Archive for the 'MAX Marketing' Category
Martin Wolf เคยพูดไว้ว่า…
In particular, CSR mixes up three quite distinct ideas: intelligent operation of a business; charity; and bearing of costly burdens for the benefit of society at large. The first is essential; the second is optional; and the third is impossible…
แปลความง่ายๆ ก็คือ ปกติแล้ว CSR มักเป็นส่วนผสมของไอเดียสามอย่าง นั่นก็คือ
- แนวทางการทำธุรกิจที่ชาญฉลาด ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม (ไม่ต้องมีกิจกรรมพิเศษ ไม่ต้องมีผ้าห่มให้คนยากไร้ ตัวธุรกิจเองเป็นกิจกรรมที่ช่วยเหลือสังคมอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจ Recycle ขยะ, ธุรกิจพลังงานทดแทน)
- การบริจาค (หรือการช่วยเหลือใดๆ เช่น แจกผ้าห่ม กิจกรรมพิเศษเก็บขยะวันพ่อ ฯลฯ)
- การทนแบกรับต้นทุนเพื่อตอบแทนอะไรบางอย่างแก่สังคม (เช่น เพิ่มระบบบำบัดน้ำเสียพิเศษในโรงงาน ทั้งๆ ที่คู่แข่งทั่วโลกไม่มีใครทำกัน)
Wolf บอกตรงๆ ไม่อ้อมค้อมว่า ไอเดียแรกเป็นเรืองที่สมควรให้ความสำคัญมาก, ไอเดียที่สองถ้าทำได้ก็ดี ส่วนไอเดียที่สาม เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย…
แล้วใครจะเถียงล่ะ…
Popularity: 3%
ผมอาจจะพูดถึงมุมมองด้านภาวะเศรษฐกิจโลกมากสักหน่อยในช่วงนี้ เป็นเพราะว่าข่าวลือที่ฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจมันเพิ่มออกมมามากเหลือเกิน
อย่างข่าววันนี้ที่ผมไปอ่านเจอจาก CNET ก็คือ Yahoo! Search Engine ที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งของโลก (ไม่ใช่กูเกิ้ลนะครับ ข้อมูลจาก www.alexa.com) ได้เริ่มปลดคนงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสายไอทีออกแล้วจำนวน 1520 คน
โดยเมื่อเดือน ตค. ที่ผ่านมา ก็มีข่าวแว่วๆออกมาจากทาง Yahoo! อยู่แล้วว่าจะมีการลดจำนวน พนง. ลง 1000 - 3000 ตำแหน่ง!!!
Yahoo! เชื่อว่าการปลดคนครั้งนี้จะช่วยลดรายจ่ายให้กับ Yahoo! ลง 400 ล้านดอลลาร์ (รายจ่ายทั้งหมดของปีงบประมาณที่แล้วคือ 3,900 ล้านดอลลาร์) โฆษกของบริษัทแถลงว่า Yahoo! ยังเตรียมจะปิดธุรกิจฝ่ายที่ไม่สำคัญต่อทิศทางของบริษัท
ในส่วนตัวผมเอง ผมเล็งทิศทางของธุรกิจปีหน้าไปว่า ด้าน ไอที น่าจะเป็นหนึ่งในด้านที่อยู่รอดอย่างเข้มแข็ง ตอนนี้ชักเริ่มหวั่นใจเล็กๆแล้ว
*จดหมายของเจอรี่ หยาง ผู้ก่อตั้งและรักษาการ CEO ต่อพนักงาน อ่านได้จาก Tough times ส่วนปฏิกริยาของพนักงานที่โดนปลด อยู่ใน Wired
การปลดพนักงานครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทองของบริษัทไอทีหน้าใหม่ ที่จะได้พนักงานมีฝีมือในราคาถูก บริษัทหน้าใหม่ชื่อ TokBox ได้จ้างรถขาย Taco ไปแจกอาหารฟรีพร้อมใบรับสมัครงานที่หน้าสำนักงานของ Yahoo! ดูรูปได้ใน TechCrunch
source: *www.blogone.com, www.cnet.com
Popularity: 14%
สิ่งที่เกิดบนโลกออนไลน์มีอยู่สองเวอร์ชั่น
มีเวอร์ชั่นของวิศวกร (engineer’s version) ที่เป็นกลุ่มคนที่ฉลาด มีเวลามาก ซึ่งรู้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการอะไรจากการเล่นเว็บ และสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้ด้วยการคิดตัดสินใจอย่างรัดกุมรอบคอบ เว็บไซต์เวอร์ชั่นนี้บอกพวกเราว่า หากคุณ (เจ้าของเว็บไซต์) สามารถจัดระเบียบข้อมูลข่าวสารทั้งหมดอย่างรอบคอบ ผู้คนจะสามารถหาสิ่งที่เขาต้องการ และเริ่มทำธุรกิจกับคุณ
นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชั่นของนักการตลาด (marketer’s version) ซึ่งบอกพวกเราว่าผู้คนส่วนใหญ่มักมีชีวิตที่วุ่นวาย รับรู้ข้อมูลข่าวสารเพียงแค่ฉาบฉวย ร้อนรนเร่งรีบ ไม่รอบคอบมากนัก และกระหายที่จะคลิกปุ่มบางปุ่มทันทีที่เข้าเว็บไซต์ นักการตลาดยังคงเชื่อว่าถ้าคุณ (เจ้าของเว็บไซต์) ไม่ตอบโจทย์ในสิ่งที่เขาคลิก ณ เวลานั้น สิ่งที่เขาจะทำก็คือคลิกที่ปุ่ม Back หลังจากนั้นก็จากเว็บไซต์ของคุณไป
เวอร์ชั่นที่สองที่พูดถึงคือเวอร์ชั่นที่เต็มไปด้วยผลลัพธ์และข้อมูลที่ประสบความสำเร็จ เพราะมันคือเวอร์ชั่นที่ถูกต้อง ในขณะที่เวอร์ชั่นแรกนั้นนำพาบริษัทที่ทำธุรกิจบนเว็บไซต์ไปสู่หายนะและความล้มเหลว
…Seth Godin…
Popularity: 12%
ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่มีเทศกาลวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวันอยู่หลายช่วง ผมไม่แน่ใจว่ามีใครรู้สึกเหมือนกับผมหรือไม่ว่าปีนี้
…การจัดงานเทศกาลเฉลิมฉลองคริสมาสต์ และ ปีใหม่ ในปีนี้ จัดขึ้นค่อนข้างเร็วกว่าทุกๆปีที่ผ่านมา
ผมเลยแอบคิดไปว่า การเริ่มเทศกาลเฉลิมฉลองให้เร็วขึ้นนี้น่าจะเป็นเพราะว่าธุรกิจต่างๆ ต้องการที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคให้มากขึ้น เนื่องจากว่าเราคงต้องยอมรับกันอย่างจริงจังว่าในตอนนี้เศรษฐกิจของโลกในตอนนี้ มันอยู่ในช่วงขาลง และแน่นอนว่าปีหน้ามันจะเริ่มส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจนกว่านี้เป็นแน่
ทั้งในเรื่องของอัตราการว่างงาน การค้างชำระหนี้สิน การเลย์ออฟพนักงาน… ฟังแล้วดูปีหน้าเป็นปีที่ไม่ค่อยมีความสุขเลย
ในอเมริกาก็มีแนวโน้มว่าการจับจ่ายในเทศกาลคริสต์มาสปีนี้น่าจะลดลง เพราะวิกฤต subprime ที่กระทบมาตั้งแต่ช่วงกลางปี
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองที่จะมาถึงนี้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องร่วมเฉลิมฉลองกันนะครับ ฉลองได้ ตักตวงความสุขกันไว้ได้ครับ แต่ต้องอย่างพอเพียงไม่ต้องเกินตัว
มาดูแนวโน้มของกลุ่มของขวัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจกันนะครับ
หลังจากผมเก็บข้อมูลที่สนใจมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว พบว่าแนวโน้มของการซื้อของขวัญในกลุ่ม electronic นั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเล่นเกมส์อย่าง Nintendo WII (โดยเฉพาะ WII-Fit)หรือสินค้าตระกูล iPod ทั้ง iPod Touch และ iPhone ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มสินค้าพวก Digital Camera และ Universal Remote Control ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมา
อย่างไรก็ตามก่อนจะจับจ่ายใช้สอยอะไร อย่าลืมครับ เศรษฐกิจพอเพียง ใช้เท่าที่เรามี
ก่อนจะใช้จ่ายอะไรปีนี้ลองเข้าไปคำนวณค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองนี้แบบสนุกๆได้ที่นี่ครับ Christmas Calculator Tool
อ่านเรื่องเกี่ยวข้อง Finally, u’ll find iPhone at Walmart
Picture from : http://chakchais.multiply.com/photos/album/28/Christmas_Decoration_Bangkok_-_December_2007
Popularity: 15%
พอดีวันนี้ผมได้รับ MMS อวยพรปีใหม่จาก operator มือถือของผม จริงๆแล้วผมก็ได้รับ MMS เรื่องนู้นเรื่องนี้มาเรื่อยๆแต่ไม่ค่อยได้ใส่ใจอะไรมากนัก
วันนี้มานั่งๆนึกถึงกลยุทธ์ง่ายๆที่แฝงมากับรูปแบบของ MMS พวกนี้ จะว่าไปผมค่อนข้างชื่นชมกับกลยุทธ์อะไรๆที่ simple แบบนี้ ที่อาจจะสร้างผลกำไรมหาศาลเมื่อเทียบกับต้นทุนที่เสียไปของ operator มือถือ
รูปแบบการทำ communication แบบนี้กับลูกค้า สำหรับผมผมคิดว่ามันไม่ได้น่ารังเกียจอะไรเท่าไร จะว่าไปก็ค่อนข้างรู้สึกดีด้วยซ้ำ เพราะว่ามีคนส่ง MMS มาอวยพรนู่นนี่อยู่เรื่อยๆ แถมผมยังสามารถเอา MMS พวกนี้ไปส่งต่อให้เพื่อนๆได้อีก
อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็น Interruption Marketing แบบที่ลูกค้าเต็มใจก็ว่าได้
ผมลองคิดอะไรเว่อร์ๆดูว่า ต้นทุนการส่ง MMS พวกนี้อยู่ที่ 3 บาท ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีทางที่ต้นทุนของ Operator จะสูงขนาดนี้เลย พอส่งมาให้เราซึ่งเป็น end user เราก็ส่งต่อให้เพื่อนๆ เด็กๆ สาวๆ ใน collection ของเรา ตกเฉลี่ยแต่ละครั้งประมาณ 5 บาท เท่ากับว่าการส่งต่อครั้งแรกก็สร้างกำไร 40% ให้กับ operator แล้ว และหลังจากครั้งแรกก็เป็นกำไรๆๆๆๆๆๆๆ ให้แก่ operator ทั้งสิ้น
ลองคิดดูซิครับ MMS ที่เราได้มาฟรีๆ สร้างกำไรให้ operator ของเราเท่าไร??
Popularity: 21%
เมื่อช่วงอาทิตย์ก่อน เพื่อนของผมที่เพิ่งย้ายงานใหม่ไปทำกับเอเยนซี่ด้านไอเอ็มซี มันโทรหาผมแทบจะทุกวันวันละสามเวลา จริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะผมเก่งหรือรอบรู้ สามารถให้คำปรึกษาอะไรได้มากมายหรอกครับ เป้าหมายหลักของเพื่อนผมคือเพียงแค่ต้องการ “บ่น บ่น และ บ่น”
ไอ้ที่บ่นนี่ก็เนื่องมาจากบริษัทของมันกำลังพยายามขยายสายงานใหม่ มาทำด้านสื่อใหม่ (new media) และผมเองคลุกคลีกับสื่อใหม่มานาน จึงกลายเป็นถังขยะฟังได้ รวมถึงไบเบิ้ลพูดได้ให้มันไปในเวลาเดียวกัน
ปัญหาของเพื่อนผมก็คือ มันหงุดหงิดกับแนวคิดของบริษัทเอเยนซี่ ที่ยึดติดกับมุมมองเก่าๆ แต่กลับพยายามเข้าสู่วงการสื่อใหม่ ทำให้การทำงานมีอุปสรรค รวมถึงทีม outsource ที่ทำงานเว็บไซต์ให้บริษัทของมันนั้นมีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสื่อใหม่ที่จำกัด มีปัญหาเรื่องการดีไซน์เว็บ การเขียนโปรแกรม รวมถึงการทำ Afiliate Marketing พื้นฐาน นอกจากนี้หัวหน้าของเขาซึ่งเติบโตมาจากเอเยนซี่ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ก็ไม่พยายามจะทำความเข้าใจสื่อใหม่ แต่กลับโยนภาระให้เพื่อนของผมรับผิดชอบคนเดียวทั้งหมด โปรเจคเล็กๆ ของมันที่ควรจะจบภายใน 2-3 อาทิตย์ถึงกับต้องถูกยืดเยื้อไปจนไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ
(ช่วงนี้ฟังมันบ่นทุกวันๆ จนคำว่า เอเยนซี่ กลายเป็นของแสลงหูไปแล้ว)
Popularity: 36%
ไม่ได้เขียนบล็อกมานานมาก เพราะงานส่วนพัฒนาซอฟต์แวร์ดึงเวลาส่วนตัวหายไปหมด ช่วงหลังๆ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า ว่ามีคนให้ความสนใจในการตลาดแนวใหม่ เพิ่มมากพอสมควร
ทั้งได้รับคำถามจากเพื่อนร่วมวงการ (และนอกวงการ) รวมถึงแนวโน้มของลูกค้าที่เริ่มใส่ใจกับศาสตร์ใหม่ๆ ที่เมื่อก่อนผมพูดถึงทีไร เบือนหน้าหนีกันไปทุกที
หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจของการตลาดใหม่ ก็คือการตลาดที่พึ่งพิงองค์ความรู้ (Knowledge-Based Marketing)
พูดกันให้สั้นๆ เข้าใจง่าย คือ การทำธุรกรรมใดๆ ทั้งในแง่การตลาดและนอกเหนือการตลาด เราจะได้ข้อมูลดิบกลับมาเสมอ ความสามารถในการเก็บรวบรวมข้อมูลดิบที่เกิดจากธุรกรรม เพื่อนำข้อมูลดิบดังกล่าวมาวิเคราะห์ และสรุปผลในเชิงการตลาด
ผมเองโดยส่วนตัวแบ่ง Knowledge-Based Marketing ออกเป็น 3 ระดับกว้างๆ
- Data Analysis การรวมรวบ วิเคราะห์ ข้อมูลดิบ และทำการแปลงข้อมูลเชิงปริมาณออกมาเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น การสรุปยอดขาย การวิเคราะห์สถิติเว็บไซต์ การทำ Balanced Scorecard หรือ KPI รวมไปถึงการทำ Forecasting ประเภทต่างๆ ที่ใช้กลไกทางสถิติ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดโดยวิธี Data Analysis ทั้งสิ้น
- Data Mining เป็นอีกขั้นของการทำ Knowledge-Based Marketing นั่นก็คือใช้คณิตศาสตร์และสถิติขั้นสูงในการหาความสัมพันธ์หรือการจับกลุ่มของข้อมูลในคลังข้อมูล (Data Warehouse) โดยใช้กฏการเชื่อมโยงในรูปแบบต่างๆ เช่นความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น พ่อบ้านที่ชอบซื้อเบียร์ มักจะซื้อผ้าอ้อมด้วย, หนังสือในอเมซอนที่มีการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเว็บไซต์กับหนังสือ (คนที่เคยอ่าน A สนใจอ่าน B ด้วย, คนที่เคยซื้อ C สนใจอ่าน D ด้วย, คนที่เคยอ่าน E ซื้อ F, คนที่เคยสนใจ F แอด wish list G ฯลฯ)
- Pattern Discovery เป็นแนวทางที่เหมือนกับ Data Mining แตกต่างกันตรงที่แนวทางในการจำแนกความสัมพันธ์หรือการจับกลุ่มของข้อมูลใช้เทคนิคขั้นสูงในการคำนวณทางคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะศาสตร์ทางด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เช่น การใช้โครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network) ซึ่งเป็นแบบจำลองเส้นใยประสาทภายในสมองของมนุษย์ เพื่อนำไปเรียนรู้คาดเดาพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าใน Supermarket, พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อออกโปรโมชั่นที่เกิดประโยชน์กับลูกค้าสูงสุด
เครื่องมือที่ใช้ในการทำการตลาดแบบ Knowledge-Based Marketing ในยุคนี้ก็แผ่กว้างไปในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมพื้นฐานอย่าง Microsoft Excel, SPSS โปรแกรมที่เน้นด้านการทำ Business Intelligence อย่าง Cognos, Hyperian รวมถึงโปรแกรมทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงอย่าง MatLab, Clementine
ในอนาคต วิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ประยุกต์ กับเครื่องมือทางการตลาดจะผูกโยงเชื่อมถึงกันอย่างไม่เคยนึกถึงมาก่อนครับ
ในตอนหน้าผมจะยกตัวอย่างการทำ Pattern Discovery ด้วยโครงข่ายประสาทเทียม เพื่อดึงความสัมพันธ์ประหลาดของข้อมูลดิบทางการตลาดออกมาให้ดูพอเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจ
Popularity: 40%
ผมเป็นคนที่ติดตามแนวความคิดของ Chris Anderson มาเป็นระยะเวลาพอสมควร ระยะหลัง Chris วางแนวคิดในเรื่อง Freemium Economy และตอกย้ำข้อเท็จจริงของทฤษฏีของเขาด้วยโพสต่างๆ ในบล็อก The Long Tail
และโพสนี้เป็นโพสที่น่าสนใจเกี่ยวกับมหาเศรษฐี Top 400 ที่ถูกจัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes มีทั้งหมด 14 คน ที่ทำธุรกิจบนพื้นฐานของการแจกฟรี…
- #13 Sergey Brin $15.9 billion, Google
- #14 Larry Page $15.8 billion, Google
- #54 Pierre Omidyar $6.3 billion, eBay
- #59 Eric Schmidt, $5.9 billion, Google
- #155 Oprah Winfrey, $2.7 billion, free-to-air TV
- #161 Mark Cuban, $2.6 billion, Broadcast.com
- #246 Omid Kordestani, $1.9 billion, Google
- #246 Joseph Mansueto, $1.9 billion, Morningstar (freemium investing services)
- #281 David Filo, $1.7 billion, Yahoo
- #281 Jerry Yang, $1.7 billion, Yahoo
- #281 Kavitark Ram Shriram, $1.7 billion, Google
- #321 Todd Wagner, $1.5 billion, Broadcast.com
- #321 Mark Zuckerberg, $1.5 billion, Facebook
- #377 Peter Thiel, $1.3 billion, Facebook, Paypal
และถ้า Freemium Economy ของ Chris เป็นแนวโน้มที่กำลังเกิดกับเศรษฐศาสตร์ในยุคนี้จริงๆ ปีหน้า เราคงจะเห็นรายชื่อที่มากขึ้นกว่านี้
Popularity: 46%
ประสบการณ์เกือบสิบปีในวงการอินเทอร์เนต สอนผมอย่างหนึ่งว่า นักพัฒนาเว็บของไทยส่วนใหญ่ของไทย (ปกติผมไม่ชอบ stereotype แต่อันนี้ขอใช้คำว่า “ส่วนใหญ่” เพื่อเป็นการย้ำ) ขี้เกียจเรียนรู้…
พวกเราทีมงานแมกซินคิวบ์ ไม่ใช่บริษัทเว็บดีไซน์ แต่เป็นเว็บคอนซัลท์ ปัญหาสำคัญของเว็บคอนซัลท์ในเมืองไทยซึ่งเป็นปัญหาที่พวกเราเจอกันอยู่ทุกวันก็คือ… คุณไม่สามารถแนะนำผู้ผลิตงาน (vendor) ดีๆ ในราคาที่เหมาะสมให้ลูกค้าได้…!?! ไม่ว่าจะเป็นเว็บดีไซน์ เว็บโปรแกรมมิ่ง
คำถามก็คือ… ทำไมสายงานด้านนี้ จึงหามืออาชีพที่มีความสามารถได้ยากเหลือเกิน และเมื่อหาได้แล้ว ค่าตัวของพวกเขาก็พุ่งกระฉูดเหมือนกับสิ่งที่ทำได้นั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็น และต้องใช้ความรู้ความสามารถอย่างสูง ทั้งๆ ที่ศาสตร์เหล่านี้ ในประเทศอื่น ถือเป็น standard ของสายงาน
ใครว่าค่าจ้างแรงงานสายไอทีของเมืองไทยต่ำ ผมเถียงคอเป็นเอ็น…
พวกที่ค่าจ้างต่ำ คือพวกที่คุณภาพต่ำเตี้ยเรี่ยดิน… พวกที่คุณภาพสูงทัดเทียมหรือสูสีอารยะประเทศ (ซึ่งหายากโคตร) และค่าตัวแพงกว่าเมืองนอกเห็นๆ
ดีไซเนอร์ที่ดีไซน์สวย มักจะไม่เข้าใจหลัก CSS และยังเขียนเว็บด้วย Table เต็มไปหมด (เป็นเทคโนโลยี HTML 3 ซึ่งล้าหลังไปแล้วประมาณ 6 ปีที่แล้ว) ยังไม่พูดถึง skill การใช้ Photoshop ที่ส่วนใหญ่ “สอบตก” ในแง่ color theory (เลือกใช้ format file และ configuration ให้ถูกต้องกับลักษณะของสีในภาพ) รวมถึงความคล่องในการใช้ tool เพื่อลดเวลาการทำงาน (การทำ masking ภาพ เป็นตัวบ่งบอก skill ของดีไซเนอร์มากที่สุด และเว็บดีไซเนอร์ที่ผมเคยร่วมงานด้วย นับคนได้ ที่ masking ได้ถูกต้องตามหลักการ และยิ่งน้อยลงไปอีกที่รู้จักการใช้ channel ให้เป็นประโยชน์) และที่ร้ายแรงสุดๆ ก็คือ ความเป็นระเบียบในการผลิตงาน มาตรฐานการตั้งชื่อไฟล์ โฟลเดอร์ รวมถึงการวางระบบ stylesheet ที่เป็นระเบียบและใช้งานซ้ำได้ (reusability)
โพสนี้อาจจะเป็นโพสบ่นไร้สาระ และถ้าบังเอิญดีไซเนอร์ หรือนักพัฒนาเว็บท่านไหน ที่คิดว่าตนเองไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ผมได้พาดพิงถึง ผมต้องขอโทษที่ผมพูดพาดพิงถึงสายอาชีพของพวกคุณในแง่ลบ และ… ผมอยากรู้จักพวกคุณมากๆ …!!
อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในฐานะผู้จ้าง กับผู้ว่าจ้าง
แต่เป็นฐานะเพื่อนร่วมสายอาชีพ ที่ผมหา “มืออาชีพ” ได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน
พูดแบบนี้ใช่ว่าผมจะเก่งไปเสียหมดทุกอย่าง ความจริงแล้ว ตัวผมเองเป็นเป็ด ที่ไม่เชี่ยวชาญด้านไหนเลยต่างหาก การที่ผมรู้ว่า สิ่งที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ไม่ได้แปลว่า “ผมทำเป็น” แต่ที่แย่กว่าผมเลย คือคนในสายอาชีพนั้นๆ กลับไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าสิ่งที่ถูกต้อง “ควรเป็นอย่างไร”
จุดสำคัญของปัญหาก็คือ คนเรามักจะมีทั้งเรื่องที่ถนัด และไม่ถนัด เป็นธรรมดาในสังคมมนุษย์ แต่เมื่อไร ที่เราไม่ถนัดในบางเรื่อง เราควรมี choice ในการเลือกคนที่เก่งกว่า มาสานต่อให้งานประสบความสำเร็จได้
นี่เป็น model การ outsourcing ที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่ามันคือการทำงานเป็นทีม ที่มีประสิทธิภาพ และเป็น win-win ที่เด่นชัดที่สุด
แต่ใช้ไม่ได้ในประเทศไทย และวงการไอทีไทย…
เชื่อหรือไม่ว่า ทันใดที่ผมเลิก outsource งานดีไซเนอร์ ให้กับบริษัทที่ทำ Tableless HTML กับ CSS ไม่ได้ เมื่อนั้น ผมก็ไม่เหลือ vendor เว็บดีไซน์ในประเทศไทยอีกเลย… ชีวิตช่างน่าเศร้านะครับ สำหรับเมืองไทย
ทำไมเว็บดีไซเนอร์ส่วนใหญ่ ไม่รู้จัก CSS, Tableless, Sprite CSS ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีทั้งหมดที่ว่ามา มันไม่ได้ยากไปกว่า HTML ที่เคยตั้งหน้าตั้งตาร่ำเรียนกันมาก่อนหน้านี้
และ ทำไมเว็บโปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจ JavaScript, Ajax, Comet ทั้งๆ ที่โค้ดโปรแกรมพวกนี้ มันก็ไม่ได้แตกต่างไปจาก PHP หรือพวก ASP .NET ที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ไซต์ตรงไหน
ยังไม่ต้องพูดถึงศาสตร์ในอนาคตอย่าง Semantic Web, HTML 5 หรือ RDF Schema ที่อีกกี่ปี กว่านักพัฒนาเว็บในเมืองไทยจะรู้จัก, คุ้นเคย และนำมาใช้ประโยชน์
ภาษาอังกฤษเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้…? อาจจะใช่สาเหตุ แต่ไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับพวกเราที่อยู่ในวงการที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลานี้
การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มันเป็นก้าวหนึ่งของการทำงานไม่ใช่หรือ…?
Popularity: 47%
ในโลกแห่งความสับสนวุ่นวาย ณ ปี 2008 นี้ ผมคิดว่าศาสตร์หลักๆ สามอย่าง ขององค์ความรู้ทางธุรกิจที่มนุษย์เคยยึดถือมาตั้งแต่อดีต จนฝังแน่นลงในสามัญสำนึกนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว… และจากจุดนี้ไป กลไกของศาสตร์ทั้งสาม ก็จะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก
สามสิ่งที่ผมพูดถึงก็คือ เสถียรภาพของระบบทุนนิยม, กลไกของเศรษฐศาสตร์มหภาค และ กลยุทธ์ของหลักการตลาด
เริ่มจากเสถียรภาพของระบบทุนนิยมก่อน
แนวคิดทุนนิยมตั้งอยู่บนพื้นฐานของกลไกตลาดเสรี ที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรตามความต้องการของตลาด ของที่มี demand มาก supply น้อย ก็จะราคาสูง… ปัญหาของทุนนิยมที่นักเศรษฐศาสตร์สายมาร์กซิสม์วิพากษ์ ก็คือเป็นระบบที่สร้างความแตกต่างระหว่างชนชั้น และทำให้ช่องว่างระหว่างนายทุน และชนชั้นกรรมาชีพถ่างออกห่างขึ้นเรื่อยๆ
พวกนักคิดฝ่ายทุนนิยมพยายามบอกทางออกว่าการถ่างออกของรายได้ระหว่างชนชั้นนั้น จะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดหนึ่งเท่านั้น (มันจะเป็นไปได้ยังไง (วะ)) ท้ายที่สุดกลุ่มนายทุนจะต้องมีแรงจูงใจที่จะให้กับกลุ่มกรรมาชีพ เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์
สำหรับชาวมาร์กซิสม์ การเพิ่มคุณค่าในสินค้า ก็คือการสร้างความแตกต่างที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างคนรวยและคนจน
แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ในยุคโลกาภิวัฒน์ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ความขัดแย้งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ก็คือกลไกตลาดเสรีของทุนนิยมนั้นได้รับอิทธิพลของนวัตกรรมทางการสื่อสาร ทำให้ตลาดย่อยๆ ทั่วโลกนั้นถูกผนวกรวมเข้าด้วยกันเป็นตลาดใหญ่เพียงตลาดเดียว (ใครอยากลงทุนที่ไหน ขอแค่มีเงินเท่านั้นก็พอ)
และตลาดเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกตลาดเดียวนี้เองที่เป็นตัวเร่งให้เกิดความแตกต่างของชนชั้นมากยิ่งไปกว่าทุนนิยมในอดีตหลายเท่าตัวนัก พูดง่ายๆ ก็คือ “คนรวย” มีอิทธิพลมากกว่าในอดีตมาก… จนทำให้คนกลุ่มใหญ่ของโลก (99%) ได้รับผลกระทบจากกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียว (1%) อย่างร้ายแรงที่สุด ตัวอย่างก็เช่น…
- การทำลายค่าเงินของกลุ่ม hedge fund
- วิกฤต subprime ที่เกิดขึ้นจากการปล่อยกู้นอกระบบของพวกนายทุนธนาคารหน้าเลือด (บางฝ่ายยังเชื่อว่าการปล่อยกู้ให้ผู้มีรายได้น้อยถือเป็นความ “เมตตา″ ดีกว่าให้พวกเขาไปกู้นอกระบบ -_-)
- การขึ้นอย่างไร้เหตุผลของราคาน้ำมันในตลาดโลก
- การเข้าครอบครองทีมฟุตบอลในอังกฤษจากเศรษฐีทั่วโลก (ซึ่งมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดปัญหาฟองสบู่ ในธุรกิจฟุตบอลในอนาคต)
- ฯลฯ
ซึ่งความแตกต่างของโลกยุค “ตลาดเดียว” นี่เองที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เสถียรภาพของการแข่งขันเสรีนั้นสูญเสียไปอย่างถาวร
ต่อมาคือกลไกของเศรษฐศาสตร์มหภาคและกลยุทธ์ทางการตลาด
ผมเคยพูดเรื่องนี้แล้ว ในเรื่อง World 2.0
เรายังทำธุรกิจด้วยมุมมองเดิมๆ ที่มีต่อทุนนิยม, เศรษฐศาสตร์ และการตลาดอยู่หรือเปล่า…?
Popularity: 48%







