หากเว็บไซต์อยู่เคียงคู่กับ Google
ผมก็ต้องบอกว่าบล็อกจะอยู่เคียงคู่กับ Technorati
คนทั่วๆ ไปสามารถสร้างบล็อกได้เสร็จภายใน 5 นาที ในขณะที่การสร้างเว็บไซต์ดีๆ ซักเว็บไซต์หนึ่งใช้เวลาเร็วที่สุดก็ไม่ต่ำกว่า 1 อาทิตย์
แน่นอนว่า Google ยังคงค้นหาข้อมูลบล็อกได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เมื่อสังคมบล็อกขยายตัวในระดับที่สูงขนาดนี้แล้ว คงไม่แปลกอะไร ถ้าจะเกิดเครื่องมือ Search Engine สำหรับบล็อกโดยเฉพาะขึ้นมา ไอ้เจ้า Search Engine ของบล็อกที่ดังที่สุดก็คือ Technorati นี่เองครับ
หากจะเปรียบเทียบการทำงานของ Search Engine ทั้งสองประเภทแล้ว มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือ Search Engine สำหรับเว็บนั้นทำการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดภายในเว็บไซต์ ส่วน Search Engine สำหรับบล็อกอย่าง Technorati นั้น ทำการค้นหาข้อมูลด้วยแท็ก (Tag)
นอกจาก Technorati จะเป็น Search Engine สำหรับบล็อกที่ดังที่สุดแล้ว ทาง Technorati เองยังมีการเก็บข้อมูลทางสถิติของพัฒนาการของบล็อกบนสังคมอินเทอร์เนต ซึ่งมีตัวเลขที่น่าสนใจหลายตัวทีเดียว ผมจะเอามาเล่าสู่กันฟังในโพสนี้
สถิติจากรายงาน State of the Blogosphere ของ Technorati อัพเดทล่าสุดเมื่อเดือน เมษายน 2007
(สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่)
ถ้าดูจาก SlideShare แล้วอ่านไม่ชัด ดู Presentation ชัดๆ ได้ด้านล่าง
(คลิกที่ไอคอนเพื่อดาวน์โหลด)
จุดสำคัญที่ผมอยากนำมาขยายความกันจากในรายงานก็คือ…
- ปัจจุบันมี Blog ทั่วโลกประมาณ 70 ล้าน Blog
- ใช้เวลาเติบโตจาก 35 ล้านบล็อกมาเป็น 70 ล้านบล็อก (2 เท่าตัว) ในเวลา 320 วัน!! Double ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี!!
- มี Blog เกิดใหม่เฉลี่ยวันละ 120,000 Blog (หรือเฉลี่ยแล้วจะมี Blog เกิดใหม่ 1 Blog ในทุกๆ 1.38 วินาที พูดง่ายๆ ว่าทุกๆ วันที่คุณนอนตื่นขึ้นมา ก็จะมี Blog เกิดใหม่แล้ว 40,000 บล็อก)
- Spam Blog (เรียกกันสั้นๆ ว่า Splogs) ก็ยังมีเกิดขึ้นเรื่อยๆ ประมาณ 3,000-7,000 Splogs ต่อวัน (คิดเป็นประมาณ 2.5-5.8% ของจำนวน Blog ที่เกิดขึ้นทั้งหมด) แต่แนวโน้มของ Splog ลดลงไปพอสมควรในช่วงปี 2007
- ปริมาณการโพสต่อวัน ยังเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เฉลี่ยอยู่ที่ล้านกว่าโพสต่อวัน (บ่งบอกอะไรมั้ยครับ มีบล็อก 70 ล้าน Blog แต่มีโพสวันละล้านกว่าโพส)
- ที่สำคัญ เมื่อเราเทียบสื่อ 100 สื่อที่ได้รับความนิยม โดยแบ่งสื่อออกเป็นสองประเภทนั่นก็คือสื่อดั้งเดิม (MSM - Main Stream Media) กับ Blog จะเห็นได้ว่าใน Q4 ของปี 2006 มี Blog 22 Blog ที่ติดอันดับใน 100 สื่อที่ได้รับความนิยม (เพิ่มจาก 12 Blog ใน Q3 ของปี 2006) หรือเกือบๆ 1 ใน 4 ของสื่อที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเป็นสื่อประเภท Blog!! ธุรกิจสื่อ เริ่มร้อนๆ หนาวๆ กับความแรงของ CGM มั้ยครับ!!
- ที่น่าสนใจสุดๆ ก็คือ ญี่ปุ่นเป็นชาติที่เขียน Blog มากที่สุดในโลก!! คือ 37% มากกว่าชาติทุกชาติในโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษรวมกัน (33%) เสียอีก (และที่กำลังมาแรง ก็คือ Blog ภาษาจีนครับ)
“ขอโทษนะครับ มีอีเมล์ของบริษัทมั้ยครับ…?”
ย้อนหลังไปประมาณ 5 ปี คำถามนี้อาจดูน่าตกใจกลัวสำหรับคนเชยๆ บางกลุ่ม หรือบริษัทเชยๆ บางแห่ง ที่ไม่มีอีเมล์ใช้งาน
ในอีกไม่เกินห้าปีข้างหน้า เชื่อกันว่า (เกือบ) ทุกบริษัทในโลกจะมีบล็อกเป็นของตัวเอง ใครยังไม่มีบล็อกเป็นของตัวเอง ก็จะเริ่มเป็นคนในกลุ่มเดียวกับกลุ่มข้างบนแล้วครับ ถึงเวลาหรือยัง ที่พวกเราจะปฏิวัติตัวเองและองค์กร เพื่อเข้าหาสื่อใหม่ ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก ณ ขณะนี้
“ขอโทษนะครับ มีบล็อกของบริษัทมั้ยครับ…?”
Popularity: 34%
สวัสดีครับเพื่อนๆทุกท่าน
ช่วงนี้งานยุ่งมากๆ เลยทำให้การอัพ blog ของผมดูช้าๆไปบ้าง (ไม่มากก็น้อย…)
อากาศในช่วงนี้ก็ร้อนมาก พอกลับบ้านไป วันๆ ผมก็ไม่อยากทำอะไรนอกจากนอนอยู่เฉยๆ นั่นอาจจะเป็นที่มาของควมล่าช้าสาเหตุหนึ่ง
เอาล่ะครับ กลับมาเรื่องที่ผมเล่าค้างไว้สองสัปดาห์ที่แล้ว
ผมเลือกอัพ blog วันนี้เพราะวันนี้เป็นวันดีครับ ศุกร์ที่ 13
ในตอนที่ 1 ผมถามทิ้งท้ายไว้ว่า “bLog จะเกิด BUZZ ได้อย่างไร?” เราจะลองมาเริ่มดูกันในวันนี้ครับ ว่าทำไมช่องทางการสื่อสารแค่ช่องทางหนึ่ง ถึงเป็นช่องทางที่นักการตลาดจากองค์กรระดับโลกเลือกที่จะใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารที่สำคัญ เพื่อติดต่อกับลูกค้าของเขา
หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า CGM และแปลเป็นภาษาไทยของเราได้ว่า “ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง” เราสามารถตีความตามความหมายของมันได้อย่างตรงตัวครับคือ “ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง” ตามกฎของ Maslow นักจิตวิทยาชื่อดังชาวอเมริกันแห่งศตวรรษที่แล้ว (Abraham Harold Maslow, April 1, 1908 – June 8, 1970) เรื่อง Hierarchy of human needs, (ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ) ซึ่งพูดถึงเรื่องของความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ถูกจัดแบ่งลำดับความสำคัญที่ต้องการการตอบสนองไว้เป็นขั้นๆ เราลองมาดูถึงลำดับความสำคัญนี้กันก่อนครับ เพื่อที่เราจะได้ลงรายละเอียด และตอบโจทย์ข้อนั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) (ผมขอยกเนื้อความภาษาไทยบางส่วนมาจาก blog ของคุณ sandy นะครับ)
มาสโลว์ ได้ตั้งสมมติฐานว่ามนุษย์มีความต้องการดังนี้
1) มนุษย์มีความต้องการ และ ความต้องการมีอยู่เสมอและไม่มีที่สิ้นสุด
2) ความต้องการที่ได้รับการสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจสำหรับพฤติกรรมต่อไป ความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม
3) ความต้องการของคนจะซ้ำซ้อนกัน บางทีความต้องการหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วยังไม่สิ้นสุดก็เกิดความต้องการด้านอื่นขึ้นอีก
4) ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้นความสำคัญ กล่าวคือ เมื่อต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว
ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนอง
ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์เรียกว่า Hierarchy of Needsมี 5 ลำดับขั้น
มีรายละเอียดดังนี้
1) ความต้องการระดับต่ำสุดคือความต้องการทางกายภาพ (Physiological/Basic Physical Needs)
เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เช่น ปัจจัยสี่ ความต้องการทางเพศ น้ำดื่ม อากาศ ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การพักผ่อนนอนหลับและสิ่งที่จำเป็นอื่น ๆ ที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ความต้องการเหล่านี้เป็นความต้องการพื้นฐานที่คนจะถูกจูงใจให้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะได้สิ่งจำเป็นเหล่านี้แต่เมื่อได้มาแล้วความต้องการเหล่านี้ก็ยุติที่จะเป็นตัวจูงใจหลัก (Prime Motivation) อีกต่อไป
2) ความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Needs)
เมื่อความต้องการทางด้านร่างกายได้รับการตอบสนองแล้วจนเป็นที่พอใจ ความต้องการขั้นนี้จะเกิดขึ้นอีก ประกอบด้วยความต้องการความปลอดภัย
ปรารถนาที่จะได้รับความคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ที่จะมีต่อร่างกายเช่น อุบัติเหตุ อาชญากรรม เป็นต้น นอกจากนี้ยังหมายถึงความต้องการความมั่นคงในการทำงานและมีบำเหน็จบำนาญความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัยนี้เมื่อได้รับการตอบสนองจนเป็นที่พอใจของบุคคลแล้ว บุคคลก็จะเกิดความต้องการในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไปอีกลำดับขั้น
3) ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและองค์การยอมรับและรักใคร่ (Love/Belonging or Social Needs)
เป็นความต้องการที่จะให้สังคมหรือองค์การยอมรับ และเห็นความสำคัญของเขาว่าเป็นสมาชิกขององค์การ ความต้องการที่จะให้ผู้อื่นชอบตนเป็นผู้มีความสำคัญต่อบุคคลอื่น ในขั้นนี้มนุษย์ต้องการเพื่อน ต้องการคบค้าสมาคมต้องการมีครอบครัว มีความรัก และความเห็นใจจากเพื่อร่วมงาน
4) ความต้องการที่จะได้รับการยกย่อง นับถือในตัวเอง และจากบุคคลอื่น (Esteem and Status Needs)
หมายความรวมถึงความต้องการให้เกิดความเคารพตนเอง (Self-Respect) ความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ประสพผลสำเร็จและได้รับการยอมรับเช่นนั้น
จากบุคคลอื่นต้องการสถานภาพ (Status) และความมีชื่อเสียงเกียรติยศ (Prestige) เป็นส่วนสำคัญของความต้องการยกย่องเคารพ การที่ความต้องการนี้ได้รับการตอบสนองนำซึ่งความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองในความสามารถและรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้มีประโยชน์ และมีความสำคัญในสังคม
5) ความต้องการบรรลุเป้าหมาย และทำการให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือความต้องการทางความสำเร็จ (Self-actualization and Fulfillment Needs)
เป็นความต้องการระดับสูงสุด หมายถึงการที่บุคคลนั้นได้ใช้ความสามารถของตนเองในทุกด้านได้ และเป็นทุกอย่างที่เขาอยากจะเป็น ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกันสุดแต่ความสามารถของแต่ละบุคคลและความต้องการของเขาเป็นความต้องการที่จะได้รับทุกสิ่งที่ตนปรารถนาต้องการกระทำสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดที่จะกระทำได้
จะเห็นได้ว่า ความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดของมนุษย์ ว่ากันตามจริงแล้วมัน (อาจ)จะหมดลงได้เมื่อคนเราได้รับการตอบรับความต้องการนั้นจนครบถ้วน ในที่สุดเมื่อโลกของเราเข้าสู่ยุคปัจจุบัน อินเตอร์เน็ทก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในชีวิตอีกหนึ่งอย่างของคนเรา ทฤษฎีทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการจึงมีการพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ผมไปเจอตัวอย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นงานวิจัยของ VortexDNA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลด้านแนวคิดเรื่องศักยภาพของมนุษย์ เขามีแนวคิดเกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์ในรูปแบบใหม่ที่เรากำลังคุยกันอยู่ ดังรูปประกอบด้านล่าง
จะเห็นได้ว่ารูปแบบความต้องการของมนุษย์ในแนวคิดของทฤษฎีใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของรูปแบบความต้องการการยอมรับในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผมขอยกยอดไปติดตามต่อกันในตอนต่อไปนะครับ รอพบกับตอนต่อไปในเร็วๆนี้ครับ
Popularity: 93%
ผมมีโอกาสได้ไปพูดคุยกับรุ่นพี่ท่านหนึ่ง (พี่หมี) เมื่อเร็วๆนี้ เกี่ยวกับเรื่องของกิจกรรมที่เราเคยทำผ่านกันมาในช่วงที่เรียนมหาวิยาลัย
ย้อนกลับไปเมื่อสักช่วงปี 2545 ในตอนนั้นผมอยู่ในช่วงรอยต่อในปีการศึกษาของการเป็นนิสิตระดับชั้นปีสาม ขึ้นปีสี่ ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงนั้นผมมีโอกาสเข้าร่วมในการเสนอแผนงานเพื่อจะคัดเลือกนิสิตมาจัดตั้ง บริษัท จำลองจุฬาฯ หรือที่คนโดยทั่วไปจะรู้จักกันในนามของ CBA (Chulalongkorn Business Administration)
ผมและพี่หมีมานั่งคุยกันว่า ในช่วงเวลายี่สิบกว่ารุ่นที่ผ่านมา ถ้าผมนับไม่ผิดรวมรุ่นปีนี้ด้วย น่าจะมีประมาณยี่สิบหกรุ่น องค์ความรู้ทางธุกรกิจ และด้านการบริหารงานองค์กรที่เราถ่ายทอดกันมามันจะมีมากมายถึงขนาดไหนแล้วในวันนี้ ด้วยเวลาที่ผ่านไปๆ เรื่องราวหลายๆเรื่องก็มีการตกหล่นกันไปบ้าง พี่บางคนอาจจำเรื่องนี้ได้ แต่พี่บางคนก็อาจจะจำไม่ได้ จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ว่า จะดีมั้ย? ถ้าเรารวบรวมองค์ความรู้ที่พี่มีให้น้องตามที่พวกเราชาวจุฬาฯถือสืบทอดต่อกันมากว่าแปดสิบปีมาจัดทำออกมาเป็นสื่อในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเข้าถึงคนในวงกว้างได้ง่าย…
…สื่อที่ผมคิดถึงในเวลานั้นก็คือ
Weblog
หรือที่วัยรุ่นรู้จักกันดีในนาม
bLog
เหตุที่ผมนึกถึงช่องทางนี้ในการที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ เพราะว่า
1. ผมคิดว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราอยากจะถ่ายทอด (กลุ่มหลัก - เน้นตามปริมาณ) น่าจะเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษา ที่เรียนอยู่ในคณะที่เกี่ยวข้องกับด้านธุรกิจ มา scope ลงที่กลุ่มเป้าหมายหลักก่อนก็คงเป็นกลุ่มนิสิตคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ
2. กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะเข้าถึงในข้อหนึ่ง มี potential ที่จะเข้าถึงช่องทางนี้ได้มากที่สุด ในข้อ 1 เราตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของเราเป็นกลุ่มนิสิต ดังนั้นน่าจะมีอายุอยู่ระหว่าง 18 - 22 ปี จากการสำรวจข้อมูลทางการตลาดของนิตยสาร positioning พบว่ากลุ่มคนไทยที่มี bLog เป็นของตัวเองมีรายละเอียดดังนี้
|
อายุ |
คิดเป็น % จากกลุ่มสำรวจ 308 ราย |
|
19 ปีและต่ำกว่า |
11% |
|
20 - 25 ปี |
35% |
|
26 - 30 |
30% |
|
31 - 35 ปี |
12.6% |
|
36 - 40 ปี |
7.5% |
|
41 - 50 ปี |
2.6% |
|
51 ปีขึ้นไป |
1.1% |
จากข้อมูลเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายของเรามีอัตราส่วนรวมกันมากที่สุดซึ่งเท่ากับ 46% ดังนั้นช่องทางนี้ น่าจะเป็นช่องทางที่น่าสนใจ ถ้าเราเลือกที่จะสื่อสารกับคนกลุ่มนี้
Trend ของการตลาดที่แหล่งวิจัยหลายๆแหล่งในเมืองนอกพูดถึงก็คือ New Media แน่นอนสำหรับเมืองไทย สิ่งนี้ก็ได้เข้ามาฟูมฟักตั้งไข่อยู่ในเมืองไทยจนเริ่มสยายปีกออกมาให้เห็นกันแล้ว
bLog คือเครื่องมือของ New Media ตัวหนึ่งที่สำคัญมากๆ ในการบรรยายเรื่องการตลาดในหัวข้อ "On 21st Century Marketing" ซึ่งจัดโดย
สมาคมธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เมื่อ 15 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา Dr.Philip Kotler กูรูด้านการตลาดระดับโลก ยังยกตัวอย่างให้เห็นว่า Trend ที่กำลังมาแรงมากๆในศตวรรษนี้ก็คือ Consumer-Generated Media (CGM) หรือ "ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง" ซึ่ง CGM ที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิดที่สุดในเวลานี้ คือ bLog และ Social Networking รวมไปถึงกลยุทธ์ที่มีการผสมผสานระหว่างการทำตลาดภาคสนามและเทคโนโลยีอย่าง Word of Mouth (BUZZ)
ด้วยเหตุที่ว่าเครื่องมือสองตัวที่ผมกล่าวไว้ด้านบนเป็นเครื่องมือที่มีตุ้นทุนค่อนข้างต่ำ Learning Curve ไม่สูง และใช้เวลาน้อยในการจัดทำ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าติดตลาด Impact ที่เกิดขึ้นยังแรงมากอีกด้วย (ROI)
มาทำความรู้จักกับคำว่า bLog กัน
อาจจะเป็นการนำมะพร้าวห้าวมาขายสวน แต่ผมอยากพูดถึงความเป็นว่าของ bLog สักนิดนึง เพื่อคนที่ไม่เข้าใจจะได้เข้าใจ คนที่เข้าใจผิดจะได้เปลี่ยนความคิด และคนที่เข้าใจอยู่แล้วจะได้เสริมความรู้ให้แน่นขึ้นไปอีก ก่อนที่เราจะพัฒนาไปถึงเรื่องต่อไป
b - bLog is WebLog, isn’t online Diary : หลายคนเข้าใจว่าการอัพ bLog คือการเขียน ไดอารี่ มันไม่ใช่ครับ Web Log เป็น Web Site ซึ่งมีการเขียนเรื่องอะไรก็ได้ เขียนความรู้ เขียนความไร้สาระ เขียนอะไรก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเขียนว่าวันนี้ไปทำอะไรมา เจอใครมาบ้าง เขาแอบยิ้มให้ชั้นด้วย อะไรเทือกนั้น ลองมองเป็นแบบนี้ครับ bLog คือ Universe ไดอารี่ เป็น set หนึ่งในนั้น
L - lots of type : bLog มีมากมายหลากหลายประเภท แตกแขนงได้มากมาย จากการอ้างอิงใน wikipedia พอจะจำแนกได้ดังตัวอย่างคร่าวๆต่อไปนี้
Personal bLogs เป็นเวปประเภทที่ไว้เขียนเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัว วันนี้ชั้นไปกินข้าวกับคนนี้มารถไฟเกือบชนกันเพราะอีกคนบอกจะมาหา อะไรแนวๆนั้น โดยมากเจ้าของ bLog แนวนี้จะไม่รู้สึกอะไร แม้ว่าจะไม่มีคนเข้ามาอ่านก็ตาม เพราะเหมือนกับว่าเขาเปลี่ยนจากการเขียนไดอารี่จากหน้ากระดาษ มาเป็นหน้าเวปใน bLog นั่นเอง
Corporate bLogs เป็น bLog ขององค์กร ไว้พูดคุยกับลูกค้า หรือเพื่อ contribute ความรู้ให้กับสังคม (knowledge sharing) เช่นๆ bLog ที่ผมเขียนไว้อีกที่ MAXincube’s BLOG ก็เป็น bLog ที่ทีมงานของบริษัทผมเขียนขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้าน New Media กับผู้สนใจต่างๆ อย่างในเมืองนอกผู้บริหารของ google, GM
By media type คือการเรียก bLog ที่ประกอบไปด้วย Media ต่างๆเป็นหลัก เช่น
Vlog - bLog ที่ประกอบไปด้วย วีดีโอ เป็นหลัก
LINKlog - bLog ที่รวบรวมลิงค์ที่นาสนใจต่างๆไว้คล้ายๆ web directory เช่น bLog ที่รวบรวมลิงค์ร้านอาหารน่าสนใจๆ
PHOTObLog - เป็น bLog ที่เน้นการรวบรวมรูปถ่ายต่างๆไว้ เช่น MULTIPLY
MOBlog - bLog บนโทรศัพท์มือถือ
o - our new world : Kotler เคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่าในปัจจุบันนี้ว่า "คนเราเริ่มไว้วางใจคนอื่น มากกว่าที่จะไว้วางใจตัวเอง" ดังนั้นคนที่เข้ามาเล่น bLog จะมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ ถ้าเป็นแฟน bLog ในเดียวกัน ก็มักจะพูดคุยกันช่วยเหลือกันถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอตัวเป็นๆกันมาก่อน อย่างตัวผมเองในช่วงที่เล่น bLog แรกๆนั้นก็มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจากใน bLog หลายคน ซึ่งต่อมาผมก็มีโอกาสได้รู้จักตัวตนของพวกเขาจริงๆ ในงานศพคุณแม่ผม เพื่อนๆพี่ๆใน bLog ก็มาร่วมงานกันหลายคน ผมว่าการเล่น bLog เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราจะได้รู้จักคนมากขึ้น แต่เราก็ต้องรู้จักที่จะระวังตัวไว้ด้วย เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า คนอีกคนที่นั่งอยู่หลังจอ เขาเป็นใครกันแน่
g - gate way to social network : อย่างที่ผมพูดไปแล้วในตอนต้น bLog เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันของของ New Media กันเลยทีเดียว เมื่อเรามี bLog แล้วโอกาสที่เราจะสร้าง Social Network ได้ก็มีความเป็นไปได้สูงอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วเช่นกัน ทีนี้ๆนักการตลาดก็จะสามารถใส่ขอ้ความต่างๆ เพื่อสร้างกระแส ไลฟ์สไตล์ต่างๆได้อย่างที่ใจนึกกัน!
ในตอนต่อไปเราจะมาดูกันต่อไปว่า bLog จะเกิด BUZZ ได้อย่างไร สำหรับวันนี้ ผมปวดตาแล้ว ขอพักการเขียนไว้เพียงเท่านี้ก่อน สวัสดี…
Popularity: 65%
เคยมีหลายคนคุยกับผมเกี่ยวกับเทรนด์การเขียนบล็อก เป็นเรื่องที่ผมสนใจและอยากจะคุยอยู่พอดี เลยอยากจะเอาสรุปบทสนทนามาแชร์กันซักหน่อย
ทำไมต้องบล็อก?
บล็อกเป็นสื่อยุคใหม่ ที่มีต้นทุนในการผลิตต่ำมากที่สุดเทียบกับสื่อทุกประเภทที่เคยมีมาบนโลกนี้
มี Barrier of Entry ต่ำมากๆ เนื่องจาก Blogger ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุน ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการผลิตสื่อใดๆ
เป็นสื่อที่ถูกสร้างโดยใครก็ได้ เพื่อจุดประสงค์ใดก็ได้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นใครก็ได้
เขียนบล็อกแล้ว จะมีคนอ่านเหรอ?
บล็อกแตกต่างจากสื่อดั้งเดิมมาก ตรงที่บล็อกไม่ต้องการการประหยัดจากขนาด (Economy of Scales)
บล็อกบางบล็อกอาจจะมีคนอ่านแค่หลักสิบคน
บางบล็อกที่ฮิตหน่อย อาจจะมีเป็นหลักร้อย
และพวกที่ฮิตมากๆ ก็อาจจะมีถึงหลักล้าน
แต่ปริมาณคนดูไม่สำคัญเท่ากับในอดีต เนื่องจากว่าผู้สร้างบล็อก แทบจะไม่มีต้นทุนใดๆ
และที่สำคัญ เนื้อหาในบล็อก จะอยู่ตลอดไป เรื่องราวที่ไม่เคยมีคนสนใจในสามปีที่แล้ว อาจมาโด่งดังเป็นพลุแตกในปีนี้ ก็สามารถเป็นไปได้ (มิติของเวลาจะมีอิทธิพลกับสื่อประเภทบล็อกน้อยลง)
ถ้าเทียบบล็อกกับสื่อดั้งเดิม กลุ่มเป้าหมายของบล็อกจะแคบลง แต่เนื้อหามีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งเราไม่สามารถสร้างโมเดลของสื่อแบบนี้ ได้จากสื่อที่มีต้นทุนอย่างนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์
สื่อเดิมๆ จะได้รับอิทธิพลอะไรจากการเกิดแบบดอกเห็ดของบล็อกหรือไม่?
ผมเคยอ่านบทความเกี่ยวกับบล็อก ที่พูดไว้ประมาณว่า Blog กำลังจะมาแทนที่สื่อสิ่งพิมพ์ (Press media) เหมือนกับที่ Video Sharing (Youtube) กำลังมาแทนที่ TV และ Music Sharing (MySpace) กำลังมาแทนที่ CD
ผมค่อนข้างเห็นด้วยมากๆ แต่สื่อใหม่อย่างบล็อก ก็จะยังคงมีความแตกต่างจากสื่อยุคดั้งเดิม อย่างที่ผมบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า กลุ่มเป้าหมายจะแคบลง เนื้อหามีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ตรงตามหลักการ Long Tail ที่ผมเคยพูดถึงในเรื่อง World 2.0
นิตยสาร, หนังสือพิมพ์ จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ความสดใหม่ของข้อมูลจะเพิ่มมากขึ้นในระดับ “นาที” จุดแข็งของสื่อดั้งเดิมจะต้องเปลี่ยนไป “ความสดใหม่” จะขายตัวเองได้ยากขึ้น
สื่อดั้งเดิมจะโกหกและสร้างภาพยากขึ้น และจะต้องปรับตัว พร้อมรับกับการจู่โจมของสื่อประเภทบล็อกรวมถึง Social Network อย่างเว็บบอร์ด ซึ่งถือเป็น CGM (Customer Generated Media) การสร้างภาพให้สินค้าจะยากขึ้น เนื่องจากข้อมูลระหว่างผู้บริโภคที่สื่อสารกันเองจะมากขึ้นเรื่อยๆ (ลองดู case study การโจมตีสื่ออย่างสตาร์ซอคเกอร์ หรือสื่อชั้นต่ำอย่างผู้จัดการในพันทิพ)
Corporate Blog มีความสำคัญหรือไม่?
มีสิ..
การทำ PR ในอดีตจะเจออุปสรรคที่ยากขึ้นเรื่อยๆ คนขาย จะต้องหาช่องทางในการสื่อสารกับผู้บริโภคที่มีศักยภาพมากขึ้น จริงใจมากขึ้น และ hard sale น้อยลง
บล็อก คือช่องทางนั้นนั่นเอง
สำคัญมากจริงเหรอ?
จะโกหกให้ได้อะไรขึ้นมา
แล้วจะเขียนเรื่องอะไร?
อยากให้ลูกค้ารับรู้อะไร ก็สื่อสารในสิ่งนั้น มีหลายแนวทาง เช่น ให้ความรู้ (Educate), สร้างแรงบัลดาลใจ (Inspire), ให้ข้อเท็จจริง (Inform), ปกป้องตัวเอง (Defense)
จริงๆ ก็อยากมีบล็อก แต่ว่าไม่มีเวลาเขียน จะทำยังไง?
ก็เหมือนบริษัทที่อยากทำ PR แต่ไม่มีทีม PR
ฟังดูยากจังเลย… ไม่มีได้ไหม?
เรื่องของ mung #!?#!!
Popularity: 63%



