Archive for the 'Uncategorized' Category
วันนี้ผมนอกเรื่องการตลาดซักนิดนึง
ในหนังสือ The Logic of Life, Revolutionary Wealth และ The World is Flat มีแนวคิดคล้ายๆ กันในเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันครอบครัว ว่าเกิดจากปัจจัยที่มีเหตุและผลตามหลักเศรษฐศาสตร์มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางขนบธรรมเนียมประเพณี ขัดกับความคิดของใครหลายๆ คนในยุคปัจจุบันที่เข้าใจว่า อัตราการหย่าที่สูงขึ้น กับขนาดครอบครัวที่เล็กลง เกิดจากความตกต่ำทางด้านจริยธรรมของมนุษย์เป็นเหตุหลัก
Popularity: 78%
ทุกวันนี้ทุกคนรับรู้กันแล้วว่า สังคมเครือข่ายมีบทบาทที่ทรงอิทธิพลต่อการทำการตลาดในยุคปัจจุบันอย่างสูง ดูตัวอย่างจากเรื่องราวของ Sora Aoi ใน “ปิดเทอมใหญ่ฯ” ของ GTH หรือแม้กระทั่งการพูดคุยอย่างหนาหูกับเรื่องราวใน “รักแห่งสยาม”
ใครๆ ก็อยากใช้ประโยชน์จากพลังแห่งการบอกต่อของผู้บริโภค
แต่ธุรกิจในปัจจุบันส่วนใหญ่กลับมีปัญหาในการเข้ามามีส่วนร่วมกับสังคมเครือข่าย เนื่องจากสาเหตุต่างๆ
Popularity: 100%
ชอบ Ads นี้ของโค้กเป็นการส่วนตัว.. เพื่อนแนะนำมาให้ชม..
ผมขอมอบประโยคเหล่านี้ให้กับเพื่อนหลายคน.. ที่กำลังมีความคิดอยากจะระเหยไปจากโลก..
เรื่องราวต่อจากนี้คือเรื่องจริง
ณ ช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก เราได้นำพาคนสองคนให้มาพบกัน
ชายชราอายุมากที่สุดกับเด็กทารกอายุน้อยที่สุด
“สวัสดี Aitana,
ฉันชื่อ Josep Mascaro อายุ 102 ปี
ฉันคิดว่าเป็นชายผู้โชคดีนะ…
โชคดีที่ได้เกิดมา, เหมือนอย่างกับหนู
โชคดีที่มีโอกาสได้โอบกอดภรรยาที่รัก
โชคดีที่ได้รู้จักมิตรสหาย
และโชคดีที่มีโอกาสได้กล่าวคำอำลากับพวกเขาเมื่อพวกเขาจากไป
และโชคดีที่ยังมีตัวตนอยู่ที่นี่… เวลานี้
หนูอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองว่าชายชราอย่างฉันเดินทางมาหาหนู ณ วันนี้ด้วยเหตุผลอะไร
นั่นอาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ได้กล่าวกับหนูว่า นี่เป็นช่วงเวลาอันเลวร้ายที่หนูเลือกที่จะลืมตามาบนโลกใบนี้
เราอยู่ในช่วงเวลาแห่งวิกฤติ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดี…
แต่หนูรู้มั้ย, การก้าวผ่านช่วงเวลาแบบนี้มันจะทำให้หนูเข้มแข็ง
ฉันใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่เลวร้ายกว่านี้มาแล้ว
แต่ท้ายที่สุด, พวกเราจะจดจำได้แต่สิ่งที่งดงาม
หนูจงอย่าเสียเวลาไปกับสิ่งอ่อนด้อยไร้สาระที่มีอยู่ล้นโลก
แต่จงมุ่งหน้าเพื่อค้นหาสิ่งที่เป็นความสุขเท่าที่หนูจะทำได้
วันเวลาไหลผ่านพวกเราไปอย่างรวดเร็ว
ฉันใช้ชีวิตมาหนึ่งร้อยกับอีกสองปี และคิดว่ายังอยากจะใช้ชีวิตแสนสุขแบบนี้ไปอีกสักระยะ
เพราะฉันได้สัญญากับหนูแล้วว่า…
เพียงสิ่งเดียวที่หนูอาจจะไม่ชื่นชอบเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่
นั่นก็คือชีวิตมันช่างแสนสั้นจนเกินไป
หนูเกิดมาเพื่อที่จะมีความสุข”
Popularity: 21%
Java
Sony, Samsung
Honda, Toyota
Wii, Xbox, Playstation
Hotmail, Yahoo mail, Gmail
iPhone, Nokia
Blog, Web
iPod, Walkman
Popularity: 20%
ปลายปี 2008 เว็บไซต์ Amazon.com ได้จัดอันดับอัลบั้มขายดีประจำปี 2008 อันดับหนึ่งได้แก่อัลบั้ม Ghosts I-IV ของ NIN (Nine Inch Nails)
ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่สิ่งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าแปลกใจสำหรับนักการตลาดหลายๆ คนที่ไม่เชื่อในเรื่องของโลกแห่ง Freemium economy
นั่นก็คือ อัลบั้ม Ghosts I-IV ของ NIN เป็นอัลบั้ม “แจกฟรี” ที่ Trent Reznor — โพรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง นักร้องนำ (เว้นแต่อัลบั้มนี้ไม่มีเสียงร้องเลยแม้แต่เพลงเดียว เป็นดนตรีบรรเลงทั้งหมด) และสมาชิกเพียงคนเดียวของวง NIN — ยินยอมให้คนทั่วโลกดาวน์โหลดไปฟังและแจกจ่ายได้ในรูปแบบของ Creative Commons (เผยแพร่ได้ แต่ห้ามนำไปหากำไรและห้ามดัดแปลง)
แต่กลับกลายเป็นว่า ของแจกฟรี กลายไปเป็นของที่ขายดีที่สุดประจำปี 2008 ของ Amazon.com ไปแล้ว…!?!
เหตุผลใดที่คนยอมจ่ายเงิน $5 เพื่อซื้ออัลบั้มเพลงที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียงซักแดงเดียว…? คำตอบมีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ คุณค่า (Value) ของสินค้าที่สูงค่ากว่าตัวเงิน… เป็นคำตอบที่นักการตลาดควรให้ความสนใจ
PS. สำหรับสังคมไทย โลกแห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ หากจะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้คงต้องกินระยะเวลาอีกยาวนานทีเดียวล่ะ
Popularity: 37%
โพสนี้ผมคิดจะพูดเรื่องการริเริ่มหันหลังให้กับการตลาดแบบฟองสบู่…
แต่ทว่า การตลาดแบบฟองสบู่หมายถึงอะไร…? อยากให้ลองเสียเวลาทำความเข้าใจคำว่าฟองสบู่ในความหมายของผมซักนิด
การตลาดแบบฟองสบู่ (Marketing Bubble) คือ การลงทุนทางการตลาด ที่มีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ผลตอบแทนต่ำลงทุกๆ วัน พูดง่ายๆ ก็คือ เกิดภาวะ “เฟ้อ (Inflation)” ของการลงทุนทางการตลาด
แม้ต้นทุนทางการตลาด ณ ปัจจุบัน อาจไม่สูงขึ้นกระฉูดเหมือนฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในวิกฤติ subprime ที่กำลังเกิดขึ้น หรือไม่แม้แต่จะเทียบเท่าราคาหุ้นในวิกฤติ NASDAQ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ถ้าเราลองมองในทางกลับกัน คือผลตอบแทนต่อการลงทุนทางการตลาดนั้น นับวันจะยิ่งลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ และลดลงในอัตราที่สูงแปรผันตรงกับปริมาณสื่อที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว..!!
(พูดอีกแง่หนึ่ง ในแง่ของฟองสบู่การตลาดนั้น ขนาดของฟองสบู่ มิได้ใหญ่ขึ้นรวดเร็วจนมันแตกตัว.. แต่ทว่าแรงดันของอากาศภายในฟองสบู่ สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งก็ทำให้มันแตกได้เร็วพอๆ กัน)
ข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดถึงผลตอบแทนทางการลงทุนที่ต่ำลง ก็คือปรากฏการณ์ Attention Crisis ที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์ทั่วโลก นั่นก็คือ…
ความจริงที่ว่า.. การบริโภคสื่อที่มากจนเกินไปในแต่ละวัน ทำให้การจดจำสื่อ และตอบสนองต่อสื่อ ของผู้บริโภคมีประสิทธิภาพด้อยลง
…(อ่านเรื่อง Attention Crisis ได้ใน World 2.0)
ปรากฏการณ์ทางการตลาดยอดนิยมอย่าง Guerilla Marketing ที่กำลังได้รับความสนใจในประเทศไทยอยู่ขณะนี้ ก็เป็นสิ่งที่ชี้นำให้เห็นถึงการด้อยประสิทธิภาพของสื่อโฆษณาในภาวะ Attention Crisis และเป็นการหาทางออกใหม่ของการทำการตลาดอย่างแท้จริง
ผมเสียดายเพียงอย่างเดียว ที่ยังไม่มี math ที่จะมาพิสูจน์ความจริง ที่ค่าของ ROMI (Return on Marketing Investment) ลดลง เพื่อมาเป็นหลักฐานยืนยันความคิดของผม ที่ว่าฟองสบู่ที่กำลังจะแตกตัวทุกวันนี้ได้ เนื่องจากการประเมินผลการลงทุนทางการตลาดเป็นกิจกรรมที่ยากมากในความเป็นจริง เพราะนักการตลาดยังขาดเครื่องมือการประเมินผล ROMI ที่มีประสิทธิภาพ
แต่ลองใช้สายตามองภาพรวมกันดู ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงคล้อยตามกับผม ว่าการจ่ายเงินก้อนขนาดมหาศาลให้กับเอเยนซี่โฆษณา การจัดอีเวนต์ การลงโฆษณาสื่อต่างๆ เริ่มมีราคาแพงขึ้น และผลตอบแทนต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากความจริงที่ว่า มนุษย์ในโลกนี้มีความสามารถในการบริโภคข้อมูลข่าวสารได้อย่างจำกัด ในขณะที่ระบบทุนนิยมเอื้อให้เกิดการแข่งขันเสรี ที่มีการแข่งขันที่ดุเดือดเกิดขึ้นมากเรื่อยๆ (จนทำให้เกิดกระแส Blue Ocean ขึ้นมาในประเทศไทยเป็นเวลาสั้นๆ)
การแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวันไม่เพียงแต่จะทำให้ปริมาณสื่อที่วิ่งผ่านสมองของผู้บริโภคมากขึ้นเท่านั้น ยังเกิดการเกทับบลัฟแหลก ในการทำโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทุ่มโฆษณาอย่างบ้าคลั่ง ระหว่างคู่แข่งสองราย.. ที่ใครทำให้คนหันมาฟังได้มากกว่า คนนั้นชนะ
ไม่เพียงเท่านี้ หลายคนคิดว่า ทุกๆ การแข่งขัน มักจะเกิดผู้พ่ายแพ้ขึ้นเสมอ เมื่อผู้พ่ายแพ้หันหลังให้กับตลาด และจากไป เทียบกับผู้มาใหม่ ที่เข้ามาแข่งขัน ย่อมจะทำให้เกิดสมดุลในตัวผู้เล่น ซึ่งความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย..
ความจริงแล้ว สมดุลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แน่นอนว่า ผู้เล่นที่พ่ายแพ้ อาจจะมีเยอะกว่าผู้ชนะด้วยซ้ำ แต่ยิ่งผู้เล่นในตลาดเหลือน้อย เขาเหล่านั้นย่อมแข็งแกร่งขึ้น เมื่อแข็งแกร่งขึ้น ตามกลไกของทุนนิยมแล้ว เขาก็ย่อมสามารถทำการ “ทุ่ม” ในการทำการตลาดได้อย่างบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น นี่เป็นกฏพื้นฐานของทุนนิยมแบบเก่า นั่นก็คือ ใครสายป่านยาวกว่า เป็นผู้ชนะ.. ท้ายสุดการลงทุนทางการตลาด ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ กับกฏที่ว่า..
ในสภาวการณ์เศรษฐกิจที่เป็นปกติ แม้ผู้เล่นจะน้อยลง แต่วงเงินทางการตลาดจะสูงขึ้นเสมอ (คนที่ยิ้มแก้มปริ คือเอเยนซี่กับสื่อ)
ยังไม่นับรวมถึง new comers ใหม่ๆ ที่เป็นยักษ์ใหญ่จากอุตสาหกรรมอื่น ที่เห็นส่วนแบ่งการตลาดที่เป็นไปได้ในอุตสาหกรรมใหม่ แล้วเกิดน้ำลายไหล อยากเข้ามาแจมเพื่อแบ่งเค้ก
ท้ายที่สุดแล้ว ทุนนิยมแบบเก่า จึงเหลือเพียงยักษ์ใหญ่ ที่พร้อมแลกทุกสิ่งทุกอย่างไปกับการขยายฟองสบู่ทางการตลาดให้ใหญ่ขึ้นทุกๆ วัน แล้วปลาเล็กที่เหลืออีก 99% จะทำอย่างไร เพื่อความอยู่รอด…?
การเริ่มต้นหันหลังให้กับการตลาดแบบฟองสบู่ จึงเป็นทางเลือกที่ไม่ใหม่ ในอดีต ปลาเล็กต่างล้วนใช้กลยุทธ์นี้มานานแล้ว แต่ในยุคหลังทุนนิยมนี้ ปลาใหญ่ควรเริ่มมองเห็นข้อผิดพลาดในการทำการตลาดของตนเอง และหันมาให้ความสนใจกับการลดขนาดของฟองสบู่ (ลดการลงทุนทางการตลาดอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนทางการตลาดที่สมเหตุสมผล) ไปพร้อมๆ กับการลดความดันอากาศภายในฟองสบู่ (เพิ่มอัตราผลตอบแทนทางการตลาดให้คุ้มค่ากับการลงทุนมากขึ้น) ด้วย…
วิธีการมีมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสนใจกับการทำตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ต้นทุนต่ำกว่า อย่าง new media (ไม่ว่าจะเป็น pay per click, SEO, direct marketing ที่ถูกต้องตามแนวทาง ฯลฯ), ใช้กลยุทธ์อย่าง Guerilla Marketing
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหลังจากอ่านแนวความคิดนี้ก็คือ.. ธุรกิจส่วนใหญ่ ยังไม่หันมาสนใจการตลาดแนวใหม่ เราเริ่มก่อนน่าจะมีความเสี่ยงสูง
พอคิดซะอย่างนี้ แล้วก็ล้มเลิกไปบู๊กันต่อในทะเลแดงให้ตายกันไปข้าง
ต่อปัญหาข้อนี้ ผมชอบแนวคิดของชาร์ล ดาร์วิน บิดาแห่งวิวัฒนาการครับ.. ดาร์วินบอกไว้ว่า “ทุกๆ การอยู่รอดในการแข่งขัน ผู้เข้มแข็ง จะมีจำนวนน้อยกว่าผู้อ่อนแอเสมอ…”
คุณอยากเป็นคนหมู่มาก หรือคนหมู่น้อย…?
อ่านโพสที่เกี่ยวข้อง
- Post-Capitalism กระบวนทัศน์ใหม่ของโลกหลังทุนนิยม (1)
- Post-Capitalism กระบวนทัศน์ใหม่ของโลกหลังทุนนิยม (2)
Popularity: 46%
ความผิดพลาดของนักการตลาดที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือ การวางแผนการตลาดแบบแยกขาดจากกัน คนทำ AdWords ก็ทำไป คนวางแผนสื่ออื่นๆ ก็วางแผนกันไป พวก direct marketing หรือ database marketing ก็สนใจทำแต่ newsletter, พวกโฆษณา banner ก็เอาแต่สนใจเรื่อง impression, พวกทำ offline อย่างนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ยิ่งแล้วใหญ่ แทบไม่ได้มีการมองภาพรวม และวางแผนโฆษณาโดยรวมกับสื่ออย่าง new media เลย (นี่เป็นปัญหาที่ผมเจอในธุรกิจให้คำปรึกษา.. มันยากมากหรือไง ที่จะทำ media planning พร้อมๆ กัน.. จริงๆ ผมก็ยังไม่เข้าใจกับนักการตลาดซักเท่าไหร่)
ทำไมเราไม่มองภาพการทำการตลาดแบบองค์รวม โดยรวมสื่อใหม่ (new media) เข้าไปกับสื่อเก่าด้วย รวม AdWords, direct marketing, social network, RSS และสื่อออฟไลน์ต่างๆ เข้าด้วยกัน
- เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาที่ว่า… แคมเปญทีวีจะ launch พรุ่งนี้นะครับ ช่วยโปรโมตขึ้นเว็บภายในคืนนี้ด้วย..!! (เอาแค่ JPG แปะหน้าจอแล้วกันนะครับ มีเวลาให้ 1 ชม. เนี่ย)
- อีเวนต์จะเปิดตัววันที่ 1 นี้แล้วครับ ทางเว็บจะทำอะไรได้บ้าง ขอ interactive หรูๆ ไฮโซๆ นะ..!! (มาบอกตอนที่คุณคิดทุกอย่างไปหมดแล้ว.. ผมจะทำอะไรได้ นอกจากตามพวกคุณ)
ทำไม new media จะต้องเป็นผู้ตามตลอดด้วยครับ..? ทำไมไม่เดินไปพร้อมๆ กัน (หรือให้เว็บนำหน้าบ้าง ในบางครั้ง) ถ้าคุณมองเว็บเป็นช้างเท้าหลังไปตลอด คุณก็จะไม่มีทางสร้างสรรค์เว็บออกมาเป็นช่องทางการตลาดที่มีคุณภาพได้หรอก และสุดท้ายคุณก็จะโทษเว็บไซต์ว่าเป็นสื่อที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงมันกลับกัน
คนใช้สื่อต่างหากที่ใช้ไม่เป็น..!
การมัวแต่รอให้ new media วิ่งตามทีวี นิตยสาร และ อีเวนต์ เป็นเรื่องที่ถ่วงความเจริญของเว็บไซต์อย่างรุนแรง หน้าที่ของเว็บของคุณ มีเพียงแค่โชว์ Gallery ภาพถ่ายพีอาร์ของอีเวนต์เปิดตัวแคมเปญเท่านั้น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วคุณทำอะไรกับเว็บไซต์ได้มากกว่านั้น..
..ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายช่วงตัว..!!
PS. ถ้าสนใจวิธีการประเมินผลการตลาดแบบองค์รวม ผมแนะนำโพสนี้
Popularity: 45%
เมื่ออาทิตย์ก่อนผมเคยพูดถึงเรื่องของของขวัญในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่มาถึงในอีกไม่อีกกี่วันนี้ (ซึ่งตรงกับวันสอบของผมพอดี T_T) วันนี้ผมเลยเอาข้อมูลที่เกี่ยวกับของขวัญที่ผมเคยพูดถึงเอาไว้ในครั้งที่แล้วมาอัพเดท
ในบทความครั้งที่แล้วผมเคยพูดถึง Wii เอาไว้ว่า…
“หลังจากผมเก็บข้อมูลที่สนใจมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว พบว่าแนวโน้มของการซื้อของขวัญในกลุ่ม electronic นั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเล่นเกมส์อย่าง Nintendo Wii (โดยเฉพาะ Wii-Fit)หรือสินค้าตระกูล iPod ทั้ง iPod Touch และ iPhone ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มสินค้าพวก Digital Camera และ Universal Remote Control ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก”
และแล้วก็มีแนวโน้มเป็นไปตามที่ผมเคนเขียนเอาไว้ จากข้อมูลของ NPD Group ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านการเก็บข้อมูลทางการตลาด ได้เปิดเผยข้อมูลว่า Nintendo Wii มียอดขายมากกว่า 2,000,000 เครื่องแล้วในช่วงเดือนที่ผ่านมา (พย.) และเริ่มที่จะขาดตลาดในช่วงเดือน ธค.นี้
อย่างไรก็ตาม Nintendo ยืนยันว่าจะผลิต Wii ให้รองรับความต้องการของลูกค้าอย่างแน่นอน
ประมาณว่า… “เด็กทุกคนที่อยากได้ Wii ต้องมี Wii เล่นในวันคริสต์มากนี้แน่นอน”
อ่านเรื่องเกี่ยวข้องที่
Popularity: 24%







