบันนี้ได้แก่ แนวคิดแบบ “ยุคหลังสมัยใหม่” (Post-Modern) ผมข้อตัดตอนแนงคิดบางส่วนมาจาก www.artgazine.com ซึ่งกล่าวไว้เกี่ยวกับสังคมปัจจุบันดังนี้
สังคมหลังยุคสมัยใหม่
ยุคหลังสมัยใหม่กำลังก้าวเข้ามาแทนที่ยุคสมัยใหม่อย่างท้าทาย ด้วยนัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม อาทิ จันทนี เจริญศรี กล่าวว่า (2544 : 1)
- ลักษณะทางเศรษฐกิจที่ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมมวลชน (mass consumerism) ความเป็นยุคทุนนิยมตอนปลาย (late capitalism) ( Bell, 1976)
- ลักษณะการผลิตเป็นแบบหลังอุตสาหกรรม (post-industrial) ความเป็นสังคมข่าวสาร สังคมที่ประกอบขึ้นจากการจำลอง (simulation) (Bogard ,1992)
- ลักษณะล้ำความจริง (hyperreality) การยุบตัว (implosion) รวมถึงรูปแบบใหม่ทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรม เป็นยุคที่สื่ออีเลคโทรนิคส์ซึ่งสามารถตัดข้ามผ่านพื้นที่ทางกายภาพจะเข้ามาแทนที่ “ชุมชน” อันจะทำให้แนวคิดเรื่องสังคมจะกลายเป็นเพียงภาพลวงตา (Bogard, 1992)
ดังนั้น เมื่อคนเราสูญเสียสภาพทางสังคมจริงลงไปเรื่อยๆ แต่ความต้องการที่จะได้รับการยอมรับยังคงมีอยู่ ความต้องการให้คนยอมรับนั้นจึงไปปรากฎอยู่บนสังคมเสมือน ซึ่งก็คือโลกของ New Media พวก web board, chat room และ blog นั่นเอง
ย้อนกลับไปดูในตอนที่แล้วนะครับ Internet Hierarchy of Needs Theory จุดสูงสุดที่คนในยุคปัจจุบันนี้ต้องการก็คือ การได้รับการยอมรับในโลกเสมือนเหล่านี้
กลับมามองในแง่ของนักการตลาด (กลับท่าแล้วนะครับ)
เราจะทำอย่างไรให้กลุ่มคนที่ต้องการการตอบรับสูงสุด ได้รับการตอบรับที่ดีที่สุด?
ฝากไว้คิดกันครับ ตอนหน้าเราจะมาพูดคุยกันต่อ
ปล.เพื่อการเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้นเกี่ยวกับแนวคิด Post-Modern ลองหา Lost in translation (เอาแค่อารมณ์เหงาๆนะครับ) มาดูและหานิยายของ Haruki Murakami มาอ่านนะครับ
Popularity: 52%
สวัสดีครับเพื่อนๆทุกท่าน
ช่วงนี้งานยุ่งมากๆ เลยทำให้การอัพ blog ของผมดูช้าๆไปบ้าง (ไม่มากก็น้อย…)
อากาศในช่วงนี้ก็ร้อนมาก พอกลับบ้านไป วันๆ ผมก็ไม่อยากทำอะไรนอกจากนอนอยู่เฉยๆ นั่นอาจจะเป็นที่มาของควมล่าช้าสาเหตุหนึ่ง
เอาล่ะครับ กลับมาเรื่องที่ผมเล่าค้างไว้สองสัปดาห์ที่แล้ว
ผมเลือกอัพ blog วันนี้เพราะวันนี้เป็นวันดีครับ ศุกร์ที่ 13
ในตอนที่ 1 ผมถามทิ้งท้ายไว้ว่า “bLog จะเกิด BUZZ ได้อย่างไร?” เราจะลองมาเริ่มดูกันในวันนี้ครับ ว่าทำไมช่องทางการสื่อสารแค่ช่องทางหนึ่ง ถึงเป็นช่องทางที่นักการตลาดจากองค์กรระดับโลกเลือกที่จะใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารที่สำคัญ เพื่อติดต่อกับลูกค้าของเขา
หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า CGM และแปลเป็นภาษาไทยของเราได้ว่า “ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง” เราสามารถตีความตามความหมายของมันได้อย่างตรงตัวครับคือ “ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง” ตามกฎของ Maslow นักจิตวิทยาชื่อดังชาวอเมริกันแห่งศตวรรษที่แล้ว (Abraham Harold Maslow, April 1, 1908 – June 8, 1970) เรื่อง Hierarchy of human needs, (ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ) ซึ่งพูดถึงเรื่องของความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ถูกจัดแบ่งลำดับความสำคัญที่ต้องการการตอบสนองไว้เป็นขั้นๆ เราลองมาดูถึงลำดับความสำคัญนี้กันก่อนครับ เพื่อที่เราจะได้ลงรายละเอียด และตอบโจทย์ข้อนั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) (ผมขอยกเนื้อความภาษาไทยบางส่วนมาจาก blog ของคุณ sandy นะครับ)
มาสโลว์ ได้ตั้งสมมติฐานว่ามนุษย์มีความต้องการดังนี้
1) มนุษย์มีความต้องการ และ ความต้องการมีอยู่เสมอและไม่มีที่สิ้นสุด
2) ความต้องการที่ได้รับการสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจสำหรับพฤติกรรมต่อไป ความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม
3) ความต้องการของคนจะซ้ำซ้อนกัน บางทีความต้องการหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วยังไม่สิ้นสุดก็เกิดความต้องการด้านอื่นขึ้นอีก
4) ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้นความสำคัญ กล่าวคือ เมื่อต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว
ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนอง
ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์เรียกว่า Hierarchy of Needsมี 5 ลำดับขั้น
มีรายละเอียดดังนี้
1) ความต้องการระดับต่ำสุดคือความต้องการทางกายภาพ (Physiological/Basic Physical Needs)
เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เช่น ปัจจัยสี่ ความต้องการทางเพศ น้ำดื่ม อากาศ ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การพักผ่อนนอนหลับและสิ่งที่จำเป็นอื่น ๆ ที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ความต้องการเหล่านี้เป็นความต้องการพื้นฐานที่คนจะถูกจูงใจให้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะได้สิ่งจำเป็นเหล่านี้แต่เมื่อได้มาแล้วความต้องการเหล่านี้ก็ยุติที่จะเป็นตัวจูงใจหลัก (Prime Motivation) อีกต่อไป
2) ความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Needs)
เมื่อความต้องการทางด้านร่างกายได้รับการตอบสนองแล้วจนเป็นที่พอใจ ความต้องการขั้นนี้จะเกิดขึ้นอีก ประกอบด้วยความต้องการความปลอดภัย
ปรารถนาที่จะได้รับความคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ที่จะมีต่อร่างกายเช่น อุบัติเหตุ อาชญากรรม เป็นต้น นอกจากนี้ยังหมายถึงความต้องการความมั่นคงในการทำงานและมีบำเหน็จบำนาญความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัยนี้เมื่อได้รับการตอบสนองจนเป็นที่พอใจของบุคคลแล้ว บุคคลก็จะเกิดความต้องการในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไปอีกลำดับขั้น
3) ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและองค์การยอมรับและรักใคร่ (Love/Belonging or Social Needs)
เป็นความต้องการที่จะให้สังคมหรือองค์การยอมรับ และเห็นความสำคัญของเขาว่าเป็นสมาชิกขององค์การ ความต้องการที่จะให้ผู้อื่นชอบตนเป็นผู้มีความสำคัญต่อบุคคลอื่น ในขั้นนี้มนุษย์ต้องการเพื่อน ต้องการคบค้าสมาคมต้องการมีครอบครัว มีความรัก และความเห็นใจจากเพื่อร่วมงาน
4) ความต้องการที่จะได้รับการยกย่อง นับถือในตัวเอง และจากบุคคลอื่น (Esteem and Status Needs)
หมายความรวมถึงความต้องการให้เกิดความเคารพตนเอง (Self-Respect) ความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ประสพผลสำเร็จและได้รับการยอมรับเช่นนั้น
จากบุคคลอื่นต้องการสถานภาพ (Status) และความมีชื่อเสียงเกียรติยศ (Prestige) เป็นส่วนสำคัญของความต้องการยกย่องเคารพ การที่ความต้องการนี้ได้รับการตอบสนองนำซึ่งความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองในความสามารถและรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้มีประโยชน์ และมีความสำคัญในสังคม
5) ความต้องการบรรลุเป้าหมาย และทำการให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือความต้องการทางความสำเร็จ (Self-actualization and Fulfillment Needs)
เป็นความต้องการระดับสูงสุด หมายถึงการที่บุคคลนั้นได้ใช้ความสามารถของตนเองในทุกด้านได้ และเป็นทุกอย่างที่เขาอยากจะเป็น ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกันสุดแต่ความสามารถของแต่ละบุคคลและความต้องการของเขาเป็นความต้องการที่จะได้รับทุกสิ่งที่ตนปรารถนาต้องการกระทำสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดที่จะกระทำได้
จะเห็นได้ว่า ความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดของมนุษย์ ว่ากันตามจริงแล้วมัน (อาจ)จะหมดลงได้เมื่อคนเราได้รับการตอบรับความต้องการนั้นจนครบถ้วน ในที่สุดเมื่อโลกของเราเข้าสู่ยุคปัจจุบัน อินเตอร์เน็ทก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในชีวิตอีกหนึ่งอย่างของคนเรา ทฤษฎีทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการจึงมีการพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ผมไปเจอตัวอย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นงานวิจัยของ VortexDNA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลด้านแนวคิดเรื่องศักยภาพของมนุษย์ เขามีแนวคิดเกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์ในรูปแบบใหม่ที่เรากำลังคุยกันอยู่ ดังรูปประกอบด้านล่าง
จะเห็นได้ว่ารูปแบบความต้องการของมนุษย์ในแนวคิดของทฤษฎีใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของรูปแบบความต้องการการยอมรับในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผมขอยกยอดไปติดตามต่อกันในตอนต่อไปนะครับ รอพบกับตอนต่อไปในเร็วๆนี้ครับ
Popularity: 71%
ผมมีโอกาสได้ไปพูดคุยกับรุ่นพี่ท่านหนึ่ง (พี่หมี) เมื่อเร็วๆนี้ เกี่ยวกับเรื่องของกิจกรรมที่เราเคยทำผ่านกันมาในช่วงที่เรียนมหาวิยาลัย
ย้อนกลับไปเมื่อสักช่วงปี 2545 ในตอนนั้นผมอยู่ในช่วงรอยต่อในปีการศึกษาของการเป็นนิสิตระดับชั้นปีสาม ขึ้นปีสี่ ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงนั้นผมมีโอกาสเข้าร่วมในการเสนอแผนงานเพื่อจะคัดเลือกนิสิตมาจัดตั้ง บริษัท จำลองจุฬาฯ หรือที่คนโดยทั่วไปจะรู้จักกันในนามของ CBA (Chulalongkorn Business Administration)
ผมและพี่หมีมานั่งคุยกันว่า ในช่วงเวลายี่สิบกว่ารุ่นที่ผ่านมา ถ้าผมนับไม่ผิดรวมรุ่นปีนี้ด้วย น่าจะมีประมาณยี่สิบหกรุ่น องค์ความรู้ทางธุกรกิจ และด้านการบริหารงานองค์กรที่เราถ่ายทอดกันมามันจะมีมากมายถึงขนาดไหนแล้วในวันนี้ ด้วยเวลาที่ผ่านไปๆ เรื่องราวหลายๆเรื่องก็มีการตกหล่นกันไปบ้าง พี่บางคนอาจจำเรื่องนี้ได้ แต่พี่บางคนก็อาจจะจำไม่ได้ จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ว่า จะดีมั้ย? ถ้าเรารวบรวมองค์ความรู้ที่พี่มีให้น้องตามที่พวกเราชาวจุฬาฯถือสืบทอดต่อกันมากว่าแปดสิบปีมาจัดทำออกมาเป็นสื่อในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเข้าถึงคนในวงกว้างได้ง่าย…
…สื่อที่ผมคิดถึงในเวลานั้นก็คือ
Weblog
หรือที่วัยรุ่นรู้จักกันดีในนาม
bLog
เหตุที่ผมนึกถึงช่องทางนี้ในการที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ เพราะว่า
1. ผมคิดว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราอยากจะถ่ายทอด (กลุ่มหลัก - เน้นตามปริมาณ) น่าจะเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษา ที่เรียนอยู่ในคณะที่เกี่ยวข้องกับด้านธุรกิจ มา scope ลงที่กลุ่มเป้าหมายหลักก่อนก็คงเป็นกลุ่มนิสิตคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ
2. กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะเข้าถึงในข้อหนึ่ง มี potential ที่จะเข้าถึงช่องทางนี้ได้มากที่สุด ในข้อ 1 เราตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของเราเป็นกลุ่มนิสิต ดังนั้นน่าจะมีอายุอยู่ระหว่าง 18 - 22 ปี จากการสำรวจข้อมูลทางการตลาดของนิตยสาร positioning พบว่ากลุ่มคนไทยที่มี bLog เป็นของตัวเองมีรายละเอียดดังนี้
|
อายุ |
คิดเป็น % จากกลุ่มสำรวจ 308 ราย |
|
19 ปีและต่ำกว่า |
11% |
|
20 - 25 ปี |
35% |
|
26 - 30 |
30% |
|
31 - 35 ปี |
12.6% |
|
36 - 40 ปี |
7.5% |
|
41 - 50 ปี |
2.6% |
|
51 ปีขึ้นไป |
1.1% |
จากข้อมูลเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายของเรามีอัตราส่วนรวมกันมากที่สุดซึ่งเท่ากับ 46% ดังนั้นช่องทางนี้ น่าจะเป็นช่องทางที่น่าสนใจ ถ้าเราเลือกที่จะสื่อสารกับคนกลุ่มนี้
Trend ของการตลาดที่แหล่งวิจัยหลายๆแหล่งในเมืองนอกพูดถึงก็คือ New Media แน่นอนสำหรับเมืองไทย สิ่งนี้ก็ได้เข้ามาฟูมฟักตั้งไข่อยู่ในเมืองไทยจนเริ่มสยายปีกออกมาให้เห็นกันแล้ว
bLog คือเครื่องมือของ New Media ตัวหนึ่งที่สำคัญมากๆ ในการบรรยายเรื่องการตลาดในหัวข้อ "On 21st Century Marketing" ซึ่งจัดโดย
สมาคมธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เมื่อ 15 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา Dr.Philip Kotler กูรูด้านการตลาดระดับโลก ยังยกตัวอย่างให้เห็นว่า Trend ที่กำลังมาแรงมากๆในศตวรรษนี้ก็คือ Consumer-Generated Media (CGM) หรือ "ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง" ซึ่ง CGM ที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิดที่สุดในเวลานี้ คือ bLog และ Social Networking รวมไปถึงกลยุทธ์ที่มีการผสมผสานระหว่างการทำตลาดภาคสนามและเทคโนโลยีอย่าง Word of Mouth (BUZZ)
ด้วยเหตุที่ว่าเครื่องมือสองตัวที่ผมกล่าวไว้ด้านบนเป็นเครื่องมือที่มีตุ้นทุนค่อนข้างต่ำ Learning Curve ไม่สูง และใช้เวลาน้อยในการจัดทำ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าติดตลาด Impact ที่เกิดขึ้นยังแรงมากอีกด้วย (ROI)
มาทำความรู้จักกับคำว่า bLog กัน
อาจจะเป็นการนำมะพร้าวห้าวมาขายสวน แต่ผมอยากพูดถึงความเป็นว่าของ bLog สักนิดนึง เพื่อคนที่ไม่เข้าใจจะได้เข้าใจ คนที่เข้าใจผิดจะได้เปลี่ยนความคิด และคนที่เข้าใจอยู่แล้วจะได้เสริมความรู้ให้แน่นขึ้นไปอีก ก่อนที่เราจะพัฒนาไปถึงเรื่องต่อไป
b - bLog is WebLog, isn’t online Diary : หลายคนเข้าใจว่าการอัพ bLog คือการเขียน ไดอารี่ มันไม่ใช่ครับ Web Log เป็น Web Site ซึ่งมีการเขียนเรื่องอะไรก็ได้ เขียนความรู้ เขียนความไร้สาระ เขียนอะไรก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเขียนว่าวันนี้ไปทำอะไรมา เจอใครมาบ้าง เขาแอบยิ้มให้ชั้นด้วย อะไรเทือกนั้น ลองมองเป็นแบบนี้ครับ bLog คือ Universe ไดอารี่ เป็น set หนึ่งในนั้น
L - lots of type : bLog มีมากมายหลากหลายประเภท แตกแขนงได้มากมาย จากการอ้างอิงใน wikipedia พอจะจำแนกได้ดังตัวอย่างคร่าวๆต่อไปนี้
Personal bLogs เป็นเวปประเภทที่ไว้เขียนเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัว วันนี้ชั้นไปกินข้าวกับคนนี้มารถไฟเกือบชนกันเพราะอีกคนบอกจะมาหา อะไรแนวๆนั้น โดยมากเจ้าของ bLog แนวนี้จะไม่รู้สึกอะไร แม้ว่าจะไม่มีคนเข้ามาอ่านก็ตาม เพราะเหมือนกับว่าเขาเปลี่ยนจากการเขียนไดอารี่จากหน้ากระดาษ มาเป็นหน้าเวปใน bLog นั่นเอง
Corporate bLogs เป็น bLog ขององค์กร ไว้พูดคุยกับลูกค้า หรือเพื่อ contribute ความรู้ให้กับสังคม (knowledge sharing) เช่นๆ bLog ที่ผมเขียนไว้อีกที่ MAXincube’s BLOG ก็เป็น bLog ที่ทีมงานของบริษัทผมเขียนขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้าน New Media กับผู้สนใจต่างๆ อย่างในเมืองนอกผู้บริหารของ google, GM
By media type คือการเรียก bLog ที่ประกอบไปด้วย Media ต่างๆเป็นหลัก เช่น
Vlog - bLog ที่ประกอบไปด้วย วีดีโอ เป็นหลัก
LINKlog - bLog ที่รวบรวมลิงค์ที่นาสนใจต่างๆไว้คล้ายๆ web directory เช่น bLog ที่รวบรวมลิงค์ร้านอาหารน่าสนใจๆ
PHOTObLog - เป็น bLog ที่เน้นการรวบรวมรูปถ่ายต่างๆไว้ เช่น MULTIPLY
MOBlog - bLog บนโทรศัพท์มือถือ
o - our new world : Kotler เคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่าในปัจจุบันนี้ว่า "คนเราเริ่มไว้วางใจคนอื่น มากกว่าที่จะไว้วางใจตัวเอง" ดังนั้นคนที่เข้ามาเล่น bLog จะมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ ถ้าเป็นแฟน bLog ในเดียวกัน ก็มักจะพูดคุยกันช่วยเหลือกันถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอตัวเป็นๆกันมาก่อน อย่างตัวผมเองในช่วงที่เล่น bLog แรกๆนั้นก็มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจากใน bLog หลายคน ซึ่งต่อมาผมก็มีโอกาสได้รู้จักตัวตนของพวกเขาจริงๆ ในงานศพคุณแม่ผม เพื่อนๆพี่ๆใน bLog ก็มาร่วมงานกันหลายคน ผมว่าการเล่น bLog เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราจะได้รู้จักคนมากขึ้น แต่เราก็ต้องรู้จักที่จะระวังตัวไว้ด้วย เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า คนอีกคนที่นั่งอยู่หลังจอ เขาเป็นใครกันแน่
g - gate way to social network : อย่างที่ผมพูดไปแล้วในตอนต้น bLog เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันของของ New Media กันเลยทีเดียว เมื่อเรามี bLog แล้วโอกาสที่เราจะสร้าง Social Network ได้ก็มีความเป็นไปได้สูงอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วเช่นกัน ทีนี้ๆนักการตลาดก็จะสามารถใส่ขอ้ความต่างๆ เพื่อสร้างกระแส ไลฟ์สไตล์ต่างๆได้อย่างที่ใจนึกกัน!
ในตอนต่อไปเราจะมาดูกันต่อไปว่า bLog จะเกิด BUZZ ได้อย่างไร สำหรับวันนี้ ผมปวดตาแล้ว ขอพักการเขียนไว้เพียงเท่านี้ก่อน สวัสดี…
Popularity: 61%

