Archive for November, 2008

regis-mckenna เมื่อช่วงอาทิตย์ก่อน เพื่อนของผมที่เพิ่งย้ายงานใหม่ไปทำกับเอเยนซี่ด้านไอเอ็มซี มันโทรหาผมแทบจะทุกวันวันละสามเวลา จริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะผมเก่งหรือรอบรู้ สามารถให้คำปรึกษาอะไรได้มากมายหรอกครับ เป้าหมายหลักของเพื่อนผมคือเพียงแค่ต้องการ “บ่น บ่น และ บ่น”

ไอ้ที่บ่นนี่ก็เนื่องมาจากบริษัทของมันกำลังพยายามขยายสายงานใหม่ มาทำด้านสื่อใหม่ (new media) และผมเองคลุกคลีกับสื่อใหม่มานาน จึงกลายเป็นถังขยะฟังได้ รวมถึงไบเบิ้ลพูดได้ให้มันไปในเวลาเดียวกัน

ปัญหาของเพื่อนผมก็คือ มันหงุดหงิดกับแนวคิดของบริษัทเอเยนซี่ ที่ยึดติดกับมุมมองเก่าๆ แต่กลับพยายามเข้าสู่วงการสื่อใหม่ ทำให้การทำงานมีอุปสรรค รวมถึงทีม outsource ที่ทำงานเว็บไซต์ให้บริษัทของมันนั้นมีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสื่อใหม่ที่จำกัด มีปัญหาเรื่องการดีไซน์เว็บ การเขียนโปรแกรม รวมถึงการทำ Afiliate Marketing พื้นฐาน นอกจากนี้หัวหน้าของเขาซึ่งเติบโตมาจากเอเยนซี่ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ก็ไม่พยายามจะทำความเข้าใจสื่อใหม่ แต่กลับโยนภาระให้เพื่อนของผมรับผิดชอบคนเดียวทั้งหมด โปรเจคเล็กๆ ของมันที่ควรจะจบภายใน 2-3 อาทิตย์ถึงกับต้องถูกยืดเยื้อไปจนไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ

(ช่วงนี้ฟังมันบ่นทุกวันๆ จนคำว่า เอเยนซี่ กลายเป็นของแสลงหูไปแล้ว)

Read the rest of this entry »

Popularity: 36%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

เห็นสภาวะการเมืองแบบนี้ในประเทศไทย ผมก็อ่อนแรงจนไม่สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมืองกับใครได้อีก เหล่าเพื่อนพ้องทั้งเหลืองแดง ห้ำหั่นทางความคิดจะเป็นจะตาย ทำลายมิตรภาพระหว่างเพื่อนจนย่อยยับเพราะปัจจัยเหตุอันไม่สมควร

ผมเชื่อว่าประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเสมอ หลายๆ คนเคยอ่านสามก๊กกันมาบ้าง แต่อาจจะมีเพียงแค่ไม่กี่คน ที่รู้ที่มาก่อนยุคสามก๊ก สาเหตุที่ราชวงศ์ฮั่นล่มสลาย ที่มาของโจรโพกผ้าเหลือง และที่มาของก๊กเหล่าทั้งสาม

เลยอยากยกบทความที่คุณนิติภูมิเคยเขียนไว้ มาเป็นบทเรียน ทั้งเหลืองและแดง หากมีใครทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ซักนิด จะรู้ว่าล้อเกวียนของเวลา กำลังจะซ้ำรอยเดิมแล้ว

ณ ที่นี่ ประเทศไทย…

Read the rest of this entry »

Popularity: 32%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx) ช่วงนี้เพื่อนๆ ของผมเครียดกันพอสมควร เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกและการเมืองไทย ที่กำลังจะล่มสลายไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่คาร์ล มาร์กซวิพากษ์ถึงการล่มสลายของระบบทุนนิยมน่าจะเกิดขึ้นจริงในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ หลังวิกฤตการเงินกำลังเริ่มส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลก

มาร์กซให้ความเห็นว่า กลุ่มนายทุน แตกต่างกับพ่อค้า ตรงที่ว่านายทุนใช้ส่วนต่างของต้นทุนแรงงานกับราคาสินค้าเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง ในขณะที่พ่อค้าใช้ส่วนต่างของอุปสงค์และอุปทานของตลาดที่แตกต่างกันสองตลาดเพื่อหาส่วนต่างของกำไร

ความแตกต่างตรงนี้เองที่ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างนายทุน กับชนชั้นกรรมาชีพ หลายๆ คนอาจมองว่าเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะล่มสลายในปัจจุบัน ไปเกี่ยวเนื่องกับชนชั้นกรรมาชีพอย่างไร

ในความเข้าใจเศรษฐศาสตร์มหภาคอันน้อยนิดของผม เริ่มจากว่า วิกฤต subprime ของอเมริกาที่ใครๆ ชี้ให้เห็นว่าเป็นต้นเหตุแห่งการล่มสลายของระบบทุนนิยมนั้นที่จริงเป็นแค่ปลายเหตุที่มาจากการเก็งกำไรทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลายาวนาน (ไม่ว่าจะราคาน้ำมัน ตลาดทุน ตลาดเงิน ฯลฯ) ของกลุ่มนายทุนมหาอำนาจที่ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือทางการเงินประเภทใหม่ที่ใช้ในการสร้างความแตกต่าง “ระหว่างต้นทุนแรงงานกับราคาสินค้า″ ตามทฤษฏีของมาร์กซ

ไม่มีเครื่องมือใดๆ ในโลกนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นนายทุนอุตสาหกรรมใดๆ ในโลก ที่จะสร้างมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) ได้จากความแตกต่างของต้นทุนและราคาขาย เมื่อเทียบกับการเก็งกำไรที่แม้แต่คนๆ เดียวไม่ต้องมีต้นทุนแรงงานใดๆ ก็สามารถทำได้

ไม่มีการกดขี่ ไม่มีการขูดรีดแรงงาน เหมือนอย่างที่มาร์กซกลัว…

มีเพียงสิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้น คือการเล่นกับมโนคติของชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกที่หวังรวย (ประเทศไทยก็น่าจะถือเป็นชนชั้นกรรมาชีพประเภทหนึ่ง ที่อยากมั่งคั่งจากเงินลงทุนจากต่างชาติกันจนตัวสั่น)

ผลกระทบลูกโซ่ที่ตามมาจากการขึ้นของราคาน้ำมัน ก็คือ สภาวะเศรษฐกิจชะงักงันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทั่วโลก และตามมาด้วยการลดดอกเบี้ยระลอกใหญ่จากเฟด เมื่อดอกเบี้ยลดลงจนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ก็จะเกิดภาวะเงินด้อยค่า จนคนส่วนใหญ่เลือกที่จะเปลี่ยนเงินสดในมือไปเป็นสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งหนีไม่พ้นอสังหาริมทรัพย์ ราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก demand เทียม

การกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไรอย่างไม่ลืมหูลืมตาก็เริ่มขึ้น ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ นายทุนธนาคารรู้ทั้งรู้ว่าราคาอสังหาที่สูงขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจาก demand จริง แต่ก็ยังหลับหูหลับตาหากำไรใส่ตัว แต่ใช่ว่ากลุ่มคนพวกนี้จะไม่สนใจกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับหลักทรัพย์ค้ำประกันห่วยๆ อย่างบ้านและที่ดินที่ราคาสูงกว่าความจริงเกือบเท่าตัว

การเล่นแร่แปรธาตุจึงเกิดขึ้น ความเสี่ยงก้อนใหญ่หลายๆ ก้อนถูกปั้นรวมกันแล้วแต่งหน้าแต่งตาเป็นตราสารหนี้หน้าตาดี แจกจ่ายไปยังนักลงทุนทั่วโลก ในรูปของหนี้ที่มีหลักทรัพย์ (ห่วยๆ) ค้ำประกัน (CDOs)

กำไรตกอยู่กับนายทุนนักเล่นแร่แปรธาตุ และเวรกรรมก็ตกอยู่กับเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการล่มสลายของระบบทุนนิยมก็กำลังมาเยือนพวกเราอยู่ตรงหน้าแล้ว สิ่งที่เราเห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังล่มสลาย จริงๆ แล้วเป็นเพียงการถ่างออกอย่างสุดขั้วระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพตามกฏของมาร์กซเท่านั้น เพียงแต่ทุนนิยมช่วงอายุขัยสุดท้ายนี้ อัตราส่วนระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพไม่ใช่กฏ 80/20 ของพาเลโตอีกแล้ว แต่กำลังมุ่งไปสู่กฏ 99/1 นั่นก็คือ คนเพียง 1% จะมีทรัพย์สิน 99% ของทั้งโลก และคน 99% ของทั้งโลก จะมีทรัพย์สินเพียงแค่ 1% ที่เหลือ 99% ที่กำลังจะตายนั้น จึงมองเหมือนโลกทั้งโลกไปอย่างไม่ต้องสงสัย

เศรษฐกิจโลกจะล่มสลายหรือไม่ ไม่ใช่คำถามที่จะมานั่งสงสัยกันแล้วครับ คำถามที่เราควรมานั่งสงสัย มานั่งคิดหาคำตอบกันก็คือ เราจะปรับกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจอย่างไร หลังยุคล่มสลายของระบบทุนนิยมที่ยืนยาวมานานหลายร้อยปี…?!?

The New Paradigm for Financial Markets - George Sorosโซรอส ได้นำเสนอทฤษฏี Reflexivity Theory ในหนังสือของเขา ว่าด้วยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองเศรษฐศาสตร์เสียใหม่ ในเมื่อทุนนิยมอยู่ไม่รอดแล้ว เหตุใดจึงต้อพยายามยื้อยุดฉุดดึง

หลายคนยังมองโลกในกระบวนทัศน์เดิม นั่นก็คือ หาวิธีแก้ปัญหาให้ระบบทุนนิยมอยู่รอดปลอดภัย…?!? โดยการทุ่มเม็ดเงินจำนวนไม่อั้น…?!? เพื่อยื้อลมหายใจสุดท้ายของคนป่วยที่เป็นมะเร็งระยะท้ายสุด นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก พยายามหายาแก้มะเร็งที่ผมไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง (พวกคุณเองมิใช่หรือที่ยัดเยียดแต่ Junk Food สร้างอนุมูลอิสระจำนวนมหาศาลให้เศรษฐกิจโลก…?)

ในขณะที่ผมพยายามบอกคนใกล้ตัว ให้เตรียมพร้อมเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองโลกและการทำธุรกิจใหม่ ที่ละจุดเพื่อให้พวกเราเป็นกลุ่ม “ผู้รอด” ในยุคหลังทุนนิยม (Post-Capitalism) ตามกฏการคัดเลือกจากธรรมชาติของชาร์ล ดาร์วิน

สำหรับผมเอง การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระบบการเงิน หรือเศรษฐกิจ เพราะทุกระบบที่ว่ามามีพื้นฐานจากระบบธุรกิจ และปัจจัยที่สำคัญที่สุดของระบบธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างทางด้านราคามากที่สุด นั่นก็คือเรื่องของ “การตลาด”

โพสต่อไปผมจะมาต่อเรื่องการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในก้าวแรก นั่นคือการริเริ่ม “หันหลังให้กับการตลาดแบบฟองสบู่”

ยังไม่สายไป สำหรับการเปลี่ยนความคิดครับ…

อ่านโพสที่เกี่ยวข้อง

Popularity: 33%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

โครงข่ายประสาทเทียม ภาพประกอบจาก <a href="http://www.jasonernst.com/2008/04/03/computer-science-a-science/">http://www.jasonernst.com/2008/04/03/computer-science-a-science/</a> ไม่ได้เขียนบล็อกมานานมาก เพราะงานส่วนพัฒนาซอฟต์แวร์ดึงเวลาส่วนตัวหายไปหมด ช่วงหลังๆ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า ว่ามีคนให้ความสนใจในการตลาดแนวใหม่ เพิ่มมากพอสมควร

ทั้งได้รับคำถามจากเพื่อนร่วมวงการ (และนอกวงการ) รวมถึงแนวโน้มของลูกค้าที่เริ่มใส่ใจกับศาสตร์ใหม่ๆ ที่เมื่อก่อนผมพูดถึงทีไร เบือนหน้าหนีกันไปทุกที

หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจของการตลาดใหม่ ก็คือการตลาดที่พึ่งพิงองค์ความรู้ (Knowledge-Based Marketing)

พูดกันให้สั้นๆ เข้าใจง่าย คือ การทำธุรกรรมใดๆ ทั้งในแง่การตลาดและนอกเหนือการตลาด เราจะได้ข้อมูลดิบกลับมาเสมอ ความสามารถในการเก็บรวบรวมข้อมูลดิบที่เกิดจากธุรกรรม เพื่อนำข้อมูลดิบดังกล่าวมาวิเคราะห์ และสรุปผลในเชิงการตลาด

ผมเองโดยส่วนตัวแบ่ง Knowledge-Based Marketing ออกเป็น 3 ระดับกว้างๆ

  • Data Analysis การรวมรวบ วิเคราะห์ ข้อมูลดิบ และทำการแปลงข้อมูลเชิงปริมาณออกมาเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น การสรุปยอดขาย การวิเคราะห์สถิติเว็บไซต์ การทำ Balanced Scorecard หรือ KPI รวมไปถึงการทำ Forecasting ประเภทต่างๆ ที่ใช้กลไกทางสถิติ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดโดยวิธี Data Analysis ทั้งสิ้น
  • Data Mining เป็นอีกขั้นของการทำ Knowledge-Based Marketing นั่นก็คือใช้คณิตศาสตร์และสถิติขั้นสูงในการหาความสัมพันธ์หรือการจับกลุ่มของข้อมูลในคลังข้อมูล (Data Warehouse) โดยใช้กฏการเชื่อมโยงในรูปแบบต่างๆ เช่นความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น พ่อบ้านที่ชอบซื้อเบียร์ มักจะซื้อผ้าอ้อมด้วย, หนังสือในอเมซอนที่มีการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเว็บไซต์กับหนังสือ (คนที่เคยอ่าน A สนใจอ่าน B ด้วย, คนที่เคยซื้อ C สนใจอ่าน D ด้วย, คนที่เคยอ่าน E ซื้อ F, คนที่เคยสนใจ F แอด wish list G ฯลฯ)
  • Pattern Discovery เป็นแนวทางที่เหมือนกับ Data Mining แตกต่างกันตรงที่แนวทางในการจำแนกความสัมพันธ์หรือการจับกลุ่มของข้อมูลใช้เทคนิคขั้นสูงในการคำนวณทางคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะศาสตร์ทางด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เช่น การใช้โครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network) ซึ่งเป็นแบบจำลองเส้นใยประสาทภายในสมองของมนุษย์ เพื่อนำไปเรียนรู้คาดเดาพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าใน Supermarket, พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อออกโปรโมชั่นที่เกิดประโยชน์กับลูกค้าสูงสุด

เครื่องมือที่ใช้ในการทำการตลาดแบบ Knowledge-Based Marketing ในยุคนี้ก็แผ่กว้างไปในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมพื้นฐานอย่าง Microsoft Excel, SPSS โปรแกรมที่เน้นด้านการทำ Business Intelligence อย่าง Cognos, Hyperian รวมถึงโปรแกรมทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงอย่าง MatLab, Clementine

ในอนาคต วิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ประยุกต์ กับเครื่องมือทางการตลาดจะผูกโยงเชื่อมถึงกันอย่างไม่เคยนึกถึงมาก่อนครับ

ในตอนหน้าผมจะยกตัวอย่างการทำ Pattern Discovery ด้วยโครงข่ายประสาทเทียม เพื่อดึงความสัมพันธ์ประหลาดของข้อมูลดิบทางการตลาดออกมาให้ดูพอเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจ

Popularity: 40%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google