Archive for August, 2008
ผมแวะไปเจอกระทู้แนะนำที่น่าอ่านกระทู้หนึ่งในเว็บพันทิพ ความคิดเห็นในเว็บมันแค่ “หางอึ่ง” “อีแอบ” แจ๋วริมจอ & ลูกชายยอดรัก เกี่ยวกับคอลัมนิสต์ชื่อดังคนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ขยะฉบับหนึ่งของไทย เขียนวิจารณ์สังคมอินเทอร์เนตในรูปแบบที่ผมอ่านแล้วรู้สึกเหมือนพวกกบในกะลาโชว์ภูมิ
คนในสังคม MSM (Main Stream Media) บางคนอาจยึดติดกับภาพของโลกแห่งสื่อในรูปแบบเก่า และมีความยึดมั่นถือมั่นว่า ตนเองอยู่ในสถานะที่สูงส่ง แตะต้องไม่ได้ และยังคงมีอิทธิพลกับสังคมอย่างสูง
ส่วน New Media จะถูกมองว่า เป็นสื่อคุณภาพต่ำ ในสังคมเล็กๆ ที่ไร้คุณภาพและขาดความน่าเชื่อถือ
มองในมุมกลับ ผมกลับเห็นด้วยกับบางความคิดเห็นในกระทู้ดังกล่าว ที่บอกว่า…
“…สื่อมวลชนบางจำพวกเริ่มกลัวสังคมอินเตอร์เน็ต เพราะสังคมเน็ตดูเหมือนกำลังมีอิทธิพลต่อสังคมโดยรวมจนเริ่มเบียดอำนาจที่สื่อเคยมี…”
จากคุณ Empowering of Love
และ
“….แจ๋วริมจอ…ก็เป็นอีกหนึ่งสื่อ (?) ที่มักคิด (เข้าข้างตัวเอง) ว่า …สื่ออย่างตัวเองเท่านั้นที่มีสิทธิ์ “คิด/ตัดสินแทน”คนอื่น “
จากคุณ +Enjoy Reading+
รวมถึง…
“ส่วน คอลัมน์ แจ๋ว ปากปีจอ
คงเห็นว่า อำนาจชี้นำของ นสพ. นับวันจะลดลงๆ
โดยการคานอำนาจ ด้านข้อมูล จากสื่ออินเทอร์เนต
จากเวบบอร์ดที่ เป็นสาธารณะ
…ก็ต้อง รู้สึก ด้อยค่า และ เจ็บปวด เป็นธรรมดา…
ถ้าความเห็น ในเวปบอร์ด เป็นแค่หางอึ่ง
หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่
ใย ต้อง มา สน ใจ…”
จากคุณ TicketID: 127369
สื่อมวลชนใน MSM บางคน ถนัดที่จะวิจารณ์ แต่รับไม่ได้กับการถูกวิจารณ์ ผลที่ตามมาจึงเป็นเช่นนี้
ฝากถึงคุณแจ๋วริมจอกับพวกกลุ่มสื่อมวลชน MSM บางคนที่พิการทางความคิด ลองบริโภคข้อเท็จจริงของ New Media ซักนิดหนึ่ง (ดูสถิติของ blog แบบเต็มๆ ได้ที่นี่ > The State of The Blogosphere, สถิติ Blog ทั่วโลก, เมษายน 2007)
สถิติปี 2006 จาก Technorati กำลังบ่งบอกว่า
อำนาจในมือของพวกคุณ เหลือน้อยลงทุกทีแล้วครับ…
Popularity: 30%
ชอบดูหนังกันมั้ยครับ? ผมป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการดูหนัง หรือ ชมภาพยนตร์ เป็นอย่างมาก ทั้งการดูในโรงภาพยนตร์ บางเรื่องก็เพียงรอบ บางเรื่องถึงสามรอบก็มี หรือ การซื้อแผ่น DVD ภาพยนตร์มาเก็บสะสมไว้
ด้วยการที่มีความชื่นชอบในระดับที่ถือว่ามากระดับหนึ่ง ผมจึงชอบที่จะหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภาพยนตร์ผ่านทางสื่อต่างๆอยู่เสมอๆ
ในโลกของ New Marketing การเลือกสื่อต่างๆที่ผู้สร้างภาพยนตร์ และค่ายหนัง จะทำการโปรโมทภาพยนตร์ของตัวเองจึงมีทางเลือกมากมาย และยังสามารถสร้างกระแส (BUZZ) ให้แก่ภาพยนตร์ของตนเองได้ตั้งแต่ก่อนที่ภาพยนตร์ของตนเองจะเข้าฉายในโรง
ในปีที่ผ่านมานี้ มมีภาพยนตร์อยู่สองเรื่องที่ผมรู้สึกว่า เจ๋ง ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ มันเจ๋งจนเรียกว่า พลิกมิติ ของการโปรโมทหนังกัน (อย่างนั้น) เลยทีเดียว
ภาพยนตร์ที่ผมกล่าวถึงทั้งสองเรื่องนั้นก็คือ
Cloverfield ของ JJ.Abram และ Dark Knight ของ Christopher Nolan สำหรับทั้งสองเรื่องนี่ เขามีการโปรโมทหนังของตัวเองกันเรียกว่าระดับ เป็นปี ก่อนที่หนังจะฉายเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องแรก (Cloverfield) ที่ผมนับถือการโปรโมทของเขามากๆ เพราะ side story ของเขานี่เป็นจักรวาลที่ซ้อนอยู่กับจักรวาลของเราเลยจริงๆ (แฟนการ์ตูนฮีโร่อเมริกัน คงจะนึกภาพออกนะครับ)
เพื่อไม่ให้ blog นี้ยาวมากเกินไป ผมจะขอเล่าเรื่องของ Cloverfiled เพียวๆ เพียงอย่างเดียวก่อนหนึ่งตอน และในตอนหน้า จะเป็นเรื่องของ Dark Knight เรามาลองดูกันดีกว่าว่าเขาทำอะไรกันบ้าง
ให้ความสงสัยครอบงำลูกค้าของคุณ
Cloverfield เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตกอยู่ภายในสถานการณ์ สัตว์ประหลาดบุกเมือง เริ่มเรื่องด้วยการถ่ายภาพ และตัดภาพด้วยมุมกล้องแบบบุคคลที่ 1 ซึ่งอาจจะสร้างความมึนงงให้กับผู้ชมบางวัย หรือบางกลุ่ม ที่ไม่คุ้นเคยกับมุมกล้องแบบนี้พอสมควร
ตัวเอกคือชายหนุ่มชื่อ Rob ซึ่งต้องกำลังมีปาร์ตี้เลี้ยงฉลองการได้งานใหม่ ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดให้กับบริษัท Takurato ซึ่งขายเครื่องดื่มชื่อว่า Slusho ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่โด่งดังมากๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะบุกตลาดเข้ามาในอเมริกา
ระหว่างงานเลี้ยงนั่นเอง ก็เกิดเหตุการณ์ระเบิดอย่างไม่รู้ที่มา ทำให้ไฟฟ้าดับไปทั่ว …และนั่นคือที่มาของความโกลาหลที่กลุ่มตัวเองต้องฟันฟ่าเพื่อหาทางออกจากเกาะแมนฮัตตัน
ตั้งแต่ต้นจนจบ …มีปริศนามากมายที่ถูกทิ้งเอาไว้ค้างคาให้ผู้ชมเข้าใจกันไปต่างๆนาๆ เรียกได้ว่าเป็นการจบแบบปลายเปิดจริงๆ เพราะว่า หนังไม่บอกว่า
…สัตว์ประหลาดมาจากไหน
…มีใครรอด มีใครตาย
…สัตว์ประหลาดหายไปไหน
…เกิดอะไรขึ้นกับโลก
…#@!?
หลายๆคนอาจจะไม่ชอบที่ตัวหนังไม่ได้เฉลยอะไรเลย
แต่สำหรับแฟนๆที่เริ่มได้กลิ่นตุๆ หรือเอะใจ หรือเริ่มมีข้อสงสัยกับตัวหนัง จนเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Cloverfield
คุณจะพบว่า คำตอบ (ส่วนหนึ่ง) มันถูกปูเกริ่นเรื่องไปแล้วตั้งแต่ก่อนหนังจะเข้าฉาย (เกือบปี) และแน่นอนคุณจะต้องตื่นเต้นไปกับเรื่องราวของ Cloverfield
มี wording หลายๆคำที่ถูกยกเข้ามาเกี่ยวข้องกับ Cloverfield ก่อนภาพยนตร์เริ่มออกฉาย เช่น
- Slusho
- Tagurato
- 1-18-08
- Jamie and Teddy
- Oil Rig Sink
- etc.
ลองดูคลิปด้านล่างครับ เป็นคลิปข่าวแท่นขุดน้ำมันแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแอตแลนติค ชื่อว่า Chuai Station จมลงเมื่อช่วงต้นปี 2008
ในตอนแรกที่ข่าวนี้ออกมา หลายๆคนก็ปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง หลายๆคนดูแล้วก็ผ่านไป แต่หากศึกษาข้อมูลดีๆแล้ว คุณจะรู้ข้อมูลได้ไม่ยาก (ผ่านทาง internet) เลยว่า Chuai Station นี่เป็นของบริษัท Tagurato ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับเครื่องดื่ม Slusho ที่พระเอกกำลังจะไปทำงาน (เริ่มมีความเกี่ยวโยงแล้วเห็นมั้ยครับ)
ทีนี้ย้อนกลับมาเมื่อต้นปี 2007 Myspace.com ก็ได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นใน Community ของเขาคือ ตัวเอกของภาพยนตร์ Cloverfield เช่น Beth นางเอกของเรื่อง
นอกจากนั้นใน website 1-18-08 (ซึ่งเลข 1-18-08 ก็คือเลขวันฉายหนังเรื่อง Cloverfield นั่นเอง) ก็มีการนำรูปภาพต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเรื่อง Cloverfield มาแสดงให้เห็นทีละภาพๆ เช่น รูปภาพของปลาวาฬที่ถูกชำแหละท้อง รูปเลือดลอยอยู่กลางทะเล รูปแท่นขุดเจาะน้ำมัน รวมถึงรูปของ Teddy ซึ่งเป็นแฟนกับ Jamie ซึ่ง Jamie นี่ก็เป็นเพื่อนที่อยู่ใน friend list ใน myspace ของ Beth นางเอกของเรื่อง
Teddy และ Jamie ไม่ได้มีบทบาทในหนังแต่เพียงอย่างใด แต่ว่าทั้งคู่มี website ส่วนตัวที่รวม คลิปลับๆที่ทั้งคู่ถ่ายไว้เกี่ยวกับส่วนผสมพิเศษที่ใส่ในเครื่องดื่มของ Slusho เครื่องดื่มที่พระเอกกำลังจะไปทำการตลาดให้ภายในหนัง
ดังข้อมูลบางส่วนที่ผมยกมาเล่าให้ฟัง ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งใจที่จะเล่นกับความสงสัยของผู้บริโภค เพราะว่าคนเรามักจะมีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องราวต่างๆ และถ้าได้รู้เร็วกว่าคนอื่นก็จะยิ่งภูมิใจ
JJ. Abram จึงเลือกใช้ช่องทางที่ผู้บริโภคเป้าหมายของเขา เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในปัจจุบันนั่นก็คือ Internet - New Media มาเป็นสื่อกลางในการส่งผ่านข้อมูลนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น
Social Networking ผ่านทาง website
- facebook.com
- myspace.com
- etc.
Video Platform ผ่านทาง website
- YouTube
ให้แฟนหนังช่วยทำการตลาด
ยิ่งเกิดความสงสัยว่า
…สัตว์ประหลาดมาจากไหน ??
…สัตว์ประหลาดคืออะไร ??
…เครื่องดื่ม Slusho คืออะไร ??
…ทำไมสัตว์ประหลาดต้องบุกเกาะแมนฮัตตัน ??
…/?!# ???
คนก็ยิ่งค้นหาคำตอบกัน อย่างที่กล่าวไปในด้านบน ยิ่งใครไขความลับได้มากกว่า ก็ยิ่งรูสึกว่าตัวเองเก่ง ตัวเองเด่น
website ของหนังอีก web หนึ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือ website ของ บ.ที่พระเอกกำลังจะเข้าไปทำงานอยู่ หรือคือ บ. Slusho นั่นเอง
Website นี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าชม ได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงผลิตภัณฑ์ตัวต่างๆของ โดยการให้ข้อมูลรสชาติต่างๆของเครื่องดื่ม Slusho และแน่นอน มันมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับตัวหนัง คือว่า รสชาติใหม่ที่ทาง บ. กำลังจะเปิดตัว เรียกว่ารสปลาวาฬ มีส่วนผสมมาจากแหล่งลึกลับจากใต้ทะเลลึก!! (เห็นความเกี่ยวเนื่องที่มากขึ้นหรือยังครับ)
พอแฟนหนัง เริ่มค้นหาข้อมูล ก็เริ่มเกิดการแพร่กระจาย และการแบ่งปันไปตาม webboard ต่างๆ อย่างเช่น ในเมืองไทยของเราก็มีผู้รวบรวมข้อมูลเรื่อง cloverfield ไว้ใน pantip.com อยู่มากมายพอสมควร
BUZZ WORD ที่เกิดขึ้นแบบคลื่นใต้น้ำนี้ ก็ดึงให้คนสนใจในตัวภาพยนตร์ เกิดความอยากรู้ ยิ่งปากต่อปาก ใครเจออะไรใหม่ๆก็เอามาเล่าให้คนอื่นๆฟัง ก็ทำให้ยอดตั๋วชมภาพยนตร์เพิ่มขึ้นๆ และท้ายที่สุดก็นำไปสู่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องตามมาอีก อาทิ เช่น DVD, Comic Books, Series เรื่องอื่นๆที่ JJ. มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น HEROES ซึ่งมีฉากหนึ่งใน season ที่สอง ที่ตัวเอกตัวหนึ่งดื่มเครื่องดื่ม slusho อยู่
เห็นมั้ยครับว่า การทำการตลาดที่แยบยลให้หนังสักเรื่องหนึ่ง ก่อให้กิด BUZZ WORD และนำมาสู่รายได้ในอนาคตที่มากขึ้นๆ
Cloverfield ใช้ทุนในการสร้างไปโดยประมาณอยู่ที่ 25 ล้านเหรียญ US แต่ได้รายได้กลับมาจากการฉายทั้งในประเทศและทั่วโลกมากว่า 170 ล้านเหรียญ US!!! ดูอัตราส่วนต่างซิครับ กำไรกว่า 600 เปอร์เซ็นต์ จะมีธุรกิจไหนในโลกที่สร้างผลกำไรได้ขนาดนี้!
ตอนต่อไปลองมาดูอะไรๆที่ scifi น้อยลง แต่สนุกไม่แพ้กันอย่างการทำการตลาดของ Dark Knight กันครับ
TRIVIA : ผกก.เรื่อง Cloverfield คือ Matt Reeves แต่คนกลับพูดถึงชื่อของ JJ. Abram ซึ่งเป็น Producer มากกว่า
Popularity: 26%
คุ้นเคยกับคำว่า WebApp หรือ Online Application มั้ยครับ ผมคิดว่าหลายๆคนน่าจะไม่คุ้นกับคำๆนี้แน่ๆ ผมลองเปลี่ยนคำถามสักนิดดีกว่าว่า… รู้จัก Social Network มั้ยครับ… ถ้าจะชี้เฉพาะเจาะจงกันลงไปอีกก็ รู้จัก Hi5 มั้ยครับ
สำหรับทุกๆคำถามด้านบน ผมอยากจะบอกว่า มันก็คือสิ่งๆเดียวกันครับ มันก็คือ Application ที่มีการทำงานผ่าน website นั่นเอง เพียงแต่ว่า Social Network เป็นเพียงแขนงๆหนึ่งสำหรับ Online Application นั่นเอง
ผมอ่านบทความของ Chris Brogan ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของ WebApp รูปแบบต่างๆ ซึ่งสำหรับเราชาวไทย อาจจะคุ้นบ้าง ไม่ค้นบ้าง หรือ ไม่เคยได้ยินเลยสักนิด วันนี้ผมเลยเก็บรวบรวมลิงค์จากบทความเอามาให้เพื่อนๆได้ลองแวะเข้าไปดูกัน
50 Online Applications and Sites to Consider
- เรื่องของ blog หรือ weblog นี้เป็นสิ่งที่กำลังมาแรงในเรื่องของ New Media
- ในเมืองนอก แทบจะกล่าวได้ว่า บ. ใหญ่ๆเกือบไม่มีที่ไหนที่จะไม่มี blog แล้ว
- ยิ่งเป็น บ. ที่เกี่ยวข้องกับการตลาดแนวใหม่ๆหน่อย และอยากที่จะมีกระแส community เกี่ยวกับสินค้า / บริการของตนเอง ยิ่งขาด blog ไม่ได้เลยทีเดียว
- มาดูตัวอย่าง blog service provider กันเลยดีกว่า
- Blogger - free blogging and hosting.
- Movable Type - paid software, needs host.
- TypePad - paid blogging and hosting.
- WordPress.com - free blogging and hosting.
- WordPress.org - free blog software, needs host.
- Tumblr - free blogging and hosting.
-
Microblogging
-
- Microblogging เป็น website ที่มีรูปแบบคล้ายๆกับ blog ครับ อาจจะให้คำจำกัดความได้ยากหน่อย เอาเป็นว่าผมจะยกตัวอย่างเด่นๆของความแตกต่างละกันนะครับ นั่นก็คือ Microblogging นี่จะจำกัดจำนวนตัวอักษรในการพิมพ์ ซึ่งจะจำกัดอยู่ที่ 140 ตัวอักษรภาษาอังกฤษ เพราะ Micorblogging เน้นการเข้าถึงจากอุปกรณ์พวกมือถือด้วย อย่าง twitter จะเป็น webapp ที่เน้นการสร้างสังคม ระหว่างเรากับเพื่อนๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกันว่าตอนนี้เราทำกิจกรรมอะไรอยู่
- BrightKite - microblogging, mobile, location.
- FriendFeed - microblogging/ aggregator.
- Identi.ca - open source microblogging.
- Jaiku - microblogging, mobile too.
- Posterous - microblogging, and/or sends to other sites.
- Pownce - microblogging and file sharing.
- Plurk - microblogging and threaded conversations.
- Seesmic - video microblogging.
- Twitter - microblogging and mobile.
- Utterz - microblogging, mobile, video.
-
Social Bookmarking
- ลองมองระบบของ Search Engine นะครับ อย่าง google ซึ่งจะเก็บข้อมูล website ต่างๆเอาไว้ เวลาคนมามาค้นหาข้อมูล crawler จะไปดึงข้อมูลจาก web ต่างๆที่เก็บไว้มานำเสนอต่อเรา แต่ Social Bookmarking ไม่มี Crawler ที่เป็นโปรแกรม computer แต่จะเป็นการที่สมาชิกรวบรวม web ที่น่าสนใจเข้ามาไว้ในระบบ ดังนั้นเวลาที่เราเข้าไปหาข้อมูล ก็จะได้รายชื่อ web ที่มาจากการแนะนำของสมาชิกนั่นเอง
- Delicious - bookmarking.
- Ma.gnolia - enhanced bookmarking.
- Sphinn - bookmarking/voting.
- StumbleUpon - bookmarking and browsing.
-
Social News Sites
- คล้ายกับ Social Bookmarking ตรงที่มีการรวบรวมส่งลิงค์ต่างๆมาจากสมาชิก แต่ Social New Sites จะเป็นข้อมูลข่าวเพียงอย่างเดียว
- อย่าง digg ก็จะให้เราเข้าไปเลือกอ่านข่าวตางๆที่เพื่อนสมาชิกส่งมา และเราก็สามารถที่จะเลือกข่าวเข้าไปแบ่งปันกับเพื่อนๆได้ นอกจากนั้นเรายังสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าวต่างๆได้อีกด้วย
- Digg - social news.
- Mixx - social news.
- Reddit - social news.
-
Social Networks
- ขอละไว้นะครับ เพราะผมไม่เชี่ยวชาญญญญญญญ 555
- Facebook - general networking.
- Flickr - photo and video sharing.
- Last.fm - music sharing.
- LibraryThing - book lovers.
- LinkedIn - professional social networking.
- MySpace - general networking.
- Ning - white label social network.
- Pandora - music sharing.
- Yelp - rating restaurants and businesses.
-
Miscellaneous and Useful
- ในกลุ่มนี้จะเป็นแนวของ website ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆไว้ให้สมาชิกได้เข้ามาค้นหากัน อย่างเช่น upcoming.org จะเป็น การรวบรวม อีเวนท์เทศกาล สำคัญๆต่างๆจากสมาชิก
- Twitter Search (formerly Summize) - search for what matters to YOU.
- Picnik - free online photo editing. Good for avatar pic touchups.
- Evernote - online and desktop note syncing/storage.
- Upcoming.org - event sharing site (great for finding cool conferences).
- Netvibes - web start page (has Ginger social features now, too).
- Twingly - blog search.
- Compete - web ranking analysis.
- AideRSS - rates your blog posts.
- Skitch - screen capture tool (mac).
-
Video Platforms
- คือ website ดู vdo ดู clip ต่างๆนั่นเองครับ
- Blip.tv - video hosting, sharing.
- Google Video - video hosting, sharing.
- Viddler - video hosting, sharing.
- Vimeo - video hosting, sharing.
- YouTube - video hosting, sharing.
- Mogulus - live video platform.
- uStream.tv - live video platform.
- BlogTV - live video platform.
- ooVoo - live video chat.
Blogging
สำหรับนักการตลาด อย่าลืมแวะเวียนเข้าปดูกันได้นะครับ ช่องทางการตลาดเจ๋งๆเกิดใน website เหล่านี้เกือบทั้งนั้น
รูปภาพและบทความนำมาจาก blog ของ Chris Brogan
Popularity: 27%
อาทิตย์ที่ผ่านมาผมติดภารกิจในการช่วยทีม R&D ของ Apricot Ion ออกแบบ Application Framework ตัวใหม่ของบริษัท วันทั้งวันอยู่กันแต่ในห้องประชุม จนแทบไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น มันวุ่นมากจนถึงกับต้องหอบงานกลับมาทำวันเสาร์อาทิตย์ด้วย (ทั้งๆ ที่เคยสร้างวินัยให้กับตัวเองอย่างเคร่งครัดว่าจะไม่ทำงานในวันหยุด) เพิ่งมีโอกาสว่างมาเขียนบล็อกก็วันนี้
วันแม่… ผมต้อนรับวันพิเศษแบบนี้ด้วยการนั่งอยู่บ้านคนเดียว (เพราะคุณแม่ไปเยี่ยมญาติ -_-) ว่างๆ ก็นั่งพลิกๆ นิตยสารกับหนังสือพิมพ์ไปซักพักหนึ่ง รู้สึกว่าการตลาด “ขายแม่” ทำไมถึงมาแรงเหลือเกิน การตลาดกำลังบอกผู้บริโภคว่าถ้าคุณรักแม่ คุณต้องซื้อรังนกให้แม่ดื่ม, ต้องบอกรักแม่ผ่านเสียงเพลงมือถือ (บอกรักแม่มากๆ มีโอกาสได้รถยนต์ไปขับฟรี), รักแม่ต้องพาแม่ไปเดินห้างช้อปปิ้งส่วนลดกระหน่ำ ฯลฯ
แม่กลายเป็นสินค้าไปแล้ว ในโลกทุกวันนี้
อย่างที่เคยบอก ผมเองเป็นพวกนักการตลาดแบบ New Media ไม่คุ้นเคยกับการตลาดรูปแบบที่กำลังนิยมกันอย่าง Emotional Marketing แถมยังรู้สึกไปไกลอีกว่า เดี๋ยวนี้ มนุษย์ฉลาดน้อยลงถึงขนาดที่ต้องให้สินค้ามานั่งบอกเรา ว่าควรมีอารมณ์ร่วมกับอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร.. แล้วหรือ..?
ผมมองว่า Emotional Marketing กับ CSR ในเมืองไทยทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นการทำการตลาดแบบชดเชยให้สังคม เอาจุดอ่อนของผู้บริโภคมาใช้หาประโยชน์เข้าตัวเอง อาจเป็นการมองแบบอคติมากเกินไป แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ จิตวิญญาณของบริษัทจริงๆ มุ่งเน้นไปที่ไหน..?
ถ้าคุณรักแม่ กลับบ้านไปกอดแม่จะดีกว่าครับ…
Popularity: 23%
สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) แห่ง Apple เคยพูดไว้ว่า เวลาที่พวกเราใช้ในการค้นหา รวมถึงการดาวน์โหลดเพลงเถื่อนจากเครือข่าย Peer to Peer อย่าง Bit Torrent รวมกับเวลาในการบริหารจัดการไฟล์เถื่อนพวกนั้น เช่น การแก้ไข Meta data ของ Mp3 การหา Album Art คุณภาพดีมาใส่ในไฟล์ รวมๆ กันแล้วประมาณ 15 นาที
เทียบกับการซื้อเพลงในราคา $4 จาก Apple นั่นแปลว่าคุณกำลังทำงาน “ด้วยค่าจ้างที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ″ เสียอีก
Popularity: 41%
ธุรกิจในยุคก่อน ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความเป็นทางการ เพื่อภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ
ในขณะที่ธุรกิจปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับความมีประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลง
การเขียนจดหมายเป็นหลักฐานชั้นดี ของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการสื่อสาร ท่ามกลางยุคที่ข้อมูลข่าวสารกำลังนั่งลุ้นว่าสมองก้อนน้อยๆ ของมนุษย์จะสามารถจดจำพวกมันได้หมดหรือไม่ เราก็ก้าวข้ามมาอยู่ในยุคสมัยที่เน้นการ “เกริ่นให้น้อยลง”
จดหมายถูกทำให้สั้นลง เพื่อลดเวลาในการอ่าน
ขณะที่ทีมการตลาดของแมกซินคิวบ์ จัดทำ Proposal แบบใหม่ ที่ลูกค้าอ่านจบและทำความเข้าใจได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ประหยัดเวลาทั้งคนอ่าน Proposal และคนเขียน Proposal มีเวลาเหลือไปทำงานดีๆ ให้มากขึ้น
โดยส่วนตัวผมจะเป็นคนชอบที่จะคัดเลือกจดหมายสมัครงาน และสัมภาษณ์ทีมงานเองในทุกๆ ตำแหน่งที่บริษัทรับถ้าโอกาสและเวลาเอื้ออำนวย (แม้จะมี HR คนสวยของผมพร้อมช่วยอยู่ตลอดเวลาก็ตาม) จดหมายสมัครงานประเภทแรกที่ผมคัดออก ก็คือ จดหมายสมัครงานที่เกริ่นยาวจนเกินไป (มีข้อยกเว้นว่า ผมจะชอบคนสมัครงานแบบดิบๆ ที่กล้าเขียน และกล้าขอโอกาส ทำให้ผมรู้สึกถึง passion ในการทำงานออกมาจากตัวอักษร โดยเฉพาะพวก walkin นี่ผมจะชอบเป็นพิเศษ)
ไม่ใช่ว่าผมเป็นพวกถือตัว หรือยึดแนวทางตัวเองเป็นใหญ่… แต่เป็นเพราะข้อจำกัดทางด้านกายภาพ ที่ผมมีเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงในหนึ่งวัน กับภาระหน้าที่ต่างๆ ประจำวันที่ค่อนข้างเยอะ ทำให้ไม่เอื้ออำนวยในการนั่งอ่านจดหมายยาวๆ เป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น สิ่งที่ผม (และน่าจะเหมือนกับกลุ่มคนที่งานยุ่งๆ อีกเป็นล้านๆ คนทั่วโลก) เลือกที่จะทำก็คือ คัดเลือกข้อมูลที่ทำให้เสียเวลาในการบริโภคทิ้งไปก่อน เพื่อลด Attention Crisis ของตัวเอง
อาทิตย์ก่อน ผมได้รับอีเมล์จากบริษัท IT ในประเทศสิงคโปร์ แสดงเจตจำนงค์ในการร่วมมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทของผมในการขยายตลาดมาที่ประเทศไทย เนื้อหาในอีเมล์ไม่ได้มีสาระสำคัญกับเรื่องในวันนี้หรอกครับ แต่ความประทับใจแรกที่ผมมีกับบริษัทแปลกหน้านี้ ก็คือการเขียนอีเมล์แบบ bullet ที่สั้นและได้ใจความ
Dear Khun Run
1. Good evening to you. I was referred by my subordinate (####) whom is currently working with my organisation for now.
2. He has genuinely express his positive recommendation for me to speak to you about our partnership,
2. I am honoured to share with you about my organisation and would like to explore areas of opportunities of partnership engagement in system development.
3. My organisation wish to set up a site office in Thailand in ############.
4. We have a team in ##### and I would like to explore the same business model in your country.
5. We may require you to do ######### and ######## for us in align with our business standards and procedures.
I require a quote of the above and some form of proposal from you and with that, we could discuss further. I am fine to fly over to Bangkok to discuss.Thanks & Best Regards
###
แน่นอนว่า ผมตอบจดหมายเค้า ด้วยรูปแบบการเขียนอีเมล์ในแบบเดียวกัน…
Popularity: 29%








