Archive for January, 2009

Trent Reznor สมาชิกเพียงคนเดียวของ NIN ปลายปี 2008 เว็บไซต์ Amazon.com ได้จัดอันดับอัลบั้มขายดีประจำปี 2008 อันดับหนึ่งได้แก่อัลบั้ม Ghosts I-IV ของ NIN (Nine Inch Nails)

ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่สิ่งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าแปลกใจสำหรับนักการตลาดหลายๆ คนที่ไม่เชื่อในเรื่องของโลกแห่ง Freemium economy

นั่นก็คือ อัลบั้ม Ghosts I-IV ของ NIN เป็นอัลบั้ม “แจกฟรี” ที่ Trent Reznor — โพรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง นักร้องนำ (เว้นแต่อัลบั้มนี้ไม่มีเสียงร้องเลยแม้แต่เพลงเดียว เป็นดนตรีบรรเลงทั้งหมด) และสมาชิกเพียงคนเดียวของวง NIN — ยินยอมให้คนทั่วโลกดาวน์โหลดไปฟังและแจกจ่ายได้ในรูปแบบของ Creative Commons (เผยแพร่ได้ แต่ห้ามนำไปหากำไรและห้ามดัดแปลง)

แต่กลับกลายเป็นว่า ของแจกฟรี กลายไปเป็นของที่ขายดีที่สุดประจำปี 2008 ของ Amazon.com ไปแล้ว…!?!

เหตุผลใดที่คนยอมจ่ายเงิน $5 เพื่อซื้ออัลบั้มเพลงที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียงซักแดงเดียว…? คำตอบมีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ คุณค่า (Value) ของสินค้าที่สูงค่ากว่าตัวเงิน… เป็นคำตอบที่นักการตลาดควรให้ความสนใจ

PS. สำหรับสังคมไทย โลกแห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ หากจะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้คงต้องกินระยะเวลาอีกยาวนานทีเดียวล่ะ

Popularity: 37%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

msn-icon การทำ CRM จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของ “ใจ” มากกว่าเทคโนโลยี… วันนี้เกิดเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ การเปิดระบบ MSN Chat บนบล็อกของผม…

ถ้าใครสังเกตที่บล็อกของผมจะมีหัว MSN สีเขียวๆ (หรือเทาๆ) ลอยอยู่ เมื่อไรก็ตามที่ผมออนไลน์ เจ้าหัว MSN นั้นจะเปลี่ยนสถานะตามสถานะของ MSN ที่ผมตั้งไว้ ณ ขณะนั้น

ใจจริงที่ผมเปิดระบบ MSN Chat ก็เพื่อหวังจะมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อกของผมบ้าง อยากรู้จัก ทักทายกันตามประสาคนสนใจในเรื่องเดียวกัน แต่ปัญหาที่เกิดก็คือ เมื่อผมสร้างช่องทางติดต่อ (Touch Point) แล้ว ผมควรมีความรับผิดชอบกับการสื่อสารผ่านช่องทางนั้นๆ มากเพียงพอ

เนื่องจากผมเปิดบริการ MSN Chat มาประมาณ 1 เดือน ปรากฏว่าไม่ค่อยมีคนเข้ามาทักทายพูดจากันซักเท่าไหร่ พาลคิดไปว่า คนเข้าเว็บเราอาจจะน้อย หรือไม่ก็ไม่ค่อยอยากคุยกับเราหรือเปล่า สุดท้ายก็ปล่อยผ่านๆ ไปไม่ค่อยได้ไปสนใจ

พอดีเมื่อเช้ามีประชุม ยาวพอสมควร พอประชุมเลิกผมเดินกลับมาที่เครื่องแลปทอปของตัวเอง ปรากฏว่ามีคนเข้ามาทักทายผมผ่านทางเว็บ 4 คน…!! ล้วนทักทายมาจากหน้าบล็อกทั้งนั้น…!!

น่าตกใจมาก และที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ พวกเขาเหล่านั้นเข้ามาทักทายแล้ว ไม่ได้รับการตอบสนองจากผมเลยแม้แต่คำเดียว :-(

และผมก็แน่ใจได้เลยว่าผู้อ่าน 4 ท่านนั้น อาจจะเลือกที่จะไม่พูดคุยกับผมอีกต่อไปแล้ว ด้วยว่าเสียความรู้สึก อุตส่าห์ทัก เจือกหยิ่งไม่ยอมตอบ (ความจริงผมไม่ได้อยู่หน้าเครื่องคร้าบบบ) :-(

ท้ายสุดนี้ผมคงต้องขออภัยสำหรับผู้ที่อุตส่าห์คลิกเพื่อคุยกับผม แต่กลับได้พบเพียงความว่างเปล่า ขอโทษจริงๆ ครับ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปิดช่องทางการติดต่อแล้ว พึงระลึกไว้ว่า นี่คือช่องทางที่กลุ่มลูกค้าอาจจะติดต่อคุณมาจริงๆ เมื่อไรก็ได้..!! และเราควรจะต้องมีความพร้อมที่จะตอบสนองต่อการติดต่อนั้นๆ เสมอ นี่คือ “ใจ” ที่สำคัญกว่าเทคโนโลยีมากมายนัก

ผมสัญญากับตัวเองแล้ว… ว่าผมจะทำให้ดีกว่านี้ครับ :)

Popularity: 33%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

 

เชื่อกันว่าในช่วงเวลาเที่ยงคืนของเมื่อคืนวันที่ 20 มกราคม 2552 ที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย ชาวไทยรวมไปถึงชาวโลกจำนวนมากคงจะจับจ้องอยู่กับงานปฏิญาณตนรับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนที่ 44 ของประเทศสหรัฐอเมริกา และคงอดคิดไม่ได้ว่านี่แหละคือผู้นำของโลก

ในช่วงที่เป็นวิกฤติเศรษฐกิจขาลงของโลกแบบนี้ เชื่อว่าในหลายๆประเทศคงตั้งความหวังว่าประธานาธิบดีผู้มีภาพลักษณ์ที่เด่นชัดในการเป็น Charismatic Leader น่าจะช่วยให้อะไรๆที่แย่อยู่ ได้กระเตื้องขึ้นมาบ้าง

ผมมานั่งคิดตลกๆดูว่า หากจะเปรียบไป โอบาม่า ก็คล้ายกับเป็นสินค้าที่ถูก Differentiate ออกมาจาก Global Company อย่างอเมริกา เพราะเขาเป็นปะธานาธิบดีผิวสีคนแรกของอเมริกา

กระแสความคลั่งไคล้ของเขาโด่งดังแบบที่เรียกได้ว่าเป็น Global Issue อย่างในประเทศญี่ปุ่นก็มีกระแสโอบาม่า ฟีเวอร์ (Obama Fever) ก็มีมากกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนอื่นๆของอเมริกา เช่น

โรงงานญี่ปุ่นหัวใสผลิตหน้ากากโอบามา ขายกระฉูด

โรงงานโอกาวะ รับเบอร์ ในจังหวัดโอมิยะ ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียวผลิตหน้ากากของโอบามา ออกมาจำหน่ายได้แล้วมากกว่า 2,500 ชิ้น ภายในเวลาเดือนเดียว ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน ขณะที่กำลังเร่งมือผลิตออกมาอีก 1,000 ชิ้น นอกจากนี้ ทางโรงงานยังมีหน้ากากของนักการเมืองและคนดังคนอื่น ๆ แต่หน้ากากของโอบามา ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยคาดว่ายอดจำหน่ายจะแซงหน้าหน้ากากของอดีตนายกรัฐมนตรีจุนอิจิโร โคอิซูมิ ซึ่งครองตำแหน่งหน้ากากนักการเมืองที่ขายดีที่สุดในตอนนี้ โดยขายได้ 3,500 ชิ้นในเวลา 2 ปี.-สำนักข่าวไทย 

โอบามา เมืองท่าของญี่ปุ่น ร่วมฉลอง “โอบามา” ก้าวสู่ทำเนียบ ปธน.สหรัฐฯ

เอเอฟพี - จากบาร์ในลอนดอนไปจนถึงเมืองโอบามา เมืองเล็กๆ ในประเทศญี่ปุ่น ดูเหมือนทั้งโลกในวันนี้ (5) ต่างยินดีปรีดาที่ได้เห็น บารัค โอบามา คว้าชัยชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

obama-japan งานฉลองมีขึ้นตามท้องถนน นักเล่นหุ้นเกาะติดน่าจออย่างไม่กะพริบตา และพลเมืองสหรัฐฯที่อาศัยอยู่ในต่างแดนขอมีส่วนร่วมในวันเลือกตั้งในหลายเมืองทั่วโลก ในขณะที่ โอบามา ผู้ สมัครจากพรรคเดโมแครตเอาชนะ จอห์น แมคเคน แห่งรีพับลิกัน เข้าสู่ทำเนียบขาว

สำหรับผู้คนมากกว่า 10 ล้านคน ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวกับกับการเลือกตั้งโดยตรง นี่คือ โอกาสอันดีที่ได้เห็น โอบามา สร้างประวัติศาสตร์ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของสหรัฐฯ
ใน โอบามา เมืองท่าของญี่ปุ่น พลเมืองหลายคนใส่กระโปรงและเต้นระบำฮาวายร่วมฉลองให้กับ โอบามา ที่เกิดในโฮโนลูลู “ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นเพราะ โอบามา มีชื่อตรงกับเมืองของเรา ทว่าแม้เมืองแห่งนี้จะชื่อ แมคเคน ดิฉันก็ยังจะสนับสนุน บารัค โอบามา อยู่ดี” มาซาโยะ อิชิบาชิ นักเต้นระบำ กล่าว

ที่ลอนดอน อเมริกันชนฉวยไส้กรอกและกวัดแกว่งขวดเบียร์แออัดยัดเยียดในบาร์ที่สนับสนุนพรรคเดโมแครต “มันยอดเยี่ยมมากที่ได้ประธานาธิบดีที่มีชื่อเสียง และเมื่อเขาเดินทางไปต่างประเทศ หุ่นของเขาก็จะไม่ถูกเผาด้วย”

มีงานเฉลิมฉลองแบบเดียวกันนี้ทั่วยุโรปตะวันตก โดยในเบอร์ลิน สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นและสื่อมวลชนยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีรายงานว่า มีปาร์ตีขว้างปาแฮมเบอร์เกอร์และนักเก็ตตาม Unter den Linden ถนนสายสวยงามของเบอร์ลิน — ไม่ห่างจากถนนที่มีผู้คนกว่า 200,000 คน ร่วมฟังการปราศรัยของโอบามา ในเดือนกรกฎาคม

ณ ตลาดของกลุ่มคนมีรายได้สูงในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ประเทศที่โอบามาใช้ชีวิตในช่วงเยาว์วัย เดวี อัสมารา โอเอเตโจ อดีตเพื่อนร่วมห้องรำลึกถึงเด็กชายตัวเล็กๆที่เคยบอกว่าเขาต้องการเป็นประธานาธิบดี “มันมหัศจรรย์มาก ผมหมายถึงเราภูมิใจในตัวเขามาก”

โอเอเตโจ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ส.ส.อินโดนีเซีย กล่าว “ในช่วงที่เรายังเด็กมาก เราไม่เคยคิดว่าเขามีความสามารถในการเป็นผู้นำ เขาบอกแต่ว่าเขาต้องการเป็นประธานาธิบดี และเราทุกคนหัวเราะเพราะคิดว่ามันตลกดี”

ในอัฟกานิสถาน ซึ่งทหารสหรัฐฯหลายพันนายยังคงต่อสู่กับกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ และตอลิบาน มีชาวอเมริกัน อัฟกันและเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ ราว 150 คน รวมกลุ่มรอฟังผล ณ โรงแรมเซรีนา — ซึ่งเคยเป็นเป้าโจมตีของมือระเบิดในเดือนมกราคม

ราฟัต ชาวอัฟกานิสถาน เจ้าของบริษัทการเงินและเคยใช้ชีวิตในสหรัฐฯ กล่าวว่ารู้สึกยินดีที่ โอบามา นำความเปลี่ยนแปลงจากประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช “มันเป็นข่าวดีสำหรับชาวสหรัฐฯและอัฟกานิสถาน เราเบื่อหน่าย บุชและนโยบายของเขา ภรรยาของผมโหวตเลือก บุช เมื่อปี 2000 และเรารู้สึกเสียใจตลาด 7 ปีที่ผ่านมา”

งานฉลองได้เริ่มต้นขึ้นในซีดนีย์ ประชาชนหลายร้อยคนรวมตัวกันเข้าไปในงานที่จัดโดยพลเมืองสหรัฐฯที่สนับสนุนเดโมแครต ทำให้คนส่วนหนึ่งล้นไปบนถนน

ด้านชาวคิวบาจำนวนมากติดตรึงอยู่หน้าจอทีวีหลายชั่วโมง บางคนลักลอบจับสัญญาณสถานีโทรทัศน์ของสหรัฐฯอย่างผิดกฎหมายด้วยจานรับสัญญาณดาวเทียว

“ฉันไม่ชอบการเมืองเท่าไหร่” อลิซา พลเมืองฮาวานา วัย 36 ปีกล่าว “แต่การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมาก ถ้า โอบามา ได้รับชัยชนะ หลายสิ่งระหว่าง คิวบาและสหรัฐอเมริกาอาจเริ่มเปลี่ยนแปลง”

ทั้งนี้ ตามบาร์ต่างๆ ในประเทศจีน เนืองแน่นไปด้วยลูกค้า โดยบางร้านได้จัดทำคอกเทลพิเศษเป็นสีแดงและน้ำเงินตัวแทนของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเพื่อเอาใจลูกค้าด้วย ขณะที่ ณ โรงแรมแมริออท มีนักเรียน นักศึกษา และเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน กว่า 600 คนได้รับเชิญจากสถานทูตสหรัฐฯ สาธิตการลงคะแนนเลือกตั้ง ปธน.อเมริกา

ลองมาทบทวนกันสักนิดถึงความเป็นมาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกซึ่งมีเชื้อสายแอฟริกัน - อเมริกัน

เอเจนซี - บารัค โอบามา เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐฯ วันอังคาร (20) ในเวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับ 00.00 น. ของวันพุธ (21) ตามเวลาในไทย)

obama อายุ: 47 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด: 4 สิงหาคม 1961
สถานที่เกิด: เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐฯ
การศึกษา: ปี 1983 สำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโคลอมเบียในนิวยอร์ก / ปี 1991 สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด
ภรรยา: มิเชลล์ โรบินสัน โอบามา
บุตรธิดา: มาเลีย แอนน์ 10 ขวบ และซาชา 7 ขวบ
ศาสนา: คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ยูไนเต็ด เชิร์ช ออฟ ไครสท์
สังกัดพรรค: เดโมแครต
ครอบครัว: บารัค โอบามา ซีเนียร์ บิดาของโอบามาเป็นชาวเคนยาผิวดำ ส่วนแอนน์ ดันแฮม มารดาเป็นชาวอเมริกันผิวขาว ทั้งสองแต่งงานกันขณะศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวายของสหรัฐฯ จากนั้นทั้งคู่หย่าขาดจากกัน ขณะที่โอบามาอายุเพียง 2 ขวบ บิดาของเขาเดินทางกลับเคนยา และทุ่มเททำงานจนกลายเป็นนักเศรษฐศาตร์ชื่อดัง ก่อนจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 1982

ส่วนมารดาของโอบามาแต่งงานใหม่กับโลโล โซโตโร ชาวอินโดนีเซีย โดยย้ายทั้งครอบครัวไปอยู่ที่กรุงจาการ์ตาด้วย โอบามาอยู่ที่อินโดนีเซียจนอายุ 10 ขวบ จากนั้นจึงย้ายกลับมาที่ฮาวาย และอาศัยอยู่กับตายาย โดยได้ทุนเรียนที่สถานศึกษาชื่อดัง “พูนาโฮนู อะเคเดมี”

โอบามามีน้องต่างมารดาอีก 7 คนที่ประเทศเคนยา และมีน้องสาวต่างบิดา 1 คน จากการแต่งงานครั้งที่สองของบิดาและมารดา

อาชีพ: หลังสำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโคลอมเบียในนิวยอร์กในปี 1983 โอบามาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินในมลรัฐนิวยอร์ก และองค์กรเพื่อผู้บริโภคแห่งหนึ่ง 2 ปีต่อมาเขาย้ายมาที่เมืองชิคาโก โดยรับหน้าที่ผู้ดูแลโครงการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรของโบสถ์ อันมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ยากจน

ปี 1988 โอบามาเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ระหว่างนั้น เขาได้รับเลือกให้เป็นประธาน “ฮาร์เวิร์ด ลอว์ รีวิว” วารสารวิชาการด้านกฎหมายอันเลื่องชื่อ ถือเป็นชาวผิวดำคนแรกที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าว ระหว่างนั้นโอบามาทำงานเป็นผู้ช่วยในช่วงฤดูร้อนของบริษัทกฎหมายซิดเลย์ ออสติน ในชิคาโก อันเป็นสถานที่ซึ่งเข้าพบกับภรรยา หลังสำเร็จการศึกษาในปี 1991 โอบามาทำงานว่าความด้านกฎหมายสิทธิพลเมืองในบริษัทกฎหมายเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เมืองชิคาโก ก่อนจะมาเป็นอาจารย์สอนกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มหาวิทยาลัยชิคาโก

ตำแหน่งจากการเลือกตั้ง: โอบามาได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาของมลรัฐอิลลินอยส์ในปี 1996 ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในวุฒิสภาท้องถิ่นแห่งนี้ โอบามามุ่งมั่นผลักดันกฎหมายด้านสวัสดิการสังคมและจริยธรรม ตลอดจนกฎหมายที่บังคับให้มีการบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและการสารภาพผิดในคดีฆาตกรรม

โอบามาชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ ในปี 2004 โดยได้คะแนนเสียงถึง 53 เปอร์เซ็นต์ และเบียดเอาชนะคู่แข่งอีก 7 คน ในศึกเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อสรรหาตัวแทนพรรค ก่อนจะลอยลำเอาชนะผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่น ในสนามเลือกตั้งทั่วไป ขณะดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ โอบามาสั่งสมประวัติการลงคะแนนแบบผู้ที่มีแนวคิดเสรีนิยม และเคยคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งผู้พิพากษา 2 คน ในศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน

เนชั่นเนล เจอร์นัล ซึ่งเป็นนิตยสารสายกลาง เคยจัดอันดับให้โอบามาเป็นวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยมมากที่สุดเมื่อช่วงต้นปีนี้ โดยประเมินจากประวัติการลงคะแนนเสียงในปี 2007 นอกจากนี้ โอบามายังเคยติดอันดับ 10 สุดยอดนักการเมืองสายเสรีในปี 2006 และอันดับ 16 ในปี 2005

เส้นทางสู่ทำเนียบขาว: โอบามาประกาศลงสมัครแข่งขันเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อต้นเดือนกุมพาพันธ์ (10) ปีที่แล้ว และแม้ว่าตั้งแต่เริ่มต้น ฮิลลารี คลินตัน วุฒิสมาชิกมลรัฐนิวยอร์ก จะถูกมองในฐานะตัวเต็งของศึกตัวแทนพรรคครั้งนี้ แต่โอบามาได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการระดมเงินทุนหาเสียงจำนวนมหาศาลและการดึงดูดใจมวลชนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งหลงใหลความสามารถในเชิงด้านวาทศิลป์ของหนุ่มผิวเข้าผู้นี้ ตลอดจนจุดยืนในการต่อต้านสงครามอิรัก และการให้คำมั่นจะออกจากกรอบการทำงานทางการเมืองแบบเดิม ๆ ซึ่งยึดติดกับการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

NN_27obama2

โอบามาเก็บชัยชนะจากสนามเลือกตั้งขั้นต้นสนามแรกของพรรคเดโมแครตที่มลรัฐไอโอวาเมื่อต้นปีที่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถกำชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด จนกระทั่งเสร็จสิ้นการเลือกตั้งในมลรัฐท้าย ๆ เมื่อเดือนมิถุนายน ระหว่างขับเคี่ยวอย่างสูสีกับคลินตัน โอบามาต้องชี้แจง หลังถูกกล่าวหาว่าแสดงความเห็นดูหมิ่นผู้ออกเสียงในชนบท มิหนำซ้ำยังต้องตีตัวออกห่างจากคำพูดรุนแรงเรื่องเชื้อชาติของเจเรมีอาห์ ไรท์ อดีตนักเทศน์ที่ครอบครัวของโอบามาให้ความเคารพ

หลังตอบรับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่เมืองเดนเวอร์เมื่อเดือนสิงหาคม โอบามาต้องขับเคี่ยวกับจอห์น แมคเคน ผู้สมัครจากรีพับลิกันในศึกเลือกตั้งผู้นำประเทศ โดยตอนที่แต่แมคเคนเลือกแซราห์ แพลิน มาเป็นคู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ทำให้คะแนนความนิยมของวุฒิสมาชิกมลรัฐแอริโซนาผู้นี้ แซงขึ้นมานำโด่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหล่นลงมาตามหลังโอบามา เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและข้อกังขาเรื่องคุณสมบัติต่าง ๆ ของแพลิน

โอบามาชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยได้คะแนนเสียงป๊อปปูลาร์โหวตถึง 53 เปอร์เซ็นต์

จากนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า สินค้าตัวใหม่จากอเมริกาชินนี้ จะถูกใจชาวโลกขนาดไหน…

 

อ้างอิง

http://news.mcot.net/international/inside.php?value=bmlkPTI0NzQ0Jm50eXBlPWNsaXA=

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000006871

http://www.j-doramanga.com/news_detail.php?id=1402

Popularity: 23%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

โพสนี้ผมคิดจะพูดเรื่องการริเริ่มหันหลังให้กับการตลาดแบบฟองสบู่…

แต่ทว่า การตลาดแบบฟองสบู่หมายถึงอะไร…? อยากให้ลองเสียเวลาทำความเข้าใจคำว่าฟองสบู่ในความหมายของผมซักนิด

การตลาดแบบฟองสบู่ (Marketing Bubble) คือ การลงทุนทางการตลาด ที่มีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ผลตอบแทนต่ำลงทุกๆ วัน พูดง่ายๆ ก็คือ เกิดภาวะ “เฟ้อ (Inflation)” ของการลงทุนทางการตลาด

แม้ต้นทุนทางการตลาด ณ ปัจจุบัน อาจไม่สูงขึ้นกระฉูดเหมือนฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในวิกฤติ subprime ที่กำลังเกิดขึ้น หรือไม่แม้แต่จะเทียบเท่าราคาหุ้นในวิกฤติ NASDAQ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ถ้าเราลองมองในทางกลับกัน คือผลตอบแทนต่อการลงทุนทางการตลาดนั้น นับวันจะยิ่งลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ และลดลงในอัตราที่สูงแปรผันตรงกับปริมาณสื่อที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว..!!

(พูดอีกแง่หนึ่ง ในแง่ของฟองสบู่การตลาดนั้น ขนาดของฟองสบู่ มิได้ใหญ่ขึ้นรวดเร็วจนมันแตกตัว.. แต่ทว่าแรงดันของอากาศภายในฟองสบู่ สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งก็ทำให้มันแตกได้เร็วพอๆ กัน)

ข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดถึงผลตอบแทนทางการลงทุนที่ต่ำลง ก็คือปรากฏการณ์ Attention Crisis ที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์ทั่วโลก นั่นก็คือ…

ความจริงที่ว่า.. การบริโภคสื่อที่มากจนเกินไปในแต่ละวัน ทำให้การจดจำสื่อ และตอบสนองต่อสื่อ ของผู้บริโภคมีประสิทธิภาพด้อยลง

…(อ่านเรื่อง Attention Crisis ได้ใน World 2.0)

ปรากฏการณ์ทางการตลาดยอดนิยมอย่าง Guerilla Marketing ที่กำลังได้รับความสนใจในประเทศไทยอยู่ขณะนี้ ก็เป็นสิ่งที่ชี้นำให้เห็นถึงการด้อยประสิทธิภาพของสื่อโฆษณาในภาวะ Attention Crisis และเป็นการหาทางออกใหม่ของการทำการตลาดอย่างแท้จริง

ผมเสียดายเพียงอย่างเดียว ที่ยังไม่มี math ที่จะมาพิสูจน์ความจริง ที่ค่าของ ROMI (Return on Marketing Investment) ลดลง เพื่อมาเป็นหลักฐานยืนยันความคิดของผม ที่ว่าฟองสบู่ที่กำลังจะแตกตัวทุกวันนี้ได้ เนื่องจากการประเมินผลการลงทุนทางการตลาดเป็นกิจกรรมที่ยากมากในความเป็นจริง เพราะนักการตลาดยังขาดเครื่องมือการประเมินผล ROMI ที่มีประสิทธิภาพ

แต่ลองใช้สายตามองภาพรวมกันดู ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงคล้อยตามกับผม ว่าการจ่ายเงินก้อนขนาดมหาศาลให้กับเอเยนซี่โฆษณา การจัดอีเวนต์ การลงโฆษณาสื่อต่างๆ เริ่มมีราคาแพงขึ้น และผลตอบแทนต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากความจริงที่ว่า มนุษย์ในโลกนี้มีความสามารถในการบริโภคข้อมูลข่าวสารได้อย่างจำกัด ในขณะที่ระบบทุนนิยมเอื้อให้เกิดการแข่งขันเสรี ที่มีการแข่งขันที่ดุเดือดเกิดขึ้นมากเรื่อยๆ (จนทำให้เกิดกระแส Blue Ocean ขึ้นมาในประเทศไทยเป็นเวลาสั้นๆ)

การแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวันไม่เพียงแต่จะทำให้ปริมาณสื่อที่วิ่งผ่านสมองของผู้บริโภคมากขึ้นเท่านั้น ยังเกิดการเกทับบลัฟแหลก ในการทำโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทุ่มโฆษณาอย่างบ้าคลั่ง ระหว่างคู่แข่งสองราย.. ที่ใครทำให้คนหันมาฟังได้มากกว่า คนนั้นชนะ

ไม่เพียงเท่านี้ หลายคนคิดว่า ทุกๆ การแข่งขัน มักจะเกิดผู้พ่ายแพ้ขึ้นเสมอ เมื่อผู้พ่ายแพ้หันหลังให้กับตลาด และจากไป เทียบกับผู้มาใหม่ ที่เข้ามาแข่งขัน ย่อมจะทำให้เกิดสมดุลในตัวผู้เล่น ซึ่งความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย..

ความจริงแล้ว สมดุลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แน่นอนว่า ผู้เล่นที่พ่ายแพ้ อาจจะมีเยอะกว่าผู้ชนะด้วยซ้ำ แต่ยิ่งผู้เล่นในตลาดเหลือน้อย เขาเหล่านั้นย่อมแข็งแกร่งขึ้น เมื่อแข็งแกร่งขึ้น ตามกลไกของทุนนิยมแล้ว เขาก็ย่อมสามารถทำการ “ทุ่ม” ในการทำการตลาดได้อย่างบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น นี่เป็นกฏพื้นฐานของทุนนิยมแบบเก่า นั่นก็คือ ใครสายป่านยาวกว่า เป็นผู้ชนะ.. ท้ายสุดการลงทุนทางการตลาด ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ กับกฏที่ว่า..

ในสภาวการณ์เศรษฐกิจที่เป็นปกติ แม้ผู้เล่นจะน้อยลง แต่วงเงินทางการตลาดจะสูงขึ้นเสมอ (คนที่ยิ้มแก้มปริ คือเอเยนซี่กับสื่อ)

ยังไม่นับรวมถึง new comers ใหม่ๆ ที่เป็นยักษ์ใหญ่จากอุตสาหกรรมอื่น ที่เห็นส่วนแบ่งการตลาดที่เป็นไปได้ในอุตสาหกรรมใหม่ แล้วเกิดน้ำลายไหล อยากเข้ามาแจมเพื่อแบ่งเค้ก

ท้ายที่สุดแล้ว ทุนนิยมแบบเก่า จึงเหลือเพียงยักษ์ใหญ่ ที่พร้อมแลกทุกสิ่งทุกอย่างไปกับการขยายฟองสบู่ทางการตลาดให้ใหญ่ขึ้นทุกๆ วัน แล้วปลาเล็กที่เหลืออีก 99% จะทำอย่างไร เพื่อความอยู่รอด…?

การเริ่มต้นหันหลังให้กับการตลาดแบบฟองสบู่ จึงเป็นทางเลือกที่ไม่ใหม่ ในอดีต ปลาเล็กต่างล้วนใช้กลยุทธ์นี้มานานแล้ว แต่ในยุคหลังทุนนิยมนี้ ปลาใหญ่ควรเริ่มมองเห็นข้อผิดพลาดในการทำการตลาดของตนเอง และหันมาให้ความสนใจกับการลดขนาดของฟองสบู่ (ลดการลงทุนทางการตลาดอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนทางการตลาดที่สมเหตุสมผล) ไปพร้อมๆ กับการลดความดันอากาศภายในฟองสบู่ (เพิ่มอัตราผลตอบแทนทางการตลาดให้คุ้มค่ากับการลงทุนมากขึ้น) ด้วย…

วิธีการมีมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสนใจกับการทำตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ต้นทุนต่ำกว่า อย่าง new media (ไม่ว่าจะเป็น pay per click, SEO, direct marketing ที่ถูกต้องตามแนวทาง ฯลฯ), ใช้กลยุทธ์อย่าง Guerilla Marketing

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหลังจากอ่านแนวความคิดนี้ก็คือ.. ธุรกิจส่วนใหญ่ ยังไม่หันมาสนใจการตลาดแนวใหม่ เราเริ่มก่อนน่าจะมีความเสี่ยงสูง

พอคิดซะอย่างนี้ แล้วก็ล้มเลิกไปบู๊กันต่อในทะเลแดงให้ตายกันไปข้าง

ต่อปัญหาข้อนี้ ผมชอบแนวคิดของชาร์ล ดาร์วิน บิดาแห่งวิวัฒนาการครับ.. ดาร์วินบอกไว้ว่า “ทุกๆ การอยู่รอดในการแข่งขัน ผู้เข้มแข็ง จะมีจำนวนน้อยกว่าผู้อ่อนแอเสมอ…”

คุณอยากเป็นคนหมู่มาก หรือคนหมู่น้อย…?

อ่านโพสที่เกี่ยวข้อง

Popularity: 46%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ความผิดพลาดของนักการตลาดที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือ การวางแผนการตลาดแบบแยกขาดจากกัน คนทำ AdWords ก็ทำไป คนวางแผนสื่ออื่นๆ ก็วางแผนกันไป พวก direct marketing หรือ database marketing ก็สนใจทำแต่ newsletter, พวกโฆษณา banner ก็เอาแต่สนใจเรื่อง impression, พวกทำ offline อย่างนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ยิ่งแล้วใหญ่ แทบไม่ได้มีการมองภาพรวม และวางแผนโฆษณาโดยรวมกับสื่ออย่าง new media เลย (นี่เป็นปัญหาที่ผมเจอในธุรกิจให้คำปรึกษา.. มันยากมากหรือไง ที่จะทำ media planning พร้อมๆ กัน.. จริงๆ ผมก็ยังไม่เข้าใจกับนักการตลาดซักเท่าไหร่)

ทำไมเราไม่มองภาพการทำการตลาดแบบองค์รวม โดยรวมสื่อใหม่ (new media) เข้าไปกับสื่อเก่าด้วย  รวม AdWords, direct marketing, social network, RSS และสื่อออฟไลน์ต่างๆ เข้าด้วยกัน

  • เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาที่ว่า… แคมเปญทีวีจะ launch พรุ่งนี้นะครับ ช่วยโปรโมตขึ้นเว็บภายในคืนนี้ด้วย..!! (เอาแค่ JPG แปะหน้าจอแล้วกันนะครับ มีเวลาให้ 1 ชม. เนี่ย)
  • อีเวนต์จะเปิดตัววันที่ 1 นี้แล้วครับ ทางเว็บจะทำอะไรได้บ้าง ขอ interactive หรูๆ ไฮโซๆ นะ..!! (มาบอกตอนที่คุณคิดทุกอย่างไปหมดแล้ว.. ผมจะทำอะไรได้ นอกจากตามพวกคุณ)

ทำไม new media จะต้องเป็นผู้ตามตลอดด้วยครับ..? ทำไมไม่เดินไปพร้อมๆ กัน (หรือให้เว็บนำหน้าบ้าง ในบางครั้ง) ถ้าคุณมองเว็บเป็นช้างเท้าหลังไปตลอด คุณก็จะไม่มีทางสร้างสรรค์เว็บออกมาเป็นช่องทางการตลาดที่มีคุณภาพได้หรอก และสุดท้ายคุณก็จะโทษเว็บไซต์ว่าเป็นสื่อที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงมันกลับกัน

คนใช้สื่อต่างหากที่ใช้ไม่เป็น..!

การมัวแต่รอให้ new media วิ่งตามทีวี นิตยสาร และ อีเวนต์ เป็นเรื่องที่ถ่วงความเจริญของเว็บไซต์อย่างรุนแรง หน้าที่ของเว็บของคุณ มีเพียงแค่โชว์ Gallery ภาพถ่ายพีอาร์ของอีเวนต์เปิดตัวแคมเปญเท่านั้น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วคุณทำอะไรกับเว็บไซต์ได้มากกว่านั้น..

..ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายช่วงตัว..!!

PS. ถ้าสนใจวิธีการประเมินผลการตลาดแบบองค์รวม ผมแนะนำโพสนี้

Popularity: 45%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

Martin Wolf เคยพูดไว้ว่า…

In particular, CSR mixes up three quite distinct ideas: intelligent operation of a business; charity; and bearing of costly burdens for the benefit of society at large. The first is essential; the second is optional; and the third is impossible…

แปลความง่ายๆ ก็คือ ปกติแล้ว CSR มักเป็นส่วนผสมของไอเดียสามอย่าง นั่นก็คือ

  • แนวทางการทำธุรกิจที่ชาญฉลาด ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม (ไม่ต้องมีกิจกรรมพิเศษ ไม่ต้องมีผ้าห่มให้คนยากไร้ ตัวธุรกิจเองเป็นกิจกรรมที่ช่วยเหลือสังคมอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจ Recycle ขยะ, ธุรกิจพลังงานทดแทน)
  • การบริจาค (หรือการช่วยเหลือใดๆ เช่น แจกผ้าห่ม กิจกรรมพิเศษเก็บขยะวันพ่อ ฯลฯ)
  • การทนแบกรับต้นทุนเพื่อตอบแทนอะไรบางอย่างแก่สังคม (เช่น เพิ่มระบบบำบัดน้ำเสียพิเศษในโรงงาน ทั้งๆ ที่คู่แข่งทั่วโลกไม่มีใครทำกัน)

Wolf บอกตรงๆ ไม่อ้อมค้อมว่า ไอเดียแรกเป็นเรืองที่สมควรให้ความสำคัญมาก, ไอเดียที่สองถ้าทำได้ก็ดี ส่วนไอเดียที่สาม เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย…

แล้วใครจะเถียงล่ะ… :-)

Popularity: 28%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google