Archive for September, 2008
ในโลกแห่งความสับสนวุ่นวาย ณ ปี 2008 นี้ ผมคิดว่าศาสตร์หลักๆ สามอย่าง ขององค์ความรู้ทางธุรกิจที่มนุษย์เคยยึดถือมาตั้งแต่อดีต จนฝังแน่นลงในสามัญสำนึกนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว… และจากจุดนี้ไป กลไกของศาสตร์ทั้งสาม ก็จะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก
สามสิ่งที่ผมพูดถึงก็คือ เสถียรภาพของระบบทุนนิยม, กลไกของเศรษฐศาสตร์มหภาค และ กลยุทธ์ของหลักการตลาด
เริ่มจากเสถียรภาพของระบบทุนนิยมก่อน
แนวคิดทุนนิยมตั้งอยู่บนพื้นฐานของกลไกตลาดเสรี ที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรตามความต้องการของตลาด ของที่มี demand มาก supply น้อย ก็จะราคาสูง… ปัญหาของทุนนิยมที่นักเศรษฐศาสตร์สายมาร์กซิสม์วิพากษ์ ก็คือเป็นระบบที่สร้างความแตกต่างระหว่างชนชั้น และทำให้ช่องว่างระหว่างนายทุน และชนชั้นกรรมาชีพถ่างออกห่างขึ้นเรื่อยๆ
พวกนักคิดฝ่ายทุนนิยมพยายามบอกทางออกว่าการถ่างออกของรายได้ระหว่างชนชั้นนั้น จะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดหนึ่งเท่านั้น (มันจะเป็นไปได้ยังไง (วะ)) ท้ายที่สุดกลุ่มนายทุนจะต้องมีแรงจูงใจที่จะให้กับกลุ่มกรรมาชีพ เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์
สำหรับชาวมาร์กซิสม์ การเพิ่มคุณค่าในสินค้า ก็คือการสร้างความแตกต่างที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างคนรวยและคนจน
แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ในยุคโลกาภิวัฒน์ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ความขัดแย้งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ก็คือกลไกตลาดเสรีของทุนนิยมนั้นได้รับอิทธิพลของนวัตกรรมทางการสื่อสาร ทำให้ตลาดย่อยๆ ทั่วโลกนั้นถูกผนวกรวมเข้าด้วยกันเป็นตลาดใหญ่เพียงตลาดเดียว (ใครอยากลงทุนที่ไหน ขอแค่มีเงินเท่านั้นก็พอ)
และตลาดเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกตลาดเดียวนี้เองที่เป็นตัวเร่งให้เกิดความแตกต่างของชนชั้นมากยิ่งไปกว่าทุนนิยมในอดีตหลายเท่าตัวนัก พูดง่ายๆ ก็คือ “คนรวย” มีอิทธิพลมากกว่าในอดีตมาก… จนทำให้คนกลุ่มใหญ่ของโลก (99%) ได้รับผลกระทบจากกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียว (1%) อย่างร้ายแรงที่สุด ตัวอย่างก็เช่น…
- การทำลายค่าเงินของกลุ่ม hedge fund
- วิกฤต subprime ที่เกิดขึ้นจากการปล่อยกู้นอกระบบของพวกนายทุนธนาคารหน้าเลือด (บางฝ่ายยังเชื่อว่าการปล่อยกู้ให้ผู้มีรายได้น้อยถือเป็นความ “เมตตา″ ดีกว่าให้พวกเขาไปกู้นอกระบบ -_-)
- การขึ้นอย่างไร้เหตุผลของราคาน้ำมันในตลาดโลก
- การเข้าครอบครองทีมฟุตบอลในอังกฤษจากเศรษฐีทั่วโลก (ซึ่งมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดปัญหาฟองสบู่ ในธุรกิจฟุตบอลในอนาคต)
- ฯลฯ
ซึ่งความแตกต่างของโลกยุค “ตลาดเดียว” นี่เองที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เสถียรภาพของการแข่งขันเสรีนั้นสูญเสียไปอย่างถาวร
ต่อมาคือกลไกของเศรษฐศาสตร์มหภาคและกลยุทธ์ทางการตลาด
ผมเคยพูดเรื่องนี้แล้ว ในเรื่อง World 2.0
เรายังทำธุรกิจด้วยมุมมองเดิมๆ ที่มีต่อทุนนิยม, เศรษฐศาสตร์ และการตลาดอยู่หรือเปล่า…?
Popularity: 48%
วันก่อนน้องเก๋ได้พูดคุยกับผม เรื่องแนวโน้มการทำ Keyword Analysis แบบ Long Tail ที่ได้อ่านเจอ เลยถือโอกาสเขียนลงบล็อก หลังจากช่วงนี้ไม่ได้อัพเดทบล็อกมานาน
ใครไม่คุ้นกับ Long Tail บ้างครับ…?
แนวคิดของทฤษฏี Long Tail นั้นตั้งอยู่บนพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ที่มักมีความสนใจและลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป ในอดีตสินค้ายอดฮิตมักจะมียอดขายถล่มทลายเนื่องจากช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้านั้นถูกจำกัดอยู่เพียงช่องทางแคบๆ ที่มีคนเห็นไม่กี่คน และมีเพียงสินค้าไม่กี่อย่าง (อย่างชั้นวางหนังสือเพียงแค่ไม่กี่ชั้น หรือรายชื่อ DVD ยอดฮิต 20 อันดับบนแผงขาย DVD)
ด้วยข้อจำกัดของช่องทางการจัดจำหน่าย ทำให้เกิดปัญหาหลักๆ ของ demand กับ supply นั่นก็คือ demand ที่แท้จริงไม่มีโอกาสได้เจอ supply รวมถึง supply ส่วนใหญ่ (ที่ไม่ใช่สินค้ายอดฮิต, ตีประมาณ 80% ของ supply ทั้งหมดตาม กฏ paleto) ไม่มีโอกาสเสนอหน้ามาพบกับ demand (กลไกตลาดเสรีในโลกทุนนิยม ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงด้วยข้อจำกัดของช่องทางการจัดจำหน่ายนี่เอง)
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในโลกยุค World 2.0 ก็คือการขยายอย่างทวีคูณของช่องทางการะจายสินค้า เนื่องจากเทคโนโลยีอย่างอินเทอร์เนต ทำให้สินค้ายอดไม่ฮิตที่อยู่ท้ายแถวมีโอกาสทักทายกับผู้บริโภคมากขึ้น
ทำให้เราได้รู้ความจริงที่น่าตกใจว่า เพียงแค่ว่าสินค้าท้ายแถว เป็นสินค้าที่คนสนใจน้อย ไม่ได้หมายความว่าสินค้าเหล่านั้นห่วย เมื่อช่องทางการกระจายสินค้าเปิดกว้างขึ้นถึงระดับเข้าใกล้ infinity เราก็เริ่มเห็นได้ว่า คนสามารถเข้าถึงสินค้าทุกประเภทได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น และสินค้าที่ไม่ใครมีใครสนใจที่นอนอยู่เงียบๆ ที่ท้ายโกดัง ก็เริ่มมียอดขายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณการเติบโตของอินเทอร์เนต (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Long Tail คลิกที่นี่)
แล้ว Long Tail เกี่ยวอะไรกับ Keyword Analysis..?
ในโลกของ SEO ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกบูมของ search engine จะพบกันว่า การทำ SEO ส่วนใหญ่มักจะโฟกัสไปที่ keyword ยอดฮิต เพียงแค่ไม่กี่คำ SEO Agency หลายๆ รายคิดราคาการทำ SEO ตามจำนวน keyword ที่ลูกค้าต้องการ
คำถามก็คือกลุ่มเป้าหมายที่ค้นหาข้อมูลด้วย keyword ยอดฮิตเหล่านั้น นับเป็นปริมาณกี่ % ของกลุ่มเป้าเหมายที่ค้นหาด้วย keyword ที่ไม่ฮิต และไม่ซ้ำกับชาวบ้าน…?
การที่เราโฟกัสไปยังคีย์เวิร์ดยอดฮิตนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการทำ SEO แล้วหรือ…?
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมจึงทำการทดสอบโดยถือเอาข้อมูลเว็บไซต์ลูกค้าที่ผมให้บริการ Web Analytics Adviser มานั่งวิเคราะห์ keyword โดยเปรียบเทียบระหว่าง keyword ยอดฮิตกับ keyword ท้ายแถว ได้ผลลัพธ์ที่น่าแปลกใจที่รองรับทฤษฏี Long Tail ได้พอสมควร (เนื่องจากการค้นหานั้น ไม่มีข้อจำกัดด้าน demand คือใครใคร่ค้น ก็ค้น)
ขั้นตอนของผมก็เริ่มจากการรวบรวมสถิติ keyword โดยคัดกรองเอา keyword จำพวก specific keyword ออกเสียก่อน (เช่น ชื่อยี่ห้อ, ชื่อสินค้า) เนื่องจาก specific keyword เหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมายของการทำ SEO
หลังจากนั้นพลอตกราฟ
เว็บไซต์ A เป็นเว็บไซต์ของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่มากบริษัทหนึ่ง ซึ่งสินค้ามียอดขายเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรายได้ระดับกลาง
เว็บไซต์ B เป็นบล็อกของบริษัทเอกชนขนาดเล็ก ที่ขายผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม (niche) กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้ค่อนข้างสูง และกล้าใช้จ่าย
เว็บไซต์ C เป็นเว็บไซต์สื่อขนาดปานกลาง ในตลาดขนาดกลาง แต่เป็นผู้นำและมีคนรู้จักโดยทั่วไป
ผมแบ่งหัวและหาง โดยยึดเอากฏ 80/20 มาเป็นหลัก ข้อมูลสรุปเป็นดังตารางด้านล่างนี้ครับ
| หัว (20%) | หาง (80%) | |
| เว็บไซต์ A | 76% | 24% |
| เว็บไซต์ B | 32% | 68% |
| เว็บไซต์ C | 66% | 34% |
ผมยังไม่ขอวิเคราะห์ฟันธงอะไร เพราะตัวอย่างการทดสอบเพียงแค่ 3 เว็บไซต์เท่านั้น
แต่คิดว่า หลายๆ คนที่อ่านคงเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลสถิติกับประเภทของกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์แต่ละเว็บ
คำตอบต่อคำถามนี้เป็นเรื่องที่ว่าด้วย Long Tail over Long Tail ครับ… ไว้ผมจะเอามาฝากกัน
Popularity: 51%
ท่ามกลางสังคมดิจิตอล ที่สินค้าหลายประเภทกลายเป็นของฟรี ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ เกมส์ ข่าว รูปภาพ
หลายๆ คนคิดว่าคุณค่าของสินค้าลดลง เพราะพวกเราได้มันมา “ฟรีๆ”… (ใครโหลดเกมส์ DS ของ Nintendo มาเล่นฟรีๆ คงพอเข้าใจ)
อันที่จริงแล้ว… ความ “ฟรี” ไม่ได้ทำให้คุณค่าของสิ่งใดๆ ลดต่ำลงเลย… ในทางกลับกัน บางกรณีเรากลับได้คุณค่าทางจิตใจเพิ่มเข้าไปเพิ่มอีกต่างหาก (220 บาท… สำหรับตั๋วหนังสองใบที่ได้ ฟรีจากรายการวิทยุ ถึงกับทำให้คนบางคนนั่งแทกซี่ขึ้นทางด่วนฝ่ารถติดไปรับที่สถานี…)
ความจริงแล้ว คุณค่าของสินค้าลดลง เพียงเพราะพวกเราได้มันมา “เยอะเกินไป” ต่างหากล่ะครับ…
Popularity: 48%
ด้วยการกำเนิดของ Google Earth ในช่วงกลางปี 2006 Application สนุกสุดแสนนี้ก็ทำให้เกิดกระแสการทำ Marketing แบบใหม่ขึ้นมาอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ การสร้าง Land Mark ให้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง อย่างเช่นที่ผมจะนำเสนอให้เห็นสนุกๆในรูปด้านล่างครับ
| คลิปการสร้างงานชิ้นนี้ครับ |
นอกจาก KFC แล้ว ยังมีแบรนด์อื่นๆที่แอบทำอะไรๆแบบนี้ไว้อีกด้วยครับ เช่น Coca Cola ในประเทศ ชิลี โลโก้นี้ทำมาจากขวดโค้กใช้แล้วกว่า 70,000 ครับ โลโก้นี้ทำเพื่อเฉลิมฉลอง 100 ปี (1986) ของโค้กครับ โลโก้นี้มีขนาด 30*120 ตารางเมตร
นอกจากนี้ห้างร้านต่างๆ เช่น TARGET ซึ่งมีสาขากว่า 1,351 สาขา ใน 47 รัฐ จาก 50 รัฐ ในอเมริกา ก็ได้ทำการเพนท์โลโก้ลงบนหลังคาของร้าน เพื่อให้มองเห็นจากทาง google earth
ว่างๆแวะไปดูอะไรสนุกที่นี่ครับ googlesightseeing.com
Popularity: 43%







