Archive for the 'Uncategorized' Category

โพสนี้ผมคิดจะพูดเรื่องการริเริ่มหันหลังให้กับการตลาดแบบฟองสบู่…

แต่ทว่า การตลาดแบบฟองสบู่หมายถึงอะไร…? อยากให้ลองเสียเวลาทำความเข้าใจคำว่าฟองสบู่ในความหมายของผมซักนิด

การตลาดแบบฟองสบู่ (Marketing Bubble) คือ การลงทุนทางการตลาด ที่มีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ผลตอบแทนต่ำลงทุกๆ วัน พูดง่ายๆ ก็คือ เกิดภาวะ “เฟ้อ (Inflation)” ของการลงทุนทางการตลาด

แม้ต้นทุนทางการตลาด ณ ปัจจุบัน อาจไม่สูงขึ้นกระฉูดเหมือนฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในวิกฤติ subprime ที่กำลังเกิดขึ้น หรือไม่แม้แต่จะเทียบเท่าราคาหุ้นในวิกฤติ NASDAQ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ถ้าเราลองมองในทางกลับกัน คือผลตอบแทนต่อการลงทุนทางการตลาดนั้น นับวันจะยิ่งลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ และลดลงในอัตราที่สูงแปรผันตรงกับปริมาณสื่อที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว..!!

(พูดอีกแง่หนึ่ง ในแง่ของฟองสบู่การตลาดนั้น ขนาดของฟองสบู่ มิได้ใหญ่ขึ้นรวดเร็วจนมันแตกตัว.. แต่ทว่าแรงดันของอากาศภายในฟองสบู่ สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งก็ทำให้มันแตกได้เร็วพอๆ กัน)

ข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดถึงผลตอบแทนทางการลงทุนที่ต่ำลง ก็คือปรากฏการณ์ Attention Crisis ที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์ทั่วโลก นั่นก็คือ…

ความจริงที่ว่า.. การบริโภคสื่อที่มากจนเกินไปในแต่ละวัน ทำให้การจดจำสื่อ และตอบสนองต่อสื่อ ของผู้บริโภคมีประสิทธิภาพด้อยลง

…(อ่านเรื่อง Attention Crisis ได้ใน World 2.0)

ปรากฏการณ์ทางการตลาดยอดนิยมอย่าง Guerilla Marketing ที่กำลังได้รับความสนใจในประเทศไทยอยู่ขณะนี้ ก็เป็นสิ่งที่ชี้นำให้เห็นถึงการด้อยประสิทธิภาพของสื่อโฆษณาในภาวะ Attention Crisis และเป็นการหาทางออกใหม่ของการทำการตลาดอย่างแท้จริง

ผมเสียดายเพียงอย่างเดียว ที่ยังไม่มี math ที่จะมาพิสูจน์ความจริง ที่ค่าของ ROMI (Return on Marketing Investment) ลดลง เพื่อมาเป็นหลักฐานยืนยันความคิดของผม ที่ว่าฟองสบู่ที่กำลังจะแตกตัวทุกวันนี้ได้ เนื่องจากการประเมินผลการลงทุนทางการตลาดเป็นกิจกรรมที่ยากมากในความเป็นจริง เพราะนักการตลาดยังขาดเครื่องมือการประเมินผล ROMI ที่มีประสิทธิภาพ

แต่ลองใช้สายตามองภาพรวมกันดู ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงคล้อยตามกับผม ว่าการจ่ายเงินก้อนขนาดมหาศาลให้กับเอเยนซี่โฆษณา การจัดอีเวนต์ การลงโฆษณาสื่อต่างๆ เริ่มมีราคาแพงขึ้น และผลตอบแทนต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากความจริงที่ว่า มนุษย์ในโลกนี้มีความสามารถในการบริโภคข้อมูลข่าวสารได้อย่างจำกัด ในขณะที่ระบบทุนนิยมเอื้อให้เกิดการแข่งขันเสรี ที่มีการแข่งขันที่ดุเดือดเกิดขึ้นมากเรื่อยๆ (จนทำให้เกิดกระแส Blue Ocean ขึ้นมาในประเทศไทยเป็นเวลาสั้นๆ)

การแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวันไม่เพียงแต่จะทำให้ปริมาณสื่อที่วิ่งผ่านสมองของผู้บริโภคมากขึ้นเท่านั้น ยังเกิดการเกทับบลัฟแหลก ในการทำโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทุ่มโฆษณาอย่างบ้าคลั่ง ระหว่างคู่แข่งสองราย.. ที่ใครทำให้คนหันมาฟังได้มากกว่า คนนั้นชนะ

ไม่เพียงเท่านี้ หลายคนคิดว่า ทุกๆ การแข่งขัน มักจะเกิดผู้พ่ายแพ้ขึ้นเสมอ เมื่อผู้พ่ายแพ้หันหลังให้กับตลาด และจากไป เทียบกับผู้มาใหม่ ที่เข้ามาแข่งขัน ย่อมจะทำให้เกิดสมดุลในตัวผู้เล่น ซึ่งความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย..

ความจริงแล้ว สมดุลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แน่นอนว่า ผู้เล่นที่พ่ายแพ้ อาจจะมีเยอะกว่าผู้ชนะด้วยซ้ำ แต่ยิ่งผู้เล่นในตลาดเหลือน้อย เขาเหล่านั้นย่อมแข็งแกร่งขึ้น เมื่อแข็งแกร่งขึ้น ตามกลไกของทุนนิยมแล้ว เขาก็ย่อมสามารถทำการ “ทุ่ม” ในการทำการตลาดได้อย่างบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น นี่เป็นกฏพื้นฐานของทุนนิยมแบบเก่า นั่นก็คือ ใครสายป่านยาวกว่า เป็นผู้ชนะ.. ท้ายสุดการลงทุนทางการตลาด ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ กับกฏที่ว่า..

ในสภาวการณ์เศรษฐกิจที่เป็นปกติ แม้ผู้เล่นจะน้อยลง แต่วงเงินทางการตลาดจะสูงขึ้นเสมอ (คนที่ยิ้มแก้มปริ คือเอเยนซี่กับสื่อ)

ยังไม่นับรวมถึง new comers ใหม่ๆ ที่เป็นยักษ์ใหญ่จากอุตสาหกรรมอื่น ที่เห็นส่วนแบ่งการตลาดที่เป็นไปได้ในอุตสาหกรรมใหม่ แล้วเกิดน้ำลายไหล อยากเข้ามาแจมเพื่อแบ่งเค้ก

ท้ายที่สุดแล้ว ทุนนิยมแบบเก่า จึงเหลือเพียงยักษ์ใหญ่ ที่พร้อมแลกทุกสิ่งทุกอย่างไปกับการขยายฟองสบู่ทางการตลาดให้ใหญ่ขึ้นทุกๆ วัน แล้วปลาเล็กที่เหลืออีก 99% จะทำอย่างไร เพื่อความอยู่รอด…?

การเริ่มต้นหันหลังให้กับการตลาดแบบฟองสบู่ จึงเป็นทางเลือกที่ไม่ใหม่ ในอดีต ปลาเล็กต่างล้วนใช้กลยุทธ์นี้มานานแล้ว แต่ในยุคหลังทุนนิยมนี้ ปลาใหญ่ควรเริ่มมองเห็นข้อผิดพลาดในการทำการตลาดของตนเอง และหันมาให้ความสนใจกับการลดขนาดของฟองสบู่ (ลดการลงทุนทางการตลาดอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนทางการตลาดที่สมเหตุสมผล) ไปพร้อมๆ กับการลดความดันอากาศภายในฟองสบู่ (เพิ่มอัตราผลตอบแทนทางการตลาดให้คุ้มค่ากับการลงทุนมากขึ้น) ด้วย…

วิธีการมีมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสนใจกับการทำตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ต้นทุนต่ำกว่า อย่าง new media (ไม่ว่าจะเป็น pay per click, SEO, direct marketing ที่ถูกต้องตามแนวทาง ฯลฯ), ใช้กลยุทธ์อย่าง Guerilla Marketing

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหลังจากอ่านแนวความคิดนี้ก็คือ.. ธุรกิจส่วนใหญ่ ยังไม่หันมาสนใจการตลาดแนวใหม่ เราเริ่มก่อนน่าจะมีความเสี่ยงสูง

พอคิดซะอย่างนี้ แล้วก็ล้มเลิกไปบู๊กันต่อในทะเลแดงให้ตายกันไปข้าง

ต่อปัญหาข้อนี้ ผมชอบแนวคิดของชาร์ล ดาร์วิน บิดาแห่งวิวัฒนาการครับ.. ดาร์วินบอกไว้ว่า “ทุกๆ การอยู่รอดในการแข่งขัน ผู้เข้มแข็ง จะมีจำนวนน้อยกว่าผู้อ่อนแอเสมอ…”

คุณอยากเป็นคนหมู่มาก หรือคนหมู่น้อย…?

อ่านโพสที่เกี่ยวข้อง

Popularity: 2%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ความผิดพลาดของนักการตลาดที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือ การวางแผนการตลาดแบบแยกขาดจากกัน คนทำ AdWords ก็ทำไป คนวางแผนสื่ออื่นๆ ก็วางแผนกันไป พวก direct marketing หรือ database marketing ก็สนใจทำแต่ newsletter, พวกโฆษณา banner ก็เอาแต่สนใจเรื่อง impression, พวกทำ offline อย่างนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ยิ่งแล้วใหญ่ แทบไม่ได้มีการมองภาพรวม และวางแผนโฆษณาโดยรวมกับสื่ออย่าง new media เลย (นี่เป็นปัญหาที่ผมเจอในธุรกิจให้คำปรึกษา.. มันยากมากหรือไง ที่จะทำ media planning พร้อมๆ กัน.. จริงๆ ผมก็ยังไม่เข้าใจกับนักการตลาดซักเท่าไหร่)

ทำไมเราไม่มองภาพการทำการตลาดแบบองค์รวม โดยรวมสื่อใหม่ (new media) เข้าไปกับสื่อเก่าด้วย  รวม AdWords, direct marketing, social network, RSS และสื่อออฟไลน์ต่างๆ เข้าด้วยกัน

  • เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาที่ว่า… แคมเปญทีวีจะ launch พรุ่งนี้นะครับ ช่วยโปรโมตขึ้นเว็บภายในคืนนี้ด้วย..!! (เอาแค่ JPG แปะหน้าจอแล้วกันนะครับ มีเวลาให้ 1 ชม. เนี่ย)
  • อีเวนต์จะเปิดตัววันที่ 1 นี้แล้วครับ ทางเว็บจะทำอะไรได้บ้าง ขอ interactive หรูๆ ไฮโซๆ นะ..!! (มาบอกตอนที่คุณคิดทุกอย่างไปหมดแล้ว.. ผมจะทำอะไรได้ นอกจากตามพวกคุณ)

ทำไม new media จะต้องเป็นผู้ตามตลอดด้วยครับ..? ทำไมไม่เดินไปพร้อมๆ กัน (หรือให้เว็บนำหน้าบ้าง ในบางครั้ง) ถ้าคุณมองเว็บเป็นช้างเท้าหลังไปตลอด คุณก็จะไม่มีทางสร้างสรรค์เว็บออกมาเป็นช่องทางการตลาดที่มีคุณภาพได้หรอก และสุดท้ายคุณก็จะโทษเว็บไซต์ว่าเป็นสื่อที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงมันกลับกัน

คนใช้สื่อต่างหากที่ใช้ไม่เป็น..!

การมัวแต่รอให้ new media วิ่งตามทีวี นิตยสาร และ อีเวนต์ เป็นเรื่องที่ถ่วงความเจริญของเว็บไซต์อย่างรุนแรง หน้าที่ของเว็บของคุณ มีเพียงแค่โชว์ Gallery ภาพถ่ายพีอาร์ของอีเวนต์เปิดตัวแคมเปญเท่านั้น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วคุณทำอะไรกับเว็บไซต์ได้มากกว่านั้น..

..ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายช่วงตัว..!!

PS. ถ้าสนใจวิธีการประเมินผลการตลาดแบบองค์รวม ผมแนะนำโพสนี้

Popularity: 2%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

Wii set sales records!!!

Author: charlie
19.12.2008

เมื่ออาทิตย์ก่อนผมเคยพูดถึงเรื่องของของขวัญในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่มาถึงในอีกไม่อีกกี่วันนี้ (ซึ่งตรงกับวันสอบของผมพอดี T_T) วันนี้ผมเลยเอาข้อมูลที่เกี่ยวกับของขวัญที่ผมเคยพูดถึงเอาไว้ในครั้งที่แล้วมาอัพเดท

ในบทความครั้งที่แล้วผมเคยพูดถึง Wii เอาไว้ว่า…

“หลังจากผมเก็บข้อมูลที่สนใจมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว พบว่าแนวโน้มของการซื้อของขวัญในกลุ่ม electronic นั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเล่นเกมส์อย่าง Nintendo Wii (โดยเฉพาะ Wii-Fit)หรือสินค้าตระกูล iPod ทั้ง iPod Touch และ iPhone ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มสินค้าพวก Digital Camera และ Universal Remote Control ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก”

wii-gift

 

และแล้วก็มีแนวโน้มเป็นไปตามที่ผมเคนเขียนเอาไว้ จากข้อมูลของ NPD Group ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านการเก็บข้อมูลทางการตลาด ได้เปิดเผยข้อมูลว่า Nintendo Wii มียอดขายมากกว่า 2,000,000 เครื่องแล้วในช่วงเดือนที่ผ่านมา (พย.) และเริ่มที่จะขาดตลาดในช่วงเดือน ธค.นี้

อย่างไรก็ตาม Nintendo ยืนยันว่าจะผลิต Wii ให้รองรับความต้องการของลูกค้าอย่างแน่นอน

ประมาณว่า… “เด็กทุกคนที่อยากได้ Wii ต้องมี Wii เล่นในวันคริสต์มากนี้แน่นอน” 

 

อ่านเรื่องเกี่ยวข้องที่

Let’s Celebrate!

Popularity: 13%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ช่วงเย็นวันนี้ผมกำลังหาหนังสือเกี่ยวกับการ Branding ธุรกิจแบบ Business-to-Business (B2B) เพื่อเปิดหูเปิดตารับแนวคิดอื่นๆ ในการทำ Branding บ้าง เนื่องจากธุรกิจหลายๆ ธุรกิจของผมอยู่ในสายงาน B2B โดยตรง เลยอยากรู้ว่า กูรูการตลาดมองการสร้าง Brand บน B2B ต่างกับ B2C อย่างไร…?

เข้าไปใน Amazon ตามปกติที่ผมเข้า และลองค้นหาเจอหนังสือเกี่ยวกับการทำ Branding ในธุรกิจ B2B เจออยู่สองเล่ม เล่มแรกเป็นของ Philip Kotler ชื่อหนังสือว่า B2B Brand Management ส่วนอีกเล่มหนึ่งเป็นของ Bob Lamons ชื่อหนังสือ The Case for B2B Branding

เอาล่ะสิ น่าสนใจทั้งคู่…!! อ่านแค่สารบัญก็ตัดสินใจไม่ได้ เล่มแรกเขียนโดย Kotler แต่บางรีวิวบอกว่ามัน too academicism ซึ่งผมกลัวหนังสือแนวนี้มากเพราะอ่านไม่เคยจบซักที ส่วนอีกเล่มนึง ไม่ใช่ Kotler เขียน เป็นนักการตลาดที่ผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน (ผมอาจจะเชยนะครับ ต้องขอโทษด้วยถ้าคุณ Bob Lamons เป็นคนดัง)

และถึงแม้ Amazon จะเดาใจถึงความสับสนหลายใจของผมได้ โดยนำเสนอการขายพ่วงทั้งสองเล่มแบบแพคคู่ในราคาพิเศษ (ด้วยการทำ Data Mining แบบ Market Basket Analysis ที่ฉลาดสุดๆ ต้องยอมรับ) แต่ด้วยไม่อยากเปลืองเงินมากเกินไปกับหนังสือที่ต้องการอ่านดูแนวไอเดียเพียงแค่กว้างๆ หนังสือเพียงเล่มเดียวจึงเกินพอสำหรับผม

Read the rest of this entry »

Popularity: 30%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx) ช่วงนี้เพื่อนๆ ของผมเครียดกันพอสมควร เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกและการเมืองไทย ที่กำลังจะล่มสลายไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่คาร์ล มาร์กซวิพากษ์ถึงการล่มสลายของระบบทุนนิยมน่าจะเกิดขึ้นจริงในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ หลังวิกฤตการเงินกำลังเริ่มส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลก

มาร์กซให้ความเห็นว่า กลุ่มนายทุน แตกต่างกับพ่อค้า ตรงที่ว่านายทุนใช้ส่วนต่างของต้นทุนแรงงานกับราคาสินค้าเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง ในขณะที่พ่อค้าใช้ส่วนต่างของอุปสงค์และอุปทานของตลาดที่แตกต่างกันสองตลาดเพื่อหาส่วนต่างของกำไร

ความแตกต่างตรงนี้เองที่ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างนายทุน กับชนชั้นกรรมาชีพ หลายๆ คนอาจมองว่าเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะล่มสลายในปัจจุบัน ไปเกี่ยวเนื่องกับชนชั้นกรรมาชีพอย่างไร

ในความเข้าใจเศรษฐศาสตร์มหภาคอันน้อยนิดของผม เริ่มจากว่า วิกฤต subprime ของอเมริกาที่ใครๆ ชี้ให้เห็นว่าเป็นต้นเหตุแห่งการล่มสลายของระบบทุนนิยมนั้นที่จริงเป็นแค่ปลายเหตุที่มาจากการเก็งกำไรทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลายาวนาน (ไม่ว่าจะราคาน้ำมัน ตลาดทุน ตลาดเงิน ฯลฯ) ของกลุ่มนายทุนมหาอำนาจที่ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือทางการเงินประเภทใหม่ที่ใช้ในการสร้างความแตกต่าง “ระหว่างต้นทุนแรงงานกับราคาสินค้า″ ตามทฤษฏีของมาร์กซ

ไม่มีเครื่องมือใดๆ ในโลกนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นนายทุนอุตสาหกรรมใดๆ ในโลก ที่จะสร้างมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) ได้จากความแตกต่างของต้นทุนและราคาขาย เมื่อเทียบกับการเก็งกำไรที่แม้แต่คนๆ เดียวไม่ต้องมีต้นทุนแรงงานใดๆ ก็สามารถทำได้

ไม่มีการกดขี่ ไม่มีการขูดรีดแรงงาน เหมือนอย่างที่มาร์กซกลัว…

มีเพียงสิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้น คือการเล่นกับมโนคติของชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกที่หวังรวย (ประเทศไทยก็น่าจะถือเป็นชนชั้นกรรมาชีพประเภทหนึ่ง ที่อยากมั่งคั่งจากเงินลงทุนจากต่างชาติกันจนตัวสั่น)

ผลกระทบลูกโซ่ที่ตามมาจากการขึ้นของราคาน้ำมัน ก็คือ สภาวะเศรษฐกิจชะงักงันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทั่วโลก และตามมาด้วยการลดดอกเบี้ยระลอกใหญ่จากเฟด เมื่อดอกเบี้ยลดลงจนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ก็จะเกิดภาวะเงินด้อยค่า จนคนส่วนใหญ่เลือกที่จะเปลี่ยนเงินสดในมือไปเป็นสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งหนีไม่พ้นอสังหาริมทรัพย์ ราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก demand เทียม

การกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไรอย่างไม่ลืมหูลืมตาก็เริ่มขึ้น ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ นายทุนธนาคารรู้ทั้งรู้ว่าราคาอสังหาที่สูงขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจาก demand จริง แต่ก็ยังหลับหูหลับตาหากำไรใส่ตัว แต่ใช่ว่ากลุ่มคนพวกนี้จะไม่สนใจกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับหลักทรัพย์ค้ำประกันห่วยๆ อย่างบ้านและที่ดินที่ราคาสูงกว่าความจริงเกือบเท่าตัว

การเล่นแร่แปรธาตุจึงเกิดขึ้น ความเสี่ยงก้อนใหญ่หลายๆ ก้อนถูกปั้นรวมกันแล้วแต่งหน้าแต่งตาเป็นตราสารหนี้หน้าตาดี แจกจ่ายไปยังนักลงทุนทั่วโลก ในรูปของหนี้ที่มีหลักทรัพย์ (ห่วยๆ) ค้ำประกัน (CDOs)

กำไรตกอยู่กับนายทุนนักเล่นแร่แปรธาตุ และเวรกรรมก็ตกอยู่กับเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการล่มสลายของระบบทุนนิยมก็กำลังมาเยือนพวกเราอยู่ตรงหน้าแล้ว สิ่งที่เราเห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังล่มสลาย จริงๆ แล้วเป็นเพียงการถ่างออกอย่างสุดขั้วระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพตามกฏของมาร์กซเท่านั้น เพียงแต่ทุนนิยมช่วงอายุขัยสุดท้ายนี้ อัตราส่วนระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพไม่ใช่กฏ 80/20 ของพาเลโตอีกแล้ว แต่กำลังมุ่งไปสู่กฏ 99/1 นั่นก็คือ คนเพียง 1% จะมีทรัพย์สิน 99% ของทั้งโลก และคน 99% ของทั้งโลก จะมีทรัพย์สินเพียงแค่ 1% ที่เหลือ 99% ที่กำลังจะตายนั้น จึงมองเหมือนโลกทั้งโลกไปอย่างไม่ต้องสงสัย

เศรษฐกิจโลกจะล่มสลายหรือไม่ ไม่ใช่คำถามที่จะมานั่งสงสัยกันแล้วครับ คำถามที่เราควรมานั่งสงสัย มานั่งคิดหาคำตอบกันก็คือ เราจะปรับกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจอย่างไร หลังยุคล่มสลายของระบบทุนนิยมที่ยืนยาวมานานหลายร้อยปี…?!?

The New Paradigm for Financial Markets - George Sorosโซรอส ได้นำเสนอทฤษฏี Reflexivity Theory ในหนังสือของเขา ว่าด้วยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองเศรษฐศาสตร์เสียใหม่ ในเมื่อทุนนิยมอยู่ไม่รอดแล้ว เหตุใดจึงต้อพยายามยื้อยุดฉุดดึง

หลายคนยังมองโลกในกระบวนทัศน์เดิม นั่นก็คือ หาวิธีแก้ปัญหาให้ระบบทุนนิยมอยู่รอดปลอดภัย…?!? โดยการทุ่มเม็ดเงินจำนวนไม่อั้น…?!? เพื่อยื้อลมหายใจสุดท้ายของคนป่วยที่เป็นมะเร็งระยะท้ายสุด นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก พยายามหายาแก้มะเร็งที่ผมไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง (พวกคุณเองมิใช่หรือที่ยัดเยียดแต่ Junk Food สร้างอนุมูลอิสระจำนวนมหาศาลให้เศรษฐกิจโลก…?)

ในขณะที่ผมพยายามบอกคนใกล้ตัว ให้เตรียมพร้อมเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองโลกและการทำธุรกิจใหม่ ที่ละจุดเพื่อให้พวกเราเป็นกลุ่ม “ผู้รอด” ในยุคหลังทุนนิยม (Post-Capitalism) ตามกฏการคัดเลือกจากธรรมชาติของชาร์ล ดาร์วิน

สำหรับผมเอง การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระบบการเงิน หรือเศรษฐกิจ เพราะทุกระบบที่ว่ามามีพื้นฐานจากระบบธุรกิจ และปัจจัยที่สำคัญที่สุดของระบบธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างทางด้านราคามากที่สุด นั่นก็คือเรื่องของ “การตลาด”

โพสต่อไปผมจะมาต่อเรื่องการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในก้าวแรก นั่นคือการริเริ่ม “หันหลังให้กับการตลาดแบบฟองสบู่”

ยังไม่สายไป สำหรับการเปลี่ยนความคิดครับ…

อ่านโพสที่เกี่ยวข้อง

Popularity: 33%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ผมเคยอ่านเจอจากบล็อกของใครซักคน…

จากกฏของมัวร์ ต้นทุนและราคาขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และรุนแรงของสินค้าเทคโนโลยี (ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับสินค้าทั้งหมด) ทำไมจึงไม่ถ่วงดุลให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของโลกลดลงบ้าง…?

นั่นสิ…? ทำไมนะ…?

Popularity: 42%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ช่วงเย็นดูรายงานผลการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ดูเรื่อยๆ แบบไม่ลุ้นอะไรเท่าไหร่ เพราะคะแนนที่ออกมาค่อนข้างชัดเจนว่า คุณอภิรักษ์นอนมา ถ้าจะมีอะไรให้ชาวเมืองหลวงลุ้นกัน ก็คงเป็นการชิงชัยระหว่างที่สองของคุณชูวิทย์ กับคุณประภัสร์

ผมเองต้องยอมรับว่านอนหลับทับสิทธิ์มาหลายครั้งหลายคราว เนื่องด้วยความ “เบื่อ” ประชาธิปไตยของประเทศนี้ หลายๆ คนรอบตัวผมจะพอรู้ว่า ผมเองเป็นพวกไม่นิยมในลัทธิประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าหัวคอมมิวนิสต์หรืออะไรหรอกครับ แต่เป็นเพราะรู้สึกว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมกับประชาธิปไตย

ซูโม่ตู้ จรัสพงษ์ สุรัสวดี เคยเขียนลงในพอกเกตบุ้คเล่มหนึ่งของเค้า (ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้) ว่า “ควายไม่สมควรมีสิทธิเลือกตั้ง”

คุณธนา เธียรอัจฉริยะ และคุณพิษณุ นิลกลัด เคยพูดถึงเรื่องการแบ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย “วุฒิ” ทางการศึกษา

พูดตรงๆ ผมเองเห็นด้วยกับแนวความคิดที่ว่า… ไม่ใช่ว่าผมเป็นพวกชอบดูถูกคนไม่มีการศึกษา คุณพ่อ และคุณแม่ผม ก็ไม่ได้จบปริญญาตรี ซึ่งถ้ามีการกำหนดผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยวุฒิการศึกษา แปลว่าทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของผมจะหมดสิทธิทันที

หลายคนบอกว่า คนเรียนไม่จบ คิดไม่เป็นหรือไง..?!? หรือคนเรียนจบปริญญาตรี ใช่ว่าจะฉลาด…!!

อันนั้นก็จริงในระดับหนึ่ง แต่ถามว่า การที่รัฐธรรมนูญกำหนดสิทธิเลือกตั้งให้คนอายุ 18 ปีบริบูรณ์ แปลว่า คนที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ไม่ฉลาดพอที่จะได้รับสิทธิหรือเปล่า…?

คำตอบก็คือ ไม่ใช่… มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมากมาย ที่ฉลาดเลือก มากกว่าผู้ใหญ่หัวหงอกบางคน ที่ตัวโตเพราะกินข้าว

แต่พวกเขาไม่ได้รับสิทธิ ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญดูถูกความฉลาดของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

เช่นเดียวกับคนที่ไม่ได้จบปริญญาตรี ผมเชื่อว่าคุณธนา ไม่ได้ดูถูกพวกคุณ แต่ประชาธิปไตย จะพัฒนาได้ ก็ต่อเมื่อผู้มีอำนาจ (ประชาชน) มีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะ และคัดเลือกคนที่เหมาะสมที่จะมาเป็นตัวแทนของพวกเขาเพื่อทำหน้าที่พัฒนาประเทศชาติ

จุดสำคัญก็คือว่า เรามีตัวแปรใดที่ดีกว่า “วุฒิการศึกษา″ ที่จะใช้แบ่ง “คนโง่” ที่เลือกตั้งไม่เป็น กับ “คนฉลาด” ที่เลือกตั้งเป็น…? (ถ้าจะมี ผมขอนำเสนอ “ยอดจ่ายภาษีประจำปี”)

เส้นแบ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การแบ่งแยกระหว่างคนชั้นต่ำกับคนชั้นสูง… ไม่ใช่การดูถูก ไม่ใช่การแบ่งแยก แต่เป็นการเสนอทางเลือก…

คนใจคับแคบเท่านั้น ที่จะรู้สึกว่า สิ่งต่างๆ ที่นักคิดเหล่านี้นำเสนอขึ้นมาเป็นเรื่องของการแบ่งแยกชนชั้น…

วกกลับมาเรื่องผู้ว่ากทม. ซักหน่อย ถ้าลองนับเปอร์เซ็นต์ของคะแนนการเลือกตั้งในครั้งนี้ คุณอภิรักษ์อย่าลืมว่า แม้ผลการแข่งขันคุณอภิรักษ์จะชนะแบบท่วมท้นขาดลอย

แต่ถ้ามาดูที่ตัวเลขกันจริงๆ จังๆ คุณอภิรักษ์อย่าลืมว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ “ไม่ได้เลือกคุณ…”

นี่เป็นปัญหาสำคัญอีกอย่างของประชาธิปไตย ที่บุคคลที่ได้รับเลือก มีโอกาสที่จะเป็นบุคคลที่คนกลุ่มใหญ่ไม่ต้องการ…

Popularity: 44%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google