Archive for October, 2008

ผมเคยอ่านเจอจากบล็อกของใครซักคน…

จากกฏของมัวร์ ต้นทุนและราคาขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และรุนแรงของสินค้าเทคโนโลยี (ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับสินค้าทั้งหมด) ทำไมจึงไม่ถ่วงดุลให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของโลกลดลงบ้าง…?

นั่นสิ…? ทำไมนะ…?

Popularity: 42%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ผมเป็นคนที่ติดตามแนวความคิดของ Chris Anderson มาเป็นระยะเวลาพอสมควร ระยะหลัง Chris วางแนวคิดในเรื่อง Freemium Economy และตอกย้ำข้อเท็จจริงของทฤษฏีของเขาด้วยโพสต่างๆ ในบล็อก The Long Tail

และโพสนี้เป็นโพสที่น่าสนใจเกี่ยวกับมหาเศรษฐี Top 400 ที่ถูกจัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes มีทั้งหมด 14 คน ที่ทำธุรกิจบนพื้นฐานของการแจกฟรี…

  • #13 Sergey Brin $15.9 billion, Google
  • #14 Larry Page $15.8 billion, Google
  • #54 Pierre Omidyar $6.3 billion, eBay
  • #59 Eric Schmidt, $5.9 billion, Google
  • #155 Oprah Winfrey, $2.7 billion, free-to-air TV
  • #161 Mark Cuban, $2.6 billion, Broadcast.com
  • #246 Omid Kordestani, $1.9 billion, Google
  • #246 Joseph Mansueto, $1.9 billion, Morningstar (freemium investing services)
  • #281 David Filo, $1.7 billion, Yahoo
  • #281 Jerry Yang, $1.7 billion, Yahoo
  • #281 Kavitark Ram Shriram, $1.7 billion, Google
  • #321 Todd Wagner, $1.5 billion, Broadcast.com
  • #321 Mark Zuckerberg, $1.5 billion, Facebook
  • #377 Peter Thiel, $1.3 billion, Facebook, Paypal

และถ้า Freemium Economy ของ Chris เป็นแนวโน้มที่กำลังเกิดกับเศรษฐศาสตร์ในยุคนี้จริงๆ ปีหน้า เราคงจะเห็นรายชื่อที่มากขึ้นกว่านี้

Popularity: 46%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ช่วงเย็นดูรายงานผลการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ดูเรื่อยๆ แบบไม่ลุ้นอะไรเท่าไหร่ เพราะคะแนนที่ออกมาค่อนข้างชัดเจนว่า คุณอภิรักษ์นอนมา ถ้าจะมีอะไรให้ชาวเมืองหลวงลุ้นกัน ก็คงเป็นการชิงชัยระหว่างที่สองของคุณชูวิทย์ กับคุณประภัสร์

ผมเองต้องยอมรับว่านอนหลับทับสิทธิ์มาหลายครั้งหลายคราว เนื่องด้วยความ “เบื่อ” ประชาธิปไตยของประเทศนี้ หลายๆ คนรอบตัวผมจะพอรู้ว่า ผมเองเป็นพวกไม่นิยมในลัทธิประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าหัวคอมมิวนิสต์หรืออะไรหรอกครับ แต่เป็นเพราะรู้สึกว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมกับประชาธิปไตย

ซูโม่ตู้ จรัสพงษ์ สุรัสวดี เคยเขียนลงในพอกเกตบุ้คเล่มหนึ่งของเค้า (ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้) ว่า “ควายไม่สมควรมีสิทธิเลือกตั้ง”

คุณธนา เธียรอัจฉริยะ และคุณพิษณุ นิลกลัด เคยพูดถึงเรื่องการแบ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย “วุฒิ” ทางการศึกษา

พูดตรงๆ ผมเองเห็นด้วยกับแนวความคิดที่ว่า… ไม่ใช่ว่าผมเป็นพวกชอบดูถูกคนไม่มีการศึกษา คุณพ่อ และคุณแม่ผม ก็ไม่ได้จบปริญญาตรี ซึ่งถ้ามีการกำหนดผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยวุฒิการศึกษา แปลว่าทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของผมจะหมดสิทธิทันที

หลายคนบอกว่า คนเรียนไม่จบ คิดไม่เป็นหรือไง..?!? หรือคนเรียนจบปริญญาตรี ใช่ว่าจะฉลาด…!!

อันนั้นก็จริงในระดับหนึ่ง แต่ถามว่า การที่รัฐธรรมนูญกำหนดสิทธิเลือกตั้งให้คนอายุ 18 ปีบริบูรณ์ แปลว่า คนที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ไม่ฉลาดพอที่จะได้รับสิทธิหรือเปล่า…?

คำตอบก็คือ ไม่ใช่… มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมากมาย ที่ฉลาดเลือก มากกว่าผู้ใหญ่หัวหงอกบางคน ที่ตัวโตเพราะกินข้าว

แต่พวกเขาไม่ได้รับสิทธิ ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญดูถูกความฉลาดของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

เช่นเดียวกับคนที่ไม่ได้จบปริญญาตรี ผมเชื่อว่าคุณธนา ไม่ได้ดูถูกพวกคุณ แต่ประชาธิปไตย จะพัฒนาได้ ก็ต่อเมื่อผู้มีอำนาจ (ประชาชน) มีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะ และคัดเลือกคนที่เหมาะสมที่จะมาเป็นตัวแทนของพวกเขาเพื่อทำหน้าที่พัฒนาประเทศชาติ

จุดสำคัญก็คือว่า เรามีตัวแปรใดที่ดีกว่า “วุฒิการศึกษา″ ที่จะใช้แบ่ง “คนโง่” ที่เลือกตั้งไม่เป็น กับ “คนฉลาด” ที่เลือกตั้งเป็น…? (ถ้าจะมี ผมขอนำเสนอ “ยอดจ่ายภาษีประจำปี”)

เส้นแบ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การแบ่งแยกระหว่างคนชั้นต่ำกับคนชั้นสูง… ไม่ใช่การดูถูก ไม่ใช่การแบ่งแยก แต่เป็นการเสนอทางเลือก…

คนใจคับแคบเท่านั้น ที่จะรู้สึกว่า สิ่งต่างๆ ที่นักคิดเหล่านี้นำเสนอขึ้นมาเป็นเรื่องของการแบ่งแยกชนชั้น…

วกกลับมาเรื่องผู้ว่ากทม. ซักหน่อย ถ้าลองนับเปอร์เซ็นต์ของคะแนนการเลือกตั้งในครั้งนี้ คุณอภิรักษ์อย่าลืมว่า แม้ผลการแข่งขันคุณอภิรักษ์จะชนะแบบท่วมท้นขาดลอย

แต่ถ้ามาดูที่ตัวเลขกันจริงๆ จังๆ คุณอภิรักษ์อย่าลืมว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ “ไม่ได้เลือกคุณ…”

นี่เป็นปัญหาสำคัญอีกอย่างของประชาธิปไตย ที่บุคคลที่ได้รับเลือก มีโอกาสที่จะเป็นบุคคลที่คนกลุ่มใหญ่ไม่ต้องการ…

Popularity: 44%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ประสบการณ์เกือบสิบปีในวงการอินเทอร์เนต สอนผมอย่างหนึ่งว่า นักพัฒนาเว็บของไทยส่วนใหญ่ของไทย (ปกติผมไม่ชอบ stereotype แต่อันนี้ขอใช้คำว่า “ส่วนใหญ่” เพื่อเป็นการย้ำ) ขี้เกียจเรียนรู้…

พวกเราทีมงานแมกซินคิวบ์ ไม่ใช่บริษัทเว็บดีไซน์ แต่เป็นเว็บคอนซัลท์ ปัญหาสำคัญของเว็บคอนซัลท์ในเมืองไทยซึ่งเป็นปัญหาที่พวกเราเจอกันอยู่ทุกวันก็คือ… คุณไม่สามารถแนะนำผู้ผลิตงาน (vendor) ดีๆ ในราคาที่เหมาะสมให้ลูกค้าได้…!?! ไม่ว่าจะเป็นเว็บดีไซน์ เว็บโปรแกรมมิ่ง

คำถามก็คือ… ทำไมสายงานด้านนี้ จึงหามืออาชีพที่มีความสามารถได้ยากเหลือเกิน และเมื่อหาได้แล้ว ค่าตัวของพวกเขาก็พุ่งกระฉูดเหมือนกับสิ่งที่ทำได้นั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็น และต้องใช้ความรู้ความสามารถอย่างสูง ทั้งๆ ที่ศาสตร์เหล่านี้ ในประเทศอื่น ถือเป็น standard ของสายงาน

ใครว่าค่าจ้างแรงงานสายไอทีของเมืองไทยต่ำ ผมเถียงคอเป็นเอ็น…

พวกที่ค่าจ้างต่ำ คือพวกที่คุณภาพต่ำเตี้ยเรี่ยดิน… พวกที่คุณภาพสูงทัดเทียมหรือสูสีอารยะประเทศ (ซึ่งหายากโคตร) และค่าตัวแพงกว่าเมืองนอกเห็นๆ

ดีไซเนอร์ที่ดีไซน์สวย มักจะไม่เข้าใจหลัก CSS และยังเขียนเว็บด้วย Table เต็มไปหมด (เป็นเทคโนโลยี HTML 3 ซึ่งล้าหลังไปแล้วประมาณ 6 ปีที่แล้ว) ยังไม่พูดถึง skill การใช้ Photoshop ที่ส่วนใหญ่ “สอบตก” ในแง่ color theory (เลือกใช้ format file และ configuration ให้ถูกต้องกับลักษณะของสีในภาพ) รวมถึงความคล่องในการใช้ tool เพื่อลดเวลาการทำงาน (การทำ masking ภาพ เป็นตัวบ่งบอก skill ของดีไซเนอร์มากที่สุด และเว็บดีไซเนอร์ที่ผมเคยร่วมงานด้วย นับคนได้ ที่ masking ได้ถูกต้องตามหลักการ และยิ่งน้อยลงไปอีกที่รู้จักการใช้ channel ให้เป็นประโยชน์) และที่ร้ายแรงสุดๆ ก็คือ ความเป็นระเบียบในการผลิตงาน มาตรฐานการตั้งชื่อไฟล์ โฟลเดอร์ รวมถึงการวางระบบ stylesheet ที่เป็นระเบียบและใช้งานซ้ำได้ (reusability)

โพสนี้อาจจะเป็นโพสบ่นไร้สาระ และถ้าบังเอิญดีไซเนอร์ หรือนักพัฒนาเว็บท่านไหน ที่คิดว่าตนเองไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ผมได้พาดพิงถึง ผมต้องขอโทษที่ผมพูดพาดพิงถึงสายอาชีพของพวกคุณในแง่ลบ และ… ผมอยากรู้จักพวกคุณมากๆ …!!

อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในฐานะผู้จ้าง กับผู้ว่าจ้าง

แต่เป็นฐานะเพื่อนร่วมสายอาชีพ ที่ผมหา “มืออาชีพ” ได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน

พูดแบบนี้ใช่ว่าผมจะเก่งไปเสียหมดทุกอย่าง ความจริงแล้ว ตัวผมเองเป็นเป็ด ที่ไม่เชี่ยวชาญด้านไหนเลยต่างหาก การที่ผมรู้ว่า สิ่งที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ไม่ได้แปลว่า “ผมทำเป็น” แต่ที่แย่กว่าผมเลย คือคนในสายอาชีพนั้นๆ กลับไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าสิ่งที่ถูกต้อง “ควรเป็นอย่างไร”

จุดสำคัญของปัญหาก็คือ คนเรามักจะมีทั้งเรื่องที่ถนัด และไม่ถนัด เป็นธรรมดาในสังคมมนุษย์ แต่เมื่อไร ที่เราไม่ถนัดในบางเรื่อง เราควรมี choice ในการเลือกคนที่เก่งกว่า มาสานต่อให้งานประสบความสำเร็จได้

นี่เป็น model การ outsourcing ที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่ามันคือการทำงานเป็นทีม ที่มีประสิทธิภาพ และเป็น win-win ที่เด่นชัดที่สุด

แต่ใช้ไม่ได้ในประเทศไทย และวงการไอทีไทย…

เชื่อหรือไม่ว่า ทันใดที่ผมเลิก outsource งานดีไซเนอร์ ให้กับบริษัทที่ทำ Tableless HTML กับ CSS ไม่ได้ เมื่อนั้น ผมก็ไม่เหลือ vendor เว็บดีไซน์ในประเทศไทยอีกเลย… ชีวิตช่างน่าเศร้านะครับ สำหรับเมืองไทย

ทำไมเว็บดีไซเนอร์ส่วนใหญ่ ไม่รู้จัก CSS, Tableless, Sprite CSS ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีทั้งหมดที่ว่ามา มันไม่ได้ยากไปกว่า HTML ที่เคยตั้งหน้าตั้งตาร่ำเรียนกันมาก่อนหน้านี้

และ ทำไมเว็บโปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจ JavaScript, Ajax, Comet ทั้งๆ ที่โค้ดโปรแกรมพวกนี้ มันก็ไม่ได้แตกต่างไปจาก PHP หรือพวก ASP .NET ที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ไซต์ตรงไหน

ยังไม่ต้องพูดถึงศาสตร์ในอนาคตอย่าง Semantic Web, HTML 5 หรือ RDF Schema ที่อีกกี่ปี กว่านักพัฒนาเว็บในเมืองไทยจะรู้จัก, คุ้นเคย และนำมาใช้ประโยชน์

ภาษาอังกฤษเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้…? อาจจะใช่สาเหตุ แต่ไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับพวกเราที่อยู่ในวงการที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลานี้

การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มันเป็นก้าวหนึ่งของการทำงานไม่ใช่หรือ…?

CSS Systems
View SlideShare presentation or Upload your own. (tags: bulletproof robustness)

Popularity: 47%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google