This entry was posted on Saturday, June 7th, 2008 at 9:57 pm and is filed under MAX Marketing. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.
รู้สึกว่ายูโร 2008 ค่อนข้างเงียบเหงาพอสมควร อาจเป็นเพราะทีมชาติอังกฤษที่คนไทยเชียร์กันเยอะดั้นพลาดท่าตกรอบไปเสียก่อน เลยเกิดอาการงานกร่อยอยู่บ้าง
ผมเองเป็นคนสนใจในกีฬาฟุตบอลอยู่ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ได้คลั่งไคล้ถึงขนาดจะติดตามการแข่งขันในทุกแมตช์ทุกคู่ทุกลีก
ผมเองเชียร์ทีมสเปอร์ในพรีเมียร์ลีก ช่วงเวลาว่างๆ มักจะแวะเข้าไปอัพเดทข่าวสารในเว็บบอร์ดห้องศุภชลาศัยของพันทิพบ่อยๆ http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/ (แม้กระทู้สเปอร์มันจะไม่เยอะเหมือนพวก Big 4 ก็เหอะ T_T)
วันก่อนแวะเข้าไปอ่านอะไรเล่นๆ ในห้องศุภฯ ก็แปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คือมีกระทู้กลุ่มย่อยเฉพาะกิจ ที่ชื่อว่า “จมูกมด-ห้องศุภฯ ยูโร 2008″ เกิดขึ้นมาใหม่ พร้อมไฮไลท์ Banner เป็นรูปคุณพิษณุ นิลกลัด กับคุณแจ๊กกี้ โดดเด่นก่อนเข้ากระทู้
ภาพ โดยคุณ littlegun จากห้องศุภฯ พันทิพ
ก่อนเข้าเรื่อง ผมอยากเกริ่นอธิบายถึงธรรมชาติของเว็บบอร์ดห้องศุภฯ ของพันทิพให้คนที่ไม่เคยรู้จักฟังซักหน่อย สำหรับผม ห้องศุภฯ เป็นห้องอารมณ์ดี ที่ผู้ชายซัก 90 กว่าเปอร์เซ็น และผู้หญิงไม่น่าจะถึง 10 เปอร์เซ็น เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องฟุตบอล
ในแมตช์สำคัญๆ ก็มักจะมีการพูดคุยรายงานสดฟุตบอลโดยสมาชิกหลายๆ ท่าน พร้อมแปะภาพนิ่งการแข่งขันอัพเดทกันแบบสดๆ เท่าที่ระบบของพันทิพจะเอื้ออำนวย (บอลยุโรปมักจะถ่ายทอดที่ True ซึ่งหลายๆ คนในห้องศุภฯ ไม่ได้เป็นสมาชิก เลยอาศัยเชียร์กันผ่านทางเว็บบอร์ด ก็สนุกไปอีกแบบครับ)
มีการทะเลาะกันในกระทู้บ้าง จริงจังบ้าง ไม่จริงจังบ้าง มีเกรียนกูรูทั้งระดับ Soft core และ Hard core ผลัดกันมาสร้างสีสันทำนายผล วิจารณ์เกมส์ ทั้งก่อนแข่งและหลังแข่ง ซึ่งสมาชิกอารมณ์ดีในห้องศุภตั้งชื่อกันเล่นๆ ว่า “มาสคอต”
และธรรมชาติการแซวกันแขวะกันระหว่างทีมคู่แข่งก็มีให้เห็นกันเป็นประจำ จากแซวกันเล่นๆ เป็นตัวอักษร เริ่มมีการพัฒนาเป็นการแซวกันโดยการ Retouch รูป ซึ่งกระทู้ส่วนใหญ่ที่แซวแนวนี้มักได้รับความนิยม เหมือนกับกัดกันเล่นๆ ขำๆ แบบไม่ซีเรียส และขึ้นเป็นกระทู้แนะนำในห้องศุภชลาศัยอยู่ตลอด (ขำจริงๆ ครับ ทั้งของคุณ Muyan และ littlegun
)
แต่ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตสมาชิกห้องศุภฯ ก็คือ ค่อนข้างมองสื่อโทรทัศน์ในแง่ลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทีมนักพากษ์” เป็นเป้าให้สมาชิกห้องศุภฯ โจมตี ทั้งแบบขำๆ และแบบรุนแรง ที่ทุกคนจะได้เห็นกระทู้วิพากษ์และวิจารณ์นักพากษ์หลังจบการแข่งขันเสมอๆ โดยเฉพาะด็อกเตอร์จุฑานี่โดนแบบทุกวัน
(ผมเองตอนดูบอลไม่ได้รู้สึกว่า นักพากษ์แต่ละท่านจะทำอะไรที่มันผิดอย่างรุนแรงถึงกับทำให้ต้องถูกวิจารณ์หนักขนาดนี้.. สงสัยจะไม่ช่างสังเกตเท่าไหร่มั้งครับ)
ดังนั้น พอไอ้เจ้ากระทู้กลุ่มย่อยเฉพาะกิจ “จมูกมด-ห้องศุภฯ ยูโร 2008″ เกิดมานี่.. ผมก็เลยสะดุดใจ
ผมเองไม่ค่อยได้ติดตามรายการประเภทเล่าข่าวช่วงเช้ามากนัก แต่เข้าใจว่า รายการ “จมูกมด” น่าจะกำลังพยายามแย่งส่วนแบ่งการตลาดจาก “เรื่องเล่าเช้านี้” และฟังจากหลายๆ เสียงใกล้ตัว เหมือนกับว่าจมูกมดจะเป็นคู่แข่งชิงบัลลังก์ที่น่ากลัวพอสมควร
มองในแง่การตลาด แคมเปญที่เกิดขึ้นในห้องศุภฯ นี้ คือการรุกคืบเข้าสู่ Social Network ของสื่อโทรทัศน์อย่างเต็มตัว รายการจมูกมด อาศัยความสังคมออนไลน์ของพันทิพ ในการทำ Marketing มองเป็นได้ทั้ง Social Network Marketing และ Sport Marketing ที่น่าสนใจในหลายๆ จุด
สิ่งแรกที่น่าสนใจก็คือ Story ที่เกิดขึ้นใน “จมูกมด-ห้องศุภฯ ยูโร 2008″ จะเป็นตัวที่ให้คำตอบว่า การรุกคืบเข้าสู่ New media ของสื่อโทรทัศน์ในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
ขึ้นชื่อว่า Story สำหรับนักการตลาดอาจแบ่งเป็นสองแบบ
- Story ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (กระทู้แซวทีมฟุตบอลของคุณ Muyan, littlegun หรือกระทู้ไดอารี่ของคุณมาเอะ พวกนี้เกิดขึ้นจากกระแสของสมาชิกจริงๆ ไม่ได้ถูกปลุกปั่นโดยนักการตลาดแต่อย่างใด)
- Story ที่ถูกปลุกปั่น (ยกตัวอย่างในห้องเฉลิมไทย “กระทู้รักแห่งสยาม” รวมถึง “ปิดเทอมใหญ่.. หัวใจว้าวุ่น” ที่ถูกนักการตลาดปั่นกันเยอะ จนดูไม่เนียน สร้างความเอือมระอาให้สมาชิกหลายๆ คนอย่างแรง รวมถึงกระทู้ปั่นเนียนๆ อีกหลายกระทู้ ที่ผมไม่ฟันธงว่าเกิดจากฝีมือนักการตลาด หรือกระแสสังคมตามธรรมชาติ)
ผมเข้าไปนั่งอ่านกระทู้ใน “จมูกมด-ห้องศุภฯ ยูโร 2008″ (ในฐานะแฟนฟุตบอล ไม่ใช่นักการตลาด) อ่านไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกสนุกดี มีอะไรให้น่าติดตาม ดู Story ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้อง ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ และเกิดจากสมาชิกห้องศุภฯ เข้ามามีส่วนร่วมเสียมากกว่าเกิดจากการปั่นโดยทีมการตลาดของจมูกมด
- เริ่มต้นด้วยการแซว+แขวะ แบนเนอร์ของสมาชิกห้องศุภฯ กันอย่างเฮฮา ผมอ่านไปหัวเราะแทบตกเก้าอี้ (มุขส่วนใหญ่จะเป็นมุขที่คนอื่นที่ไม่เคยเล่นห้องศุภฯ อาจจะงงๆ เช่น มุขด็อกเตอร์เหลือง ที่เอามาแซวกันได้แบบขำๆ อยู่ตลอด พวกนักพากษ์ที่มีแฟนคลับห้องศุภฯ คอยจิกกัด ก็ถูกดึงเข้ามาเป็นมุขในกระทู้พูดคุยกันแบบสนุกสนาน (http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S6677713/S6677713.html)
- ตามมาด้วยการแซวสมาชิกในห้องหลายๆ คน ทั้ง “มาสคอต” ทั้งเจ้าของกระทู้ ทั้งนายกสมัคร ถูกลากกันเข้ามาแซว แบบฮาตกเก้าอี้ (ผมล่ะชอบมุข “คาวี” จริงๆ http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S6680239/S6680239.html#45)
- รวมถึงกิจกรรมร่วมเล่นเกมส์ทายผล ที่มาสมาชิกห้องศุภฯ มาแจมกันแบบอุ่นหนาฝาคั่ง (อันนี้ก็ฮาสุดๆ เหมือนกัน http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S6682060/S6682060.html)

ภาพ โดยคุณ littlegun จากห้องศุภฯ พันทิพ
แล้วช่องเจ็ดไม่รอช้า เอา Story ที่บูมขึ้นมา ไปออกสะเก็ดข่าว จุดกระแสแบบทันท่วงที
ตอนแรกที่ผมเจอแคมเปญนี้ อดเป็นห่วงแทนช่องเจ็ดไม่ได้ ว่าจะโดนหลายๆ คนใช้ช่องทางนี้เป็นช่องทางโจมตีแบบเต็มๆ จากผู้ที่ไม่ชอบทั้งทีมนักพากษ์ และสื่อโทรทัศน์
แต่พอเจอ Story ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องบอกว่า ผมกังวลมากเกินไปจริงๆ และคิดว่าเคสนี้น่าจะถือเป็น case study ที่น่าสนใจสำหรับการทำตลาดผ่านทาง Social Network ได้ดีทีเดียว
และผมเชื่อว่าหลังยูโร 2008 แฟนฟุตบอลเมืองไทยที่เล่นอินเทอร์เนต (แทบ) จะไม่มีใครไม่รู้จักรายการ “จมูกมด” อีกแล้ว
เจ๋งครับ!!
Popularity: 79%
read users' comments (0)







