Archive for July, 2008
มีเรื่องกวนใจผมตั้งแต่เช้าที่ผ่านมาเนื่องจากเบอร์โทรศัพท์เบอร์หนึ่ง ซึ่งเป็นเบอร์ที่มีความพยายามสูงมั่กๆๆๆๆ สูงปรี๊ดดดดดดด (ทำเสียงแหลม) พยายามโทรเข้ามาหาผมตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นๆ แต่ผมไม่ได้รับสายเนื่องจากติดงานอยู่ และไม่ได้พยายามโทรกลับเพราะคาดเดาเอาไว้ว่าน่าจะเป็นเบอร์แนวๆพวกแจ้งยอดอะไรสักอย่าง (แนวๆพวกลงท้ายด้วย 02-xxx-0000) ซึ่งยังไงก็ตามผมต้องได้รับเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่แล้ว
แต่ๆแล้วๆ เช้าตรู่วันนี้ประมาณ 7 โมงเช้า ซึ่งผมถือว่าเป็นเวลาส่วนตัวอยู่ โทรศัพท์เบอร์เดิมก็โทรเข้ามาอีก (เบอร์สมมติ 02-791-000) ผมก็เลยรับสาย เพราะกลัวว่าอาจจะเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนอะไรสักอย่างจากงานที่ผมติดต่ออยู่ พอผมรับสาย
เสียงที่ลอยมาตามสายก็คือ สวัสดีค่ะ ถ้าท่านต้องการฟังข้อมูลต่อ กด 1 ถ้าท่านต้องการฟังข้อมูลภายหลังกด 2 ผมตัดสายทิ้ง เพราะผมเกิดอารมณ์รำคาญขึ้นมาละ เวลาส่วนตัวผม (กู) คุณ (มึง)ยังอุตส่าห์โทรมาขายของ ผมหงุดหงิดขึ้นมา 30%
ผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ ผมอยู่ที่ลาน free weight ใน fitness โทรศัพท์ก็ดังเข้ามาอีก ผมตัดสินใจว่าอยากรู้ว่า สินค้าอะไรที่โทรมากวน (เท้า) และตื้อได้อย่างไร้มารยาทขนาดนี้ ผมตัดสินใจกด 1
ยินดีด้วยค่ะ คุณเป็นผู้โชคดีหนึ่งใน 50 ท่านที่ทาง XXX Fitness เลือกขึ้นมา WOWWWWWWW เพียงคุณ… ตรู๊ดดดด ผมตัดสายทิ้ง
เสียง operator ผู้หญิงที่ลอยมาตามสายนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจประหนึ่งว่า ยินดีกับผมจริงๆ… แต่คุณรู้มั้ย คุณกำลังสร้าง bad perception ให้กับกลุ่มลูกค้าเช่นผม ความหงุดหงิดเพิ่มมาที่ 70%
ผมเดินทางมาทำงานตามปกติ
แต่แล้วเมื่อสิบนาทีที่ผ่านมานี่เอง !!!! กริ๊งงงงงงง มันโทรมาอีกครับ ทั้งๆที่โทรมาแล้วไม่ต่ำกว่าสองที แล้วผมก็กดสายทิ้งตลอด ผมก็เลยตัดสินใจที่จะนำเรื่องนี้มาเขียนเล่าสู่กันฟัง
ดังนั้น จากการที่เขาอาจจะได้สมาชิก club ของเขาเพิ่มอีก 1 คน กลับกลายเป็นว่า เขาสร้างคนที่เกิด bad brand recognition ขึ้นมา 1 คน (ซึ่งจะนำไปเล่าต่อให้เพื่อนๆฟังอีกไม่ต่ำกว่า 10 คน) มันคุ้มกันมั้ยกับสิ่งที่เขาลงทุนทำอยู่??
ประเด็นที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวทั้งหมด อันเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิด bad perception และนำไปสู่ bad recognition ในตัวแบรนด์ของสินค้า
1. ผมไม่เคยให้ข้อมูลกับบริษัท fitness แห่งนั้น และไม่เคยแสดงความจำนงที่จะรับข้อความใดๆจากทางบริษัท สิ่งที่คุณทำจึงเป็น “การคุกคามผู้บริโภค”
2. การแจ้งโปรโมชั่นที่ดูไม่เนียน หรือ มีความเป็นไปได้ต่ำ เข้าข่ายของ “การหลอกลวงผู้บริโภค” มีความเป็นไปได้กี่ % ที่คุณจะคัดเลือกคนขึ้นมาเพียง 50 คนจริงๆ มันไม่คุ้มกับการลงทุนเลย non-sense ไปหน่อยสำหรับ dialog ชวนเชื่อแบบนั้น
3. สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ คุณตั้งโทรศัพท์ระบบอัติโนมัติโดยไม่ได้ดูเวลาเลย คุณโทรหาลูกค้าโดยที่ไม่สนใจเวลาเลยว่าตอนไหนเป็นเวลาส่วนตัวของลูกค้า “คุณกำลังลุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลของผู้บริโภค”
สิ่งที่คุณควรจะรู้ในก่อนที่จะแจ้งข่าวสารให้กับลูกค้าของคุณตามหลัก Permission Marketing ของ Seth Godin
1. การขออนุญาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อต้านในจิตใจของลูกค้า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ทุกคนมีเส้นล้อมรอบตัวอยู่เป็นวงกลม ถ้าใครมาเดินๆเลียบๆและทำท่าพยายามจะเข้ามา โดยที่ไม่ได้ขออณุญาติเรา เราจะต่อต้าน และสร้างภาพลักษณ์ในเชิงลบแก่สิ่งนั้นๆที่ทำท่าเหมือนจะคุกคาม
2. การศึกษาจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์ คุณควรจะรู้ว่า เวลาไหน ควร ไม่ควร ในการจะทำอะไร ถ้ามีคนโทรมาหาคุณเพื่อขายของตอนสองทุ่ม คุณจะชอบมั้ย เรื่องนี้ก็ควรใส่ใจให้หนักหน่อย
3. การเลือกใช้ถ้อยคำ ที่ดูสร้างสรรค์กว่าสิ่งที่คุณใช้อยู่ เพราะแค่คุณพูดออกมาเรื่องผู้โชคดี จะมีกี่คนใน กทม. เชื่อเรื่องนี้ของคุณ??
หวังว่าถ้า staff การตลาดของบริษัทที่ผมเขียนถึง ได้อ่านเรื่องนี้ดู น่าจะเป็นประโยชน์แก่เขาบ้าง ไม่มากก็น้อย
ภาพประกอบจาก internet
Popularity: 42%
อันนี้เป็นคลิปที่ค่อนข้างเก่า คือ Seth ไปพูดที่ Google ตั้งแต่ปี 2006 แล้ว แต่ผมคิดว่ามันน่าสนใจดี และน่าจะถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับการตลาดเมืองไทย
พอดีเริ่มจากว่ามีเพื่อนคนหนึ่งกำลังจะไปสัมภาษณ์งานเกี่ยวกับ New media marketing แล้วโทรมาหาผมว่าให้ผมช่วยติวให้หน่อย ผมเองมานั่งคิดในใจ “เอ่อ… กรูจะติวอะไรฟระ…”
ก็เลยหาใน Youtube เผื่อจะเจอคลิปพรีเซนเทชั่นของ Seth บ้าง แล้วก็เจอจริงๆ… ความยาวประมาณ 50 นาทีนะครับ เนื้อหาอิงกับหนังสือ All Marketers are Liars: The Power of Telling Authentic Stories in a Low Trust World ของ Seth
ใจความหลักคือในมุมมองของ Seth นั้น Google ประสบความสำเร็จได้ด้วยการตลาด ส่วนเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือในการช่วยทำการตลาดของ Google เท่านั้น ลองฟังดูครับ น่าสนใจดี
(อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่มีซับไตเติ้ล >> http://linemarketing.wordpress.com/2007/05/11/seth-godin-all-marketers-are-liars-google-talk-in-the-author-series/)
Popularity: 61%
ใครเคยรู้สึกเหมือนผมมั่ง…?
เวลาตอนเช้าๆ ที่ผมขับรถไปทำงาน ถ้าผมเกิดเบื่อเพลงใน iPod ขึ้นมาในช่วงนั้น ผมก็เลือกที่จะฟังวิทยุดีกว่านั่งขับรถคนเดียวเหงาๆ รถติดๆ
เวลาตอนเช้าๆ ที่ผมเลือกฟังวิทยุ ผมมักจะได้ยินสปอตวิทยุเยอะมากคั่นระหว่างรายการ
ผมจำได้นะ ว่าสปอตแต่ละสปอตพูดเกี่ยวกับอะไร.. ขายโพรดักต์อะไร.. คาแรกเตอร์ของสปอตวิทยุแต่ละสปอตเด่นชัดมากในความทรงจำของผม
แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือ…
ผมแทบจะไม่เคยจำได้เลยว่า แบรนด์เจ้าของโพรดักต์ในสปอตวิทยุที่ผมได้ฟังตอนเช้าๆ นั้น…
มีแบรนด์อะไรบ้าง
หู… กับการสร้าง Brand Recognition มันไปด้วยกันได้จริงๆ เหรอ…?
Popularity: 37%
เมื่อห้าปีก่อน ผมเคยอ่านบทความที่นักการตลาดท่านหนึ่งได้เขียนเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องของ Positioning (น่าจะเป็น อัล รีย์ ผมจำไม่ได้จริงๆ)
บทความว่าไว้ประมาณว่า คุณค่าของแบรนด์จะแปรผกผันกับความหลากหลายของสินค้า พูดง่ายๆ ก็คือ หากโค้กมีความหลากหลายขึ้นเมื่อไหร่ ความแข็งแกร่งของแบรนด์ก็จะลดลงมากเท่านั้น
ไม่เพียงแต่กล่าวทฤษฏี นักการตลาดท่านนั้นได้ยกตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายของสินค้า แต่ตัวอย่างที่ผมจำได้แม่นก็คือ เบียร์มิลเลอร์ ที่เสียตำแหน่งผลิตภัณฑ์ตัวเองไปให้กับคู่แข่งเมื่อพยายามที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดโดยการออกผลิตภัณฑ์ที่มากขึ้น เช่น มิลเลอร์ ไลท์ และอีกหลายมิลเลอร์ ที่ผมไม่รู้จัก นอกจากนี้ยังมีเคสเกี่ยวกับ P&G ที่ลดปริมาณแบรนด์ย่อยๆ เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ลง เนื่องจากส่วนแบ่งการตลาดไม่ได้เพิ่มตามปริมาณแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น (เท่าที่ผมจำได้ ในยุค 1970-1980 P&G มีแบรนด์เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์มากกว่า 200 แบรนด์!!)
ต้นเหตุของความคิดนี้ก็คือ ยิ่งสินค้ามีความหลากหลาย จุดยืนของแบรนด์จะยิ่งไม่ชัดเจน นอกเหนือไปจากนั้น มีการยกทฤษฏี Paradox of Choice มายืนยันความคิดนี้
Paradox of Choice คืออะไร..? อธิบายกันง่ายๆ ว่า…
ความสามารถในการตัดสินใจของมนุษย์จะด้อยลง เมื่อมีทางเลือกที่มากขึ้น
ตัวอย่างจากหนังสือ The Longtail (มั้ง) ยกมาให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำการเลือกแยม 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก มีแยมให้เลือกไม่กี่ประเภท ส่วนกลุ่มที่ 2 นั้นมีแยมให้เลือกหลายสิบประเภท ผลลัพธ์ก็คือ กลุ่มที่มีทางเลือกมากกว่า กลับมีอัตรา “คนที่ไม่ซื้อแยมเลยซักขวด” มากกว่ากลุ่มแรก
ตัวอย่างง่ายๆ ของผม คือการหาที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า เมื่อไรก็ตามที่มีที่จอดเพียงแค่ 1 หรือ 2 ที่ เราจะรีบเข้าจอดในทันที แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นว่า มีที่จอดมากมาย เมื่อนั้นเราจะ choosy และสุดท้ายหลายๆ ครั้ง ลงเอยด้วยที่จอดที่ไม่ได้ดีที่สุด หรือแย่ไปกว่านั้น ขับเลยไปเพื่อหวังจะได้ที่จอดที่ใกล้กว่าเดิม แต่ผิดหวัง และต้องวนกลับมาใหม่ (ที่โคตรหงุดหงิดก็คือ พอวนกลับมาใหม่ ที่ๆ เล็งไว้แต่ไม่ได้เอา กลับโดน have ไปแล้ว -_-’)
แต่ในแง่มุมของการตลาดแบบ Longtail นั้น Chris Anderson บอกพวกเราว่า
สำหรับโลกยุคนี้ ทางเลือกที่มากย่อมดีกว่า
เพราะอะไร…?
คำตอบของ Anderson ก็คือ Paradox of Choice ไม่ใช่ปัญหาทางจิตวิทยาของมนุษย์ แต่เป็นเพียงข้อจำกัดทางกายภาพ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มนุษย์มีทางเลือกที่มากขึ้น และมี “เครื่องมือ” ช่วยกลั่นกรองทางเลือกเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ มนุษย์เราจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกับตัวเองได้เสมอ
ยกตัวอย่างเรื่องแยม… หากกลุ่มผู้ทำการทดสอบเลือกซื้อแยมทางอินเทอร์เนต สามารถ “กรอง” ข้อมูลที่ต้องการได้ แทนที่การเลือกด้วย “ตา″ และ “ลิ้น” ผลลัพธ์ในความเห็นของ Anderson ก็คือ แยมที่มีความหลากหลายมากกว่า จะขายดีกว่าเสมอ!!
สำหรับ Longtail เครื่องมือที่ใช้กรองทางเลือกของมนุษย์ก็คือ อินเทอร์เนตนั่นเองครับ (แต่ Anderson ไม่ได้พูดถึงแนวคิดในเรื่อง Positioning แต่อย่างใด)
Popularity: 39%
วันนี้มีรุ่นน้องคนนึงของผม ส่ง MSN ถามผมมาเกี่ยวกับเรื่อง “เทป” นี่เป็นบทสนทนาแบบย่อๆ…
ไอ้รุ่นน้อง: “เอ่ออ พี่รัน วีดีโอเทป ก้อคือเทปป่ะ”
ผม: “media น่ะเป็นเทป แต่ต่างกันตรงบันทึกภาพหรือเสียงไง”
ไอ้รุ่นน้อง: “งงได้อีกพี่รัน…”
ผม: “วิดีโอเทป มันเป็นเทปที่บันทึกได้ทั้งภาพและเสียง ส่วนเทปมันบันทึกได้แค่เสียงอย่างเดียว”
ไอ้รุ่นน้อง: “แล้วไอ้เทปที่มันบันทึกแต่เสียงอย่างเดียว เรียกว่าไรอ๋อ”
ผม: “cassette tape…”
ไอ้รุ่นน้อง: “โอเค… get!!”
ผม: “เด็กสมัยนี้ ไม่รู้จักวิดีโอเทปจริงๆ อ่ะ..!?!?”
ไอ้รุ่นน้อง: “………….”
ผม: “&^*&%^(*#$@!”
แรกๆ ผมคิดในใจว่า ไอ้รุ่นน้องคนนี้มันบ๊องหรือเปล่าวะ ไม่รู้จักกระทั่งวิดีโอเทป… จนกระทั่งผมถามน้องออย มาร์เกตติ้งไฟแรงเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ของแมกซินคิวบ์ ก็ได้ความว่า เด็กสมัยใหม่ หลายๆ คนแทบไม่รู้จักวิดีโอเทปกันจริงๆ!! แล้วผมก็เริ่มนึกไปถึงเรื่องที่รุ่นน้องบางคนเคยแซวๆ ผมเรื่องเพลงเก่าๆ เค้าบอกว่า เกิดมาก็รู้จักแต่ Retrospect แล้ว… เบิร์ดกะฮาร์ดคือใคร เป็น สส. หรือเปล่า?
ในที่สุด ผมเริ่มสำเหนียกได้ว่า ระหว่างพวกเด็ก teenage รุ่นใหม่ (-teen คืออายุยังไม่ถึง 20 ปี) กับรุ่นวัยอย่างผม (20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ) ห่างกันแค่สิบปี แต่ว่า lifestyle ของคนสองกลุ่มนี้ห่างกันราวฟ้ากับเหว
เด็กรุ่นใหม่ไม่เคยรู้จักทีวี 5 ช่อง ไม่อินกับเบิร์ดธงชัย ไม่รู้จักเฉลียง ไม่เคยซื้อซีดีแผ่นละ 400 บาท ไม่เคยจับเทปคาสเซต ไม่เคยใช้เพจเจอร์ ไม่เคยนัดเจอเพื่อนโดยไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้จักการสอบเทียบ ไม่เคยใช้โมเด็ม 28.8 Kbps ไม่เคยฟังวิทยุรอบดึกตอนอ่านหนังสือก่อนสอบเอนทรานซ์ และไม่เคยอะไรๆ อีกต่างๆ นาๆ
ตลอดที่ผมทำงานมา ผมมีความเป็นห่วงในเรื่องช่องว่างระหว่างมนุษย์ดิจิตอล กับมนุษย์ธรรมดา (digital divide) หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือความแตกต่างระหว่างคนวัยทำงาน กับกลุ่มคนที่เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน (ถึงวัยกลางคน) ว่าการที่จะ educate กลุ่มคนกลุ่มหลังใช้หันมาเรียนรู้และใช้งานเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ท้าทาย และน่าให้ความสนใจ
แต่ผมลืมมองตัวเอง…
หันกลับมาอีกที ตัวผมเองกลับมี digital divide กับกลุ่ม teenage ไปเรียบร้อยแล้ว
ปัญหาก็คือ lifestyle ที่โคตรแตกต่างกันของคนสองกลุ่มนี้คืออะไร?
เมื่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเพราะดิจิตอล คาแรกเตอร์ของวัยรุ่น จะเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในโลกยุคนี้มากยิ่งขึ้น แต่นักการตลาดหลายคนซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับผม ยังคงมอง target group ของตัวเอง ด้วยสายตาของคนอายุ 30 และยังคงเชื่อว่า พฤติกรรมของกลุ่ม teenage ยังไม่แตกต่างจากกลุ่มของตนเองมากนัก
พฤติกรรมการใช้ชีวิต มีผลกระทบในทางจิตวิทยากับการตลาดอย่างไร?
ข้อแรก วัยรุ่น จะเป็นกลุ่มที่ปราณีตในการเลือกมากขึ้น (choosy) ความต้องการของวัยรุ่นจะหลากหลายมากขึ้น และต้องการใน “สิ่งที่ดีที่สุด” มากยิ่งขึ้น สาเหตุเนื่องมาจากข้อมูลมากมายมหาศาลในยุคปัจจุบัน เปิดทางเลือกให้กับผู้บริโภค ที่เลือกจะสนใจ (pay attention) ในสินค้าหรือบริการที่ตรงใจมากที่สุด สินค้า mass จะมียอดขายที่ไม่สูงเหมือนก่อน (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากคือ ดนตรีในยุคก่อน จะได้รับความนิยมมาก และยาวนานกว่าดนตรีในยุคปัจจุบันแบบเทียบกันไม่ติด ถ้าไม่เชื่อ ลองเอาสถิติจาก Billboard มาดูได้) สินค้า niche จะมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน
ข้อสอง วัยรุ่น มีแนวโน้มที่จะมีสังคมลดลง อันนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย แต่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนถึง lifestyle ของวัยรุ่นบางกลุ่มที่สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกส่วนตัวได้ โดยไม่รู้สึก “ขาด” การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม จะผ่านช่องทางดิจิตอลมากยิ่งขึ้น และผมเชื่อว่า ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นรูปแบบนี้ (อิสรภาพทางการติดต่อสื่อสารด้วยต้นทุนที่ต่ำ) จะทำให้วัยรุ่นมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และหวงแหนโลกส่วนตัวมากกว่าในอดีต
ข้อสาม ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะมีความอดทนลดลง และคุณค่าของสินค้าที่อยู่ในมือเขาจะลดต่ำลงอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อก่อนตอนผมเป็นเด็ก เคยรอที่จะอ่านหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์อย่าง Zero หรือ Talent หลังจากอดทนมาตลอดหนึ่งอาทิตย์ แต่ละวันอังคารตอนเย็น ผมและเพื่อนๆ จะรีบวิ่งออกจากโรงเรียนเพื่อซื้อหนังสือการ์ตูนที่ออกใหม่แกะซองกันอย่างกระตือรือล้น บางคนถึงกับยืนอ่านอยู่ตรงหน้าร้านการ์ตูนนั่นเลย
การอดทนรอคอยอะไรก็ตาม มันมักจะให้ความสุขเสมอ เมื่อเราได้รับผลตอบแทนจากความอดทน
ความสุขที่ได้มันมักจะเพิ่มเป็น double คุณค่าของสินค้าที่ตีค่าได้จากความสุขที่ได้รับนั้น มันก็เพิ่มเป็น double เช่นกัน
แต่ในยุคนี้ พวกวัยรุ่น ซึ่งไม่เคยอยู่ในโลกยุคแห่งการรอคอยอย่างเรา พวกเขาแทบไม่รู้จักคำว่า “รอ” แทบจะทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาบริโภคในชีวิตประจำวัน สามารถหามาได้ โดยแทบไม่ต้องใช้การอดทน (torrent, iPod, ซีดีเถื่อน, music station online) ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี, ภาพยนตร์, เกมส์, ข้อมูลข่าวสาร, การติดต่อสื่อสารประจำวัน
ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ชัดเจน ก็คือ ในยุคเกมส์แฟมิคอม ยังไม่มีการก๊อปปี้กันด้วยต้นทุนที่ถูกเท่า Playstation สมัยนี้ เด็กในยุคนั้นจะมีความสุขกับเกมส์ๆ หนึ่งนานมาก เนื่องจากต้นทุนที่จะได้มาซึ่งเกมส์ๆ หนึ่งนั้นค่อนข้างสูง ทำให้คุณค่าของเกมส์มีมากขึ้นตามจำนวนเงินที่ได้จ่ายออกไป รวมถึงปริมาณเกมส์ที่เด็กแต่ละคนเป็นเจ้าของนั้นมีน้อยด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ
เมื่อเปรียบเทียบกับยุค Playstation 3 (หรือ XBox หรือ Wii) พวกเราสามารถไปสะพานเหล็กซื้อเกมส์เจ๋งๆ ได้ในราคาไม่กี่สิบบาท!! หรือยิ่งกว่านั้น สำหรับคนที่อินเทอร์เนตเร็วๆ สามารถดาวน์โหลดเกมส์ Playstation 3 ทั้งเกมส์ผ่านทาง torrent โดยรอเพียงแค่ไม่เกิน 2 ชม.!! เร็วกว่าไปกลับสะพานเหล็ก และค่าใช้จ่ายมีเพียงค่าไฟเท่านั้น!!
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็คือ เด็กๆ จะมีเกมส์ของตัวเองอยู่เป็นปริมาณมหาศาล แล้วพวกเค้าจะทำอย่างไร กับเกมส์ที่ไม่ดึงดูดใจ ใน 10 นาทีแรกที่ลองเล่น…?
คำตอบของเด็กส่วนใหญ่ คือโยนทิ้งครับ…
โจทย์ของนักการตลาดยุคก่อน ก็คือ “ทำอย่างไร ให้เด็กเลือกที่จะหยิบเกมส์ของคุณ จากเกมส์ร้อยกว่าเกมส์ที่อยู่ตรงหน้า…?”
ในยุคนี้ โจทย์ที่เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ “ทำอย่างไร ให้เค้าไม่โยนทิ้งไป แล้วเลือกเกมส์ใหม่ที่น่าสนใจเหมือนๆ กัน…?”
Popularity: 69%
เก็บตกข่าวที่สุดยอด (สำหรับผม) Pioneer หนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของโลก เตรียมให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ในวันที่ 13 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ เกี่ยวกับ แผ่น Blu-Ray ที่มีความจุมากถึง 400 GB!!!
ซึ่งแน่นอนว่าการวงาขายจริงคงไม่ได้เกิดขึ้นในเร็วๆนี้ แต่ก็ไม่น่าเกิน 3-5 ปีนี้แน่ๆ ความจุขนาด 400 GB นี่เทียบเท่าได้กับ Hard disk ขนาดย่อมๆเลยทีเดียว และสิ่งที่จะถามมาเมื่อนวัตกรรมนี้วางขาย ก็คืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่จะต้องวางขายเพื่อออกมารองรับนวัตกรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็น TV จอที่ใหญ่ขึ้น เครื่องเสียงที่ให้เสียงที่มีมิติมากขึ้น และ เครื่องเล่นแผ่น disc ที่ต้องรองรับการอ่านข้อมูลของแผ่น
ข้อมูลที่ผมได้รับมาคร่าวๆ เกี่ยวกับแผ่น Blu-Ray แบบใหม่นี้ก็คือ การจัดเก็บข้อมูลจะแบ่ง layer เป็น 16 layer แต่ละ layer จะจัดเก็บข้อมูลโดยประมาณ 25 GB
ในปัจจุบันนี้แผ่น Blu-Ray ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในวงกว้าง จะมี 2 รูปแบบคือ Single Layer และ Dual Layer ซึ่งให้ความจุ 25 GB และ 50 GB โดยประมาณตามลำดับ
ต้องติดตามกันต่อไปครับว่าข่าวคราวของเจ้าสิ่งนี้ จะเป็นอย่างไรในอนาคต!
Popularity: 27%
ในตอนที่แล้วผมฝากให้เป็นการบ้านสนุกๆ ให้เพื่อนๆลองนึกๆกันดูว่า… เราจะทำอย่างไรให้ลูกค้าได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง เป็นส่วนร่วม และได้รับการยอมรับในโลก Cyber แห่งนี้ วิธีการที่แต่ละองค์กรธุรกิจเลือกใช้มันก็มีมากมายขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างขึ้นมา ผมจะขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ผมพึ่งได้ศึกษามาจากนิตยสาร marketeer ฉบับล่าสุด ซึ่งผมเห็นว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราคุยกันมาแรมเดือนแล้ว (ผู้เขียนอู้ไม่ยอมเขียนให้จบสักที –”)
มาดูกรณีศึกษากันดีกว่า
Mommy Society (แก๊งค์แม่บ้านแก๊งค์เดิมกับตอนที่แล้ว)
ยังจำเรื่องราวของแก๊งค์แม่บ้านจาก blog ครั้งที่แล้วได้มั้ยครับ
“แกงค์แม่บ้านต้องนัดประชุมกันที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบเรื่องของแม่บ้านแกงค์อื่นๆ (บางครั้งก็แอบซุบซิบแม่บ้านในแกงค์เดียวกันประปราย) ซุบซิบเรื่องดารา ซุบซิบข่าวลือต่างๆ แต่แม่บ้านปี 2008 ไม่จำเป็นต้องออกไปที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบอีกแล้ว เพราะพวกเขาสามารถ online chat กับแม่บ้านคนอื่นๆได้ และก็สามารถไปอ่านคอลัมน์บีบสิวหัวช้างของซ้อเจ็ดเพื่ออัพเดทข่าวคราว (คาว) ดาราและเรื่องฉาวๆได้อีกพะเรอเกวียน”
ผมขอยกเอาตัวละครเดิมที่เคยเขียนเอาไว้มาใช้อีกครั้งนะครับ
ด้วยความร่วมมือของ Sprint - Mobile Phone Operator, Suave - ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนตัวของสตรี และ MINDSHARE ซึ่งเป็น Media Agencies ของทั้งสองบริษัท เนื่องด้วยว่าทั้งสองบริษัทมีความต้องการที่จะเจาะตลาดของกลุ่มแม่บ้าน ช่องทางที่ทั้งสองบริษัทเลือกมาใช้จึงเป็นช่องทางที่แม่บ้านสมัยใหม่เข้าถึงได้ นั่นก็คือการทำ Newmedia ในรูปแบบของ Webisode
Webisode มาจากส่วนผสมของคำสองคำนั่นก็คือ website และ episode โดยรวมจึงมีความหมายว่า เรื่องราวรูปแบบของละครซีรีย์ที่ออกฉายทาง website เหตุผลที่ทีมงานทั้งหมดเลือกใช้ช่องทางนี้ก็เนื่องมาจากว่า การสำรวจกลุ่มเป้าหมายคุณแม่ยุคใหม่ พบว่า ชื่นชอบการดู miniseries (ผู้หญิง ติดละครทุกเชื้อชาติ no wonder about it!!!) In the Motherhood miniseries ความยาว 9 ตอนจบจึงได้ถือกำเนิดขึ้น และเริ่มออกฉายตอนแรกในปี 2550 โดย MSN ผ่านทาง website www.inthemotherhood.com ซึ่งมียอดผู้เข้าชมกว่า 5 ล้านคน ในซีซั่นแรก ทำให้ในสัปดาห์แรกของการแพร่ภาพซีซั่นที่สองมียอดผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นถึงกว่า 10 ล้านคน!!!
ด้วยกระแสความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ ABC สถานีโทรทัศน์ชื่อดังของอเมริกาตัดสินใจที่จะนำ series เรื่องนี้ไปออกฉายทางเครือข่าย
เหตุผลที่ทำให้ series นี้เป็นที่ชื่นชม และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ก็เพราะว่าภายใน website มีการเปิดส่วนของ community ขึ้นอยู่หลายส่วน ทั้งส่วนของ webboard ให้กลุ่มแม่บ้านทันสมัยเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ game และส่วนของการร่วมสนุก ในการส่งเรื่องราวของตัวเองเข้ามา ซึ่งเรื่องของผู้ชนะจากการประกวดจะได้รับไปทำเป็นบทละครของ series ชุดนี้ !!!
ซึ่งการสร้าง community แบบนี้ ทำให้แม่บ้านได้เข้ามาพูดคุยกัน และได้แบ่งปันความคิดเห็นและความรู้ต่างๆให้แก่กัน อันจะเป็นการสร้างความรู้สึกของการเป็น ส่วนหนึ่ง ให้กับแม่บ้านเหล่านี้ เพราะทุกๆครั้งที่แม่บ้านได้เข้ามาใน board ก็เหมือนกับว่าได้เข้ามาเจอเพื่อนๆ
และแน่นอนทั้ง Sprint และ SUAVE ซึ่งเป็นเจ้าของ Branded Content ก็ได้ประโยชน์จากงานนี้กันไปเต็มๆ
และกระแส Buzz ที่เกิดจากการพูดคุยปากต่อปากระหว่างแก๊งค์แม่บ้านก็ทำให้จำนวนของผู้เข้าชมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นตัวอย่างของการทำ Community ที่ดีตัวหนึง ซึ่งช่วยให้สินค้าของเราได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจนมากขึ้น!
สำหรับในเมืองไทยของเราก็มีการทำ webisode กันบ้างเหมือนกัน คุณหนุ่มๆอาจจะบ่นน้อยใจกันเพราะว่าเรื่องด้านบนเป็นเรื่องของสาวๆเค้าทั้งนั้น ก่อนจากกันผมเลยขอเก็บ webisode ไทยๆ มาฝากกันก่อนจากสักอันนะครับ MAXIM webisode ครับ
ปล.ไม่สามารถนำมา embed ในนี้ได้ เดี๋ยวเสียภาพ brand ของ blog ผมหมด !!!
Popularity: 22%
รู้จัก SOA (Service-Oriented Architecture) กันไหมครับ.. ผมเบื่อไอ้เจ้า SOA นี่เต็มทน.. ในอีกสายงานหนึ่งของผมที่เป็นบริษัทไอทีจ๋า อย่าง Apricot Ion ต้องเจอกับคนที่ใช้คำๆ นี้ไม่ต่ำกว่าวันละสองสามรอบ
โดยที่ผมก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า หลายๆ คนที่พูดคำๆ นี้กับผม จะเข้าใจคำๆ นี้จริงๆ หรือเปล่า…
ขอใช้เนื้อที่นี้บ่น โดยไม่อธิบายแล้วกันครับ ว่า SOA คืออะไร เหมาะกับธุรกิจในเมืองไทยหรือไม่.. แต่ผมเบื่อคำๆ นี้..
…แบบสุดๆ…

จากเว็บไซต์ Geek and Poke ครับ…
Popularity: 35%
หากเว็บไซต์อยู่เคียงคู่กับ Google
ผมก็ต้องบอกว่าบล็อกจะอยู่เคียงคู่กับ Technorati
คนทั่วๆ ไปสามารถสร้างบล็อกได้เสร็จภายใน 5 นาที ในขณะที่การสร้างเว็บไซต์ดีๆ ซักเว็บไซต์หนึ่งใช้เวลาเร็วที่สุดก็ไม่ต่ำกว่า 1 อาทิตย์
แน่นอนว่า Google ยังคงค้นหาข้อมูลบล็อกได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เมื่อสังคมบล็อกขยายตัวในระดับที่สูงขนาดนี้แล้ว คงไม่แปลกอะไร ถ้าจะเกิดเครื่องมือ Search Engine สำหรับบล็อกโดยเฉพาะขึ้นมา ไอ้เจ้า Search Engine ของบล็อกที่ดังที่สุดก็คือ Technorati นี่เองครับ
หากจะเปรียบเทียบการทำงานของ Search Engine ทั้งสองประเภทแล้ว มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือ Search Engine สำหรับเว็บนั้นทำการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดภายในเว็บไซต์ ส่วน Search Engine สำหรับบล็อกอย่าง Technorati นั้น ทำการค้นหาข้อมูลด้วยแท็ก (Tag)
นอกจาก Technorati จะเป็น Search Engine สำหรับบล็อกที่ดังที่สุดแล้ว ทาง Technorati เองยังมีการเก็บข้อมูลทางสถิติของพัฒนาการของบล็อกบนสังคมอินเทอร์เนต ซึ่งมีตัวเลขที่น่าสนใจหลายตัวทีเดียว ผมจะเอามาเล่าสู่กันฟังในโพสนี้
สถิติจากรายงาน State of the Blogosphere ของ Technorati อัพเดทล่าสุดเมื่อเดือน เมษายน 2007
(สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่)
ถ้าดูจาก SlideShare แล้วอ่านไม่ชัด ดู Presentation ชัดๆ ได้ด้านล่าง
(คลิกที่ไอคอนเพื่อดาวน์โหลด)
จุดสำคัญที่ผมอยากนำมาขยายความกันจากในรายงานก็คือ…
- ปัจจุบันมี Blog ทั่วโลกประมาณ 70 ล้าน Blog
- ใช้เวลาเติบโตจาก 35 ล้านบล็อกมาเป็น 70 ล้านบล็อก (2 เท่าตัว) ในเวลา 320 วัน!! Double ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี!!
- มี Blog เกิดใหม่เฉลี่ยวันละ 120,000 Blog (หรือเฉลี่ยแล้วจะมี Blog เกิดใหม่ 1 Blog ในทุกๆ 1.38 วินาที พูดง่ายๆ ว่าทุกๆ วันที่คุณนอนตื่นขึ้นมา ก็จะมี Blog เกิดใหม่แล้ว 40,000 บล็อก)
- Spam Blog (เรียกกันสั้นๆ ว่า Splogs) ก็ยังมีเกิดขึ้นเรื่อยๆ ประมาณ 3,000-7,000 Splogs ต่อวัน (คิดเป็นประมาณ 2.5-5.8% ของจำนวน Blog ที่เกิดขึ้นทั้งหมด) แต่แนวโน้มของ Splog ลดลงไปพอสมควรในช่วงปี 2007
- ปริมาณการโพสต่อวัน ยังเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เฉลี่ยอยู่ที่ล้านกว่าโพสต่อวัน (บ่งบอกอะไรมั้ยครับ มีบล็อก 70 ล้าน Blog แต่มีโพสวันละล้านกว่าโพส)
- ที่สำคัญ เมื่อเราเทียบสื่อ 100 สื่อที่ได้รับความนิยม โดยแบ่งสื่อออกเป็นสองประเภทนั่นก็คือสื่อดั้งเดิม (MSM - Main Stream Media) กับ Blog จะเห็นได้ว่าใน Q4 ของปี 2006 มี Blog 22 Blog ที่ติดอันดับใน 100 สื่อที่ได้รับความนิยม (เพิ่มจาก 12 Blog ใน Q3 ของปี 2006) หรือเกือบๆ 1 ใน 4 ของสื่อที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเป็นสื่อประเภท Blog!! ธุรกิจสื่อ เริ่มร้อนๆ หนาวๆ กับความแรงของ CGM มั้ยครับ!!
- ที่น่าสนใจสุดๆ ก็คือ ญี่ปุ่นเป็นชาติที่เขียน Blog มากที่สุดในโลก!! คือ 37% มากกว่าชาติทุกชาติในโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษรวมกัน (33%) เสียอีก (และที่กำลังมาแรง ก็คือ Blog ภาษาจีนครับ)
“ขอโทษนะครับ มีอีเมล์ของบริษัทมั้ยครับ…?”
ย้อนหลังไปประมาณ 5 ปี คำถามนี้อาจดูน่าตกใจกลัวสำหรับคนเชยๆ บางกลุ่ม หรือบริษัทเชยๆ บางแห่ง ที่ไม่มีอีเมล์ใช้งาน
ในอีกไม่เกินห้าปีข้างหน้า เชื่อกันว่า (เกือบ) ทุกบริษัทในโลกจะมีบล็อกเป็นของตัวเอง ใครยังไม่มีบล็อกเป็นของตัวเอง ก็จะเริ่มเป็นคนในกลุ่มเดียวกับกลุ่มข้างบนแล้วครับ ถึงเวลาหรือยัง ที่พวกเราจะปฏิวัติตัวเองและองค์กร เพื่อเข้าหาสื่อใหม่ ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก ณ ขณะนี้
“ขอโทษนะครับ มีบล็อกของบริษัทมั้ยครับ…?”
Popularity: 34%
ผมติดค้างเรื่องราวเอาไว้จากตอนที่ 2 อยู่หลายเรื่องเลย จริงๆตั้งใจว่าจะพยายามเขียนให้จบในตอนเดียว แต่กลัวว่าข้อมูลที่มอบให้ทุกๆท่านจะน้อยเกินไป จะทำให้ไม่ได้เห็นภาพอย่างชัดเจน ก็เลยขอดึงออกมาอีกสักหลายๆตอนดีกว่า จะได้ลงรายละเอียดกันได้อย่างเต็มเนื้อหน่อย
คราวที่แล้วผมพูดถึงเรื่องของ Maslow’s Hierarchy of Need ค้างเอาไว้ แล้วก่อนปิดท้ายผมก็ผูกเรื่องเอาไว้กับ มุมมองใหม่ของ IT Hierarchy of Need
ทั้งสองอย่างมันมีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่หนึ่งอย่างใหญ่ๆก็คือ ความต้องการของคนครับ ผมขอขับเรือออกทะเลไปสักนิดหนึ่งก่อนจะวกเข้าท่านะครับ
เริ่มต้นเรามาลองคิดกันตามหลัก จิตวิทยาสังคม (Social Psychological) นะครับ จิตวิทยาสังคมเป็นการศึกษาถึง “พฤติกรรมของบุคคลให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งจะต้องทราบถึงพื้นฐานทั้งตัวบุคคล สังคมและวัฒนธรรม การศึกษาพฤติกรรมของบุคคลมีทั้งทางด้านจิตวิทยาสังคม พฤติกรรมสังคม และการศึกษานั้นจะมีประโยชน์ช่วยให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างมีความสุข และ ศึกษาถึงขบวนการสังคมประกิต เป็นขบวนการเรียนรู้แบบแผนพฤติกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลทุกเพศทุกวัย อันเนื่องมาจากบุคคลได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสังคม บุคคลเกิดการเรียนรู้ที่จะประพฤติปฏิบัติตนเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น”
หรือ สรุปโดยง่ายก็คือ “คนเราต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม และมีปฏิสังคมกันกับคนอื่นๆในกลุ่ม เพื่อจะแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน”
ทีนี้ในปัจจุบัน โลกเริ่มมีการเปลี่ยนไป รูปแบบของการสื่อสารก็มีการเปลี่ยนแปลงไป Median ที่มนุษย์ไว้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็มีการเปลี่ยนไปตาม จากเดิมที่เคยต้องจับกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสื่อสาร มนุษย์ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตัวเองผ่านช่องทางของ internet
นึกภาพตามนะครับ เมื่อสักยี่สิบปีที่แล้ว แกงค์แม่บ้านต้องนัดประชุมกันที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบเรื่องของแม่บ้านแกงค์อื่นๆ (บางครั้งก็แอบซุบซิบแม่บ้านในแกงค์เดียวกันประปราย) ซุบซิบเรื่องดารา ซุบซิบข่าวลือต่างๆ แต่แม่บ้านปี 2008 ไม่จำเป็นต้องออกไปที่ตลาดหน้าปากซอยเพื่อซุบซิบอีกแล้ว เพราะพวกเขาสามารถ online chat กับแม่บ้านคนอื่นๆได้ และก็สามารถไปอ่านคอลัมน์บีบสิวหัวช้างของซ้อเจ็ดเพื่ออัพเดทข่าวคราว (คาว) ดาราและเรื่องฉาวๆได้อีกพะเรอเกวียน
การรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลของมนุษย์จึงลดบทบาททางสังคมลง ขั้นตอนการรับรู้และเข้าสังคมจึงเปลี่ยนไปจากรูปด้านบน เพราะปัจจุบันคนเราสามารถเสพย์ข้อมูลได้ด้วยช่องทางอื่นๆมากมายนอกจากการพบปะพูดคุยกันตัวต่อตัวเหมือนเมื่อก่อน
ซึ่งส่งผลให้คนเรามีแนวโน้มที่จะอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น!!!
แนวคิดที่สนับสนุน รูปแบบ จิตวิทยาสังคม ในยุคปัจจุบันนี้ได้แก่ แนวคิดแบบ “ยุคหลังสมัยใหม่” (Post-Modern) ผมข้อตัดตอนแนงคิดบางส่วนมาจาก www.artgazine.com ซึ่งกล่าวไว้เกี่ยวกับสังคมปัจจุบันดังนี้
สังคมหลังยุคสมัยใหม่
ยุคหลังสมัยใหม่กำลังก้าวเข้ามาแทนที่ยุคสมัยใหม่อย่างท้าทาย ด้วยนัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม อาทิ จันทนี เจริญศรี กล่าวว่า (2544 : 1)
- ลักษณะทางเศรษฐกิจที่ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมมวลชน (mass consumerism) ความเป็นยุคทุนนิยมตอนปลาย (late capitalism) ( Bell, 1976)
- ลักษณะการผลิตเป็นแบบหลังอุตสาหกรรม (post-industrial) ความเป็นสังคมข่าวสาร สังคมที่ประกอบขึ้นจากการจำลอง (simulation) (Bogard ,1992)
- ลักษณะล้ำความจริง (hyperreality) การยุบตัว (implosion) รวมถึงรูปแบบใหม่ทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรม เป็นยุคที่สื่ออีเลคโทรนิคส์ซึ่งสามารถตัดข้ามผ่านพื้นที่ทางกายภาพจะเข้ามาแทนที่ “ชุมชน” อันจะทำให้แนวคิดเรื่องสังคมจะกลายเป็นเพียงภาพลวงตา (Bogard, 1992)
ดังนั้น เมื่อคนเราสูญเสียสภาพทางสังคมจริงลงไปเรื่อยๆ แต่ความต้องการที่จะได้รับการยอมรับยังคงมีอยู่ ความต้องการให้คนยอมรับนั้นจึงไปปรากฎอยู่บนสังคมเสมือน ซึ่งก็คือโลกของ New Media พวก web board, chat room และ blog นั่นเอง
ย้อนกลับไปดูในตอนที่แล้วนะครับ Internet Hierarchy of Needs Theory จุดสูงสุดที่คนในยุคปัจจุบันนี้ต้องการก็คือ การได้รับการยอมรับในโลกเสมือนเหล่านี้
กลับมามองในแง่ของนักการตลาด (กลับท่าแล้วนะครับ)
เราจะทำอย่างไรให้กลุ่มคนที่ต้องการการตอบรับสูงสุด ได้รับการตอบรับที่ดีที่สุด?
ฝากไว้คิดกันครับ ตอนหน้าเราจะมาพูดคุยกันต่อ
ปล.เพื่อการเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้นเกี่ยวกับแนวคิด Post-Modern ลองหา Lost in translation (เอาแค่อารมณ์เหงาๆนะครับ) มาดูและหานิยายของ Haruki Murakami มาอ่านนะครับ
Popularity: 38%









