Archive for June, 2008
สวัสดีครับเพื่อนๆทุกท่าน
ช่วงนี้งานยุ่งมากๆ เลยทำให้การอัพ blog ของผมดูช้าๆไปบ้าง (ไม่มากก็น้อย…)
อากาศในช่วงนี้ก็ร้อนมาก พอกลับบ้านไป วันๆ ผมก็ไม่อยากทำอะไรนอกจากนอนอยู่เฉยๆ นั่นอาจจะเป็นที่มาของควมล่าช้าสาเหตุหนึ่ง
เอาล่ะครับ กลับมาเรื่องที่ผมเล่าค้างไว้สองสัปดาห์ที่แล้ว
ผมเลือกอัพ blog วันนี้เพราะวันนี้เป็นวันดีครับ ศุกร์ที่ 13
ในตอนที่ 1 ผมถามทิ้งท้ายไว้ว่า “bLog จะเกิด BUZZ ได้อย่างไร?” เราจะลองมาเริ่มดูกันในวันนี้ครับ ว่าทำไมช่องทางการสื่อสารแค่ช่องทางหนึ่ง ถึงเป็นช่องทางที่นักการตลาดจากองค์กรระดับโลกเลือกที่จะใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารที่สำคัญ เพื่อติดต่อกับลูกค้าของเขา
หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า CGM และแปลเป็นภาษาไทยของเราได้ว่า “ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง” เราสามารถตีความตามความหมายของมันได้อย่างตรงตัวครับคือ “ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง” ตามกฎของ Maslow นักจิตวิทยาชื่อดังชาวอเมริกันแห่งศตวรรษที่แล้ว (Abraham Harold Maslow, April 1, 1908 – June 8, 1970) เรื่อง Hierarchy of human needs, (ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ) ซึ่งพูดถึงเรื่องของความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ถูกจัดแบ่งลำดับความสำคัญที่ต้องการการตอบสนองไว้เป็นขั้นๆ เราลองมาดูถึงลำดับความสำคัญนี้กันก่อนครับ เพื่อที่เราจะได้ลงรายละเอียด และตอบโจทย์ข้อนั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) (ผมขอยกเนื้อความภาษาไทยบางส่วนมาจาก blog ของคุณ sandy นะครับ)
มาสโลว์ ได้ตั้งสมมติฐานว่ามนุษย์มีความต้องการดังนี้
1) มนุษย์มีความต้องการ และ ความต้องการมีอยู่เสมอและไม่มีที่สิ้นสุด
2) ความต้องการที่ได้รับการสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจสำหรับพฤติกรรมต่อไป ความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม
3) ความต้องการของคนจะซ้ำซ้อนกัน บางทีความต้องการหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วยังไม่สิ้นสุดก็เกิดความต้องการด้านอื่นขึ้นอีก
4) ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้นความสำคัญ กล่าวคือ เมื่อต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว
ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนอง
ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์เรียกว่า Hierarchy of Needsมี 5 ลำดับขั้น
มีรายละเอียดดังนี้
1) ความต้องการระดับต่ำสุดคือความต้องการทางกายภาพ (Physiological/Basic Physical Needs)
เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เช่น ปัจจัยสี่ ความต้องการทางเพศ น้ำดื่ม อากาศ ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การพักผ่อนนอนหลับและสิ่งที่จำเป็นอื่น ๆ ที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ความต้องการเหล่านี้เป็นความต้องการพื้นฐานที่คนจะถูกจูงใจให้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะได้สิ่งจำเป็นเหล่านี้แต่เมื่อได้มาแล้วความต้องการเหล่านี้ก็ยุติที่จะเป็นตัวจูงใจหลัก (Prime Motivation) อีกต่อไป
2) ความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Needs)
เมื่อความต้องการทางด้านร่างกายได้รับการตอบสนองแล้วจนเป็นที่พอใจ ความต้องการขั้นนี้จะเกิดขึ้นอีก ประกอบด้วยความต้องการความปลอดภัย
ปรารถนาที่จะได้รับความคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ที่จะมีต่อร่างกายเช่น อุบัติเหตุ อาชญากรรม เป็นต้น นอกจากนี้ยังหมายถึงความต้องการความมั่นคงในการทำงานและมีบำเหน็จบำนาญความต้องการทางด้านความมั่นคงปลอดภัยนี้เมื่อได้รับการตอบสนองจนเป็นที่พอใจของบุคคลแล้ว บุคคลก็จะเกิดความต้องการในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไปอีกลำดับขั้น
3) ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและองค์การยอมรับและรักใคร่ (Love/Belonging or Social Needs)
เป็นความต้องการที่จะให้สังคมหรือองค์การยอมรับ และเห็นความสำคัญของเขาว่าเป็นสมาชิกขององค์การ ความต้องการที่จะให้ผู้อื่นชอบตนเป็นผู้มีความสำคัญต่อบุคคลอื่น ในขั้นนี้มนุษย์ต้องการเพื่อน ต้องการคบค้าสมาคมต้องการมีครอบครัว มีความรัก และความเห็นใจจากเพื่อร่วมงาน
4) ความต้องการที่จะได้รับการยกย่อง นับถือในตัวเอง และจากบุคคลอื่น (Esteem and Status Needs)
หมายความรวมถึงความต้องการให้เกิดความเคารพตนเอง (Self-Respect) ความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ประสพผลสำเร็จและได้รับการยอมรับเช่นนั้น
จากบุคคลอื่นต้องการสถานภาพ (Status) และความมีชื่อเสียงเกียรติยศ (Prestige) เป็นส่วนสำคัญของความต้องการยกย่องเคารพ การที่ความต้องการนี้ได้รับการตอบสนองนำซึ่งความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองในความสามารถและรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้มีประโยชน์ และมีความสำคัญในสังคม
5) ความต้องการบรรลุเป้าหมาย และทำการให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือความต้องการทางความสำเร็จ (Self-actualization and Fulfillment Needs)
เป็นความต้องการระดับสูงสุด หมายถึงการที่บุคคลนั้นได้ใช้ความสามารถของตนเองในทุกด้านได้ และเป็นทุกอย่างที่เขาอยากจะเป็น ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกันสุดแต่ความสามารถของแต่ละบุคคลและความต้องการของเขาเป็นความต้องการที่จะได้รับทุกสิ่งที่ตนปรารถนาต้องการกระทำสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดที่จะกระทำได้
จะเห็นได้ว่า ความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดของมนุษย์ ว่ากันตามจริงแล้วมัน (อาจ)จะหมดลงได้เมื่อคนเราได้รับการตอบรับความต้องการนั้นจนครบถ้วน ในที่สุดเมื่อโลกของเราเข้าสู่ยุคปัจจุบัน อินเตอร์เน็ทก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในชีวิตอีกหนึ่งอย่างของคนเรา ทฤษฎีทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการจึงมีการพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ผมไปเจอตัวอย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นงานวิจัยของ VortexDNA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลด้านแนวคิดเรื่องศักยภาพของมนุษย์ เขามีแนวคิดเกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์ในรูปแบบใหม่ที่เรากำลังคุยกันอยู่ ดังรูปประกอบด้านล่าง
จะเห็นได้ว่ารูปแบบความต้องการของมนุษย์ในแนวคิดของทฤษฎีใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของรูปแบบความต้องการการยอมรับในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผมขอยกยอดไปติดตามต่อกันในตอนต่อไปนะครับ รอพบกับตอนต่อไปในเร็วๆนี้ครับ
Popularity: 93%
เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมมีโอกาสได้ไปสังสรรค์เล็กๆ กับเพื่อนๆ ที่ร้านสองสลึง ทองหล่อ 21 (ผมขอเว้นไว้ไม่พูดถึงระดับแอลกอฮอล์ลที่บริโภคในคืนนั้นนะครับ)
แต่เรื่องที่น่าสนใจก็คือ ตอนพวกผมกับเพื่อนๆ กำลังจะเดินเข้าไปในร้าน พนักงานต้อนรับสาวก็เดินมาทักทาย และแนะนำให้ผมทำการลงทะเบียน
แรกๆ เราก็มองหน้ากันงงๆ ว่า เที่ยวผับเดี๋ยวนี้ต้องมีการลงทะเบียนกันก่อนด้วยหรือ..?!?
และแล้วก็ถึงบางอ้อ เมื่อพนักงานต้อนรับคนสวย บอกกับเราว่า นี่เป็นการลงทะเบียน “กลุ่มสมาชิกสองสลึงบนเครือข่าย Hi5“
โดยส่วนตัว พอเห็นการทำการตลาดแบบ Social Network Marketing ในรูปแบบนี้ ผมเองรู้สึกดีใจ ที่ธุรกิจในสายงานของผม เริ่มแผ่กิ่งก้านสาขา ขยับขยายไปในวงกว้างของสังคมมากขึ้น (แม้จะยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนอายุ 20-35 ปีอยู่ก็ตาม)
โดยส่วนตัว ผมเองไม่ได้ลงทะเบียน เพราะว่ายกเลิก Account Hi5 ของตัวเองไประยะหนึ่งแล้ว แต่จุดที่สนใจผมแอบแวบคิดในคืนนั้น (ก่อนที่จะเมา) ก็คือว่า การสร้างเครือข่ายในรูปแบบนี้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จของเครือข่าย น่าจะอยู่ที่การปฏิสัมพันธ์ภายในเครือข่ายมากกว่า ปริมาณสมาชิก
การที่สองสลึงเกณฑ์คนเข้าร่วมทางหน้าร้าน ถือว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจดี
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่า คือหลังจากได้สมาชิกที่เป็นแฟนพันธ์แท้ของสองสลึงจำนวนหนึ่งใน Hi5 แล้ว สองสลึงจะทำอย่างไร ที่ทำให้เครือข่ายที่เกิดขึ้นนี้ มีชีวิต และจิตวิญญาณของความเป็นสองสลึงได้มากและยาวนานที่สุด
อย่าให้เป็นเหมือนอย่างเครือข่ายใน Hi5 ของรถยนต์แบรนด์หนึ่ง ที่ผมเคยเข้าร่วมเป็นสมาชิกในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เป็นเครือข่ายร้าง มีเอาไว้เพื่อโชว์รถตัวเองเท่านั้น
ถ้าเป็นแบบนั้น อย่าไปสร้างเลยครับ เสียพลังงาน…
Popularity: 42%
ผมมีโอกาสได้ไปพูดคุยกับรุ่นพี่ท่านหนึ่ง (พี่หมี) เมื่อเร็วๆนี้ เกี่ยวกับเรื่องของกิจกรรมที่เราเคยทำผ่านกันมาในช่วงที่เรียนมหาวิยาลัย
ย้อนกลับไปเมื่อสักช่วงปี 2545 ในตอนนั้นผมอยู่ในช่วงรอยต่อในปีการศึกษาของการเป็นนิสิตระดับชั้นปีสาม ขึ้นปีสี่ ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงนั้นผมมีโอกาสเข้าร่วมในการเสนอแผนงานเพื่อจะคัดเลือกนิสิตมาจัดตั้ง บริษัท จำลองจุฬาฯ หรือที่คนโดยทั่วไปจะรู้จักกันในนามของ CBA (Chulalongkorn Business Administration)
ผมและพี่หมีมานั่งคุยกันว่า ในช่วงเวลายี่สิบกว่ารุ่นที่ผ่านมา ถ้าผมนับไม่ผิดรวมรุ่นปีนี้ด้วย น่าจะมีประมาณยี่สิบหกรุ่น องค์ความรู้ทางธุกรกิจ และด้านการบริหารงานองค์กรที่เราถ่ายทอดกันมามันจะมีมากมายถึงขนาดไหนแล้วในวันนี้ ด้วยเวลาที่ผ่านไปๆ เรื่องราวหลายๆเรื่องก็มีการตกหล่นกันไปบ้าง พี่บางคนอาจจำเรื่องนี้ได้ แต่พี่บางคนก็อาจจะจำไม่ได้ จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ว่า จะดีมั้ย? ถ้าเรารวบรวมองค์ความรู้ที่พี่มีให้น้องตามที่พวกเราชาวจุฬาฯถือสืบทอดต่อกันมากว่าแปดสิบปีมาจัดทำออกมาเป็นสื่อในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเข้าถึงคนในวงกว้างได้ง่าย…
…สื่อที่ผมคิดถึงในเวลานั้นก็คือ
Weblog
หรือที่วัยรุ่นรู้จักกันดีในนาม
bLog
เหตุที่ผมนึกถึงช่องทางนี้ในการที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ เพราะว่า
1. ผมคิดว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราอยากจะถ่ายทอด (กลุ่มหลัก - เน้นตามปริมาณ) น่าจะเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษา ที่เรียนอยู่ในคณะที่เกี่ยวข้องกับด้านธุรกิจ มา scope ลงที่กลุ่มเป้าหมายหลักก่อนก็คงเป็นกลุ่มนิสิตคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ
2. กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะเข้าถึงในข้อหนึ่ง มี potential ที่จะเข้าถึงช่องทางนี้ได้มากที่สุด ในข้อ 1 เราตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของเราเป็นกลุ่มนิสิต ดังนั้นน่าจะมีอายุอยู่ระหว่าง 18 - 22 ปี จากการสำรวจข้อมูลทางการตลาดของนิตยสาร positioning พบว่ากลุ่มคนไทยที่มี bLog เป็นของตัวเองมีรายละเอียดดังนี้
|
อายุ |
คิดเป็น % จากกลุ่มสำรวจ 308 ราย |
|
19 ปีและต่ำกว่า |
11% |
|
20 - 25 ปี |
35% |
|
26 - 30 |
30% |
|
31 - 35 ปี |
12.6% |
|
36 - 40 ปี |
7.5% |
|
41 - 50 ปี |
2.6% |
|
51 ปีขึ้นไป |
1.1% |
จากข้อมูลเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายของเรามีอัตราส่วนรวมกันมากที่สุดซึ่งเท่ากับ 46% ดังนั้นช่องทางนี้ น่าจะเป็นช่องทางที่น่าสนใจ ถ้าเราเลือกที่จะสื่อสารกับคนกลุ่มนี้
Trend ของการตลาดที่แหล่งวิจัยหลายๆแหล่งในเมืองนอกพูดถึงก็คือ New Media แน่นอนสำหรับเมืองไทย สิ่งนี้ก็ได้เข้ามาฟูมฟักตั้งไข่อยู่ในเมืองไทยจนเริ่มสยายปีกออกมาให้เห็นกันแล้ว
bLog คือเครื่องมือของ New Media ตัวหนึ่งที่สำคัญมากๆ ในการบรรยายเรื่องการตลาดในหัวข้อ "On 21st Century Marketing" ซึ่งจัดโดย
สมาคมธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เมื่อ 15 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา Dr.Philip Kotler กูรูด้านการตลาดระดับโลก ยังยกตัวอย่างให้เห็นว่า Trend ที่กำลังมาแรงมากๆในศตวรรษนี้ก็คือ Consumer-Generated Media (CGM) หรือ "ช่องทางสื่อสารที่ลูกค้าสร้างเอง" ซึ่ง CGM ที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิดที่สุดในเวลานี้ คือ bLog และ Social Networking รวมไปถึงกลยุทธ์ที่มีการผสมผสานระหว่างการทำตลาดภาคสนามและเทคโนโลยีอย่าง Word of Mouth (BUZZ)
ด้วยเหตุที่ว่าเครื่องมือสองตัวที่ผมกล่าวไว้ด้านบนเป็นเครื่องมือที่มีตุ้นทุนค่อนข้างต่ำ Learning Curve ไม่สูง และใช้เวลาน้อยในการจัดทำ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าติดตลาด Impact ที่เกิดขึ้นยังแรงมากอีกด้วย (ROI)
มาทำความรู้จักกับคำว่า bLog กัน
อาจจะเป็นการนำมะพร้าวห้าวมาขายสวน แต่ผมอยากพูดถึงความเป็นว่าของ bLog สักนิดนึง เพื่อคนที่ไม่เข้าใจจะได้เข้าใจ คนที่เข้าใจผิดจะได้เปลี่ยนความคิด และคนที่เข้าใจอยู่แล้วจะได้เสริมความรู้ให้แน่นขึ้นไปอีก ก่อนที่เราจะพัฒนาไปถึงเรื่องต่อไป
b - bLog is WebLog, isn’t online Diary : หลายคนเข้าใจว่าการอัพ bLog คือการเขียน ไดอารี่ มันไม่ใช่ครับ Web Log เป็น Web Site ซึ่งมีการเขียนเรื่องอะไรก็ได้ เขียนความรู้ เขียนความไร้สาระ เขียนอะไรก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเขียนว่าวันนี้ไปทำอะไรมา เจอใครมาบ้าง เขาแอบยิ้มให้ชั้นด้วย อะไรเทือกนั้น ลองมองเป็นแบบนี้ครับ bLog คือ Universe ไดอารี่ เป็น set หนึ่งในนั้น
L - lots of type : bLog มีมากมายหลากหลายประเภท แตกแขนงได้มากมาย จากการอ้างอิงใน wikipedia พอจะจำแนกได้ดังตัวอย่างคร่าวๆต่อไปนี้
Personal bLogs เป็นเวปประเภทที่ไว้เขียนเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัว วันนี้ชั้นไปกินข้าวกับคนนี้มารถไฟเกือบชนกันเพราะอีกคนบอกจะมาหา อะไรแนวๆนั้น โดยมากเจ้าของ bLog แนวนี้จะไม่รู้สึกอะไร แม้ว่าจะไม่มีคนเข้ามาอ่านก็ตาม เพราะเหมือนกับว่าเขาเปลี่ยนจากการเขียนไดอารี่จากหน้ากระดาษ มาเป็นหน้าเวปใน bLog นั่นเอง
Corporate bLogs เป็น bLog ขององค์กร ไว้พูดคุยกับลูกค้า หรือเพื่อ contribute ความรู้ให้กับสังคม (knowledge sharing) เช่นๆ bLog ที่ผมเขียนไว้อีกที่ MAXincube’s BLOG ก็เป็น bLog ที่ทีมงานของบริษัทผมเขียนขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้าน New Media กับผู้สนใจต่างๆ อย่างในเมืองนอกผู้บริหารของ google, GM
By media type คือการเรียก bLog ที่ประกอบไปด้วย Media ต่างๆเป็นหลัก เช่น
Vlog - bLog ที่ประกอบไปด้วย วีดีโอ เป็นหลัก
LINKlog - bLog ที่รวบรวมลิงค์ที่นาสนใจต่างๆไว้คล้ายๆ web directory เช่น bLog ที่รวบรวมลิงค์ร้านอาหารน่าสนใจๆ
PHOTObLog - เป็น bLog ที่เน้นการรวบรวมรูปถ่ายต่างๆไว้ เช่น MULTIPLY
MOBlog - bLog บนโทรศัพท์มือถือ
o - our new world : Kotler เคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่าในปัจจุบันนี้ว่า "คนเราเริ่มไว้วางใจคนอื่น มากกว่าที่จะไว้วางใจตัวเอง" ดังนั้นคนที่เข้ามาเล่น bLog จะมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ ถ้าเป็นแฟน bLog ในเดียวกัน ก็มักจะพูดคุยกันช่วยเหลือกันถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอตัวเป็นๆกันมาก่อน อย่างตัวผมเองในช่วงที่เล่น bLog แรกๆนั้นก็มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจากใน bLog หลายคน ซึ่งต่อมาผมก็มีโอกาสได้รู้จักตัวตนของพวกเขาจริงๆ ในงานศพคุณแม่ผม เพื่อนๆพี่ๆใน bLog ก็มาร่วมงานกันหลายคน ผมว่าการเล่น bLog เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราจะได้รู้จักคนมากขึ้น แต่เราก็ต้องรู้จักที่จะระวังตัวไว้ด้วย เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า คนอีกคนที่นั่งอยู่หลังจอ เขาเป็นใครกันแน่
g - gate way to social network : อย่างที่ผมพูดไปแล้วในตอนต้น bLog เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันของของ New Media กันเลยทีเดียว เมื่อเรามี bLog แล้วโอกาสที่เราจะสร้าง Social Network ได้ก็มีความเป็นไปได้สูงอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วเช่นกัน ทีนี้ๆนักการตลาดก็จะสามารถใส่ขอ้ความต่างๆ เพื่อสร้างกระแส ไลฟ์สไตล์ต่างๆได้อย่างที่ใจนึกกัน!
ในตอนต่อไปเราจะมาดูกันต่อไปว่า bLog จะเกิด BUZZ ได้อย่างไร สำหรับวันนี้ ผมปวดตาแล้ว ขอพักการเขียนไว้เพียงเท่านี้ก่อน สวัสดี…
Popularity: 65%
Chris Anderson เจ้าตำรับ Long Tail มีแนวคิดใหม่เรื่องของ “Free”
- Anderson ตั้งคำถามว่า “Is it that the only way to measure value is with money?”
นั่นก็คือ “เราวัดคุณค่า (สินค้า) ได้ด้วยตัวเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือ?”
Anderson พยายามแสดงให้เห็นว่า บริบทของเศรษฐศาสตร์ในโลกยุคใหม่ กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างเงียบๆ ด้วย “คุณค่า″ ในมุมมองใหม่ ที่ไม่ใช่ “เงินทอง”
และเมื่อ “เงิน” ไม่ใช่ “คุณค่า″ ที่สำคัญที่สุด… สินค้าก็ไม่จำเป็นต้องถูก “ขาย” อีกต่อไป สินค้าแจกฟรีมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าแจกฟรีแล้ว ธุรกิจจะอยู่รอดได้ด้วยวิธีใด? “คุณค่า″ มุมมองใหม่ที่ว่าคืออะไร?
โพสหน้าผมจะเขียนเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่านี้ แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น อ่านการ์ตูนนี่เล่นๆ ดูก่อนครับ
ผมเก็บเอามาจากเว็บ The Long Tail
Popularity: 60%
ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาผมค่อนข้างยุ่ง เลยห่างหายจากการอัพเดทบล็อกไป ตอนนี้เริ่มเคลียร์งานลงตัว ได้พักผ่อนสบายขึ้น พร้อมๆ กับรอดูคู่บอลยูโร ระหว่าง อิตาลีกับฝรั่งเศส เลยมาเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องราวของ Long Tail ที่รู้สึกว่า เริ่มได้ยินหนาหูขึ้นในช่วงเดือนนี้
ผมเคยพูดถึง ปรากฏการณ์ Long Tail มาก่อนหน้านี้ จริงๆ แล้ว Long Tail คือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของมนุษย์ ที่มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับตลาด niche มากขึ้น และลดความสำคัญของตลาด mass ลง สาเหตุมาจากทางเลือกและช่องทางการเข้าถึง supply ที่มากขึ้น เนื่องจากอินเทอร์เนต
สินค้า mass หรือเหล่าสินค้า “ยอดฮิต” จะไม่ได้ครองโลกอีกต่อไป ตลาดจะมีที่ว่างให้สินค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากความหลากหลายที่มากขึ้นในยุคปัจจุบัน จุดนี้ Al Ries กูรูด้าน Positioning เห็นด้วย เนื่องจากแนวคิดของ Ries ไปในแนวทางเดียวกันกับ Anderson นั่นคือธุรกิจในปัจจุบันมีการ “ย่อย” segmentation ของ demand ลงไปให้ละเอียดขึ้น (niche มากขึ้น) เพื่อสนอง need ของกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น และครองส่วนแบ่งการตลาดของ segment นั้นๆ แทนที่จะไปต่อสู้กับตลาด mass ที่ยิ่งใหญ่
แต่ Chris Anderson เจ้าตำรับ Long Tail มีความคิดค่อนข้างสุดกู่ในเรื่องนี้ (ผมว่าค่อนข้างเข้าข้างตัวเองไปหน่อย ในบางเรื่อง) ในขณะที่ Seth Godin เพื่อนสนิท กลับมอง Long Tail อย่างเป็นกลางมากกว่า (ไว้ถ้ามีโอกาสผมจะเล่าเรื่องความเห็นที่ขัดแย้งระหว่าง Chris Anderson กับ Seth Godin ให้อ่านกัน)
Anderson ได้ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งที่มายืนยันทฤษฏี Long Tail ของเขา นั่นก็คือใน niche social network จะมีรายได้จากการโฆษณา CPMs (Cost Per Mille - Mille = 1000 ในภาษาโรมัน หรือเราอาจเรียก CPMs ว่า Cost Per Thousand ก็ได้) มากกว่า mass social network (Hi5, Facebook, MySpace)
พูดง่ายๆ ว่า ถ้าบล็อกของคุณเป็น niche จะมีแนวโน้มที่จะได้รายได้จากการแสดงโฆษณาภายในบล็อกมากกว่าบล็อกแบบ mass หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ยิ่งคุณเจาะเนื้อหาเฉพาะกลุ่มมากเท่าไหร่ ก็มีแนวโน้มว่าคุณจะได้กลุ่มเป้าหมายที่มีการตอบสนองต่อ content มากเท่านั้น
ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า กลุ่ม Small Websites มีอัตรา CPMs สูงกว่ากลุ่ม Medium และ Large ถึง 3-5 เท่า
- Small Websites segment: น้อยกว่า 1 ล้าน PV ต่อเดือน
- Medium Websites segment: 1-100 ล้าน PV ต่อเดือน
- Large Websites segment: มากกว่า 100 ล้าน PV ต่อเดือน
(PV ของ Global Website นะครับ อย่าตกใจ)
แต่อย่าลืมว่า CPMs สูงเหมือนกับโรงแรมไฮโซราคาแพง ไม่ได้หมายความว่า โรมแรมราคาแพงจะมีคนพักมากเสมอไปนะครับ โรงแรมถูกๆ ลูกค้าเต็มทุกวันอาจจะมีกำไรมากกว่า ดังนั้น ถ้า niche มากๆ ก็คงรวยลำบากหน่อย ถ้าไม่พยายามดึง traffic เข้าสู่เว็บไซต์
Popularity: 73%
หลังจากผมกับคุณกี้เริ่มเขียนบล็อก MAXincube on Marketing 2.0 กันมาซักพัก เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าเนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองส่วนที่แตกต่างกัน นั่นก็คือ Google Analytics กับเรื่องของ New Media แล้วก็ Marketing 2.0 กลุ่มผู้อ่านก็อาจจะเป็นคนละกลุ่มด้วย (บางคนอ่านทั้งสองส่วน บางคนสนใจแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง)
ตัวผมเองและทีมงาน อยากจะวาง position ของ MAXincube Blog ให้ชัดเจน และลดการส่ง feed ไปให้กับ subscriber ที่ไม่ได้สนใจในเนื้อหาบางส่วน การยิง feed ทั้งหมดทุกๆ โพส อาจจะทำให้เกิดความรำคาญได้
ผมเลยตัดสินใจสร้าง Blog ใหม่ขึ้นมาหนึ่งบล็อก มีชื่อว่า…
ซึ่งจะเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับ Google Analytics ล้วนๆ โดยผมจะแบ่งเนื้อหาในบล็อกใหม่เป็นส่วนๆ โดยจะลงลึกในเรื่องของ Web Analytics ให้มากขึ้น ทั้งข้อมูลเชิงลึกของเทคโนโลยี รวมไปถึงอัพเดทข่าวสารใหม่ๆ ในวงการ Web Analytics ด้วย
ส่วนในบล็อกนี้ผมจะไม่พูดถึงเนื้อหาของ Google Analytics อีก โดยถ้ามีโพสที่เกี่ยวข้อง ผมจะใช้การลิงค์ไปยัง Maxincube on Web Analytics แทน
สำหรับผู้ที่สนใจในเนื้อหา feed ของ Google Analytics ก็สามารถเข้าไปที่ Maxincube on Web Analytics เพื่อสมัคร RSS feed สำหรับโพสที่เกี่ยวข้องกับ Google Analytics โดยเฉพาะได้นะครับ
Popularity: 44%
โพสนี้เป็นโพสสั้นๆ ที่ผมอยากแชร์เรื่องของ SaaS (Software as a Service) ให้ฟังกัน
SaaS เป็นโมเดลซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่ ที่เป็นเหมือน “บริการ” มากกว่า “สินค้า″
SaaS เปิดโอกาสให้ธุรกิจใช้ซอฟต์แวร์ได้เหมือนใช้บริการ โดยมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้…
- จ่ายเงินเป็นงวดๆ เพื่อใช้ซอฟต์แวร์
- ไม่ต้องลงทุนลงแรงเรื่องอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ต่างๆ
- ระบบซอฟต์แวร์ เซิร์ฟเวอร์ รวมถึงข้อมูลต่างๆ ฝากไว้กับทางผู้ให้บริการ SaaS
- ใช้งานผ่านเครือข่ายทางไกล เช่น อินเทอร์เนต
ธุรกิจของ MAXincube เอง ก็วางระบบในรูปแบบ SaaS ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ Hosting
ลูกค้าอยากมีเว็บ ไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงซื้อเซิร์ฟเวอร์ ไฟลวอล์ล รวมถึงซอฟต์แวร์ต่างๆ เอง เปลี่ยนจากการลงทุนตรงนี้มาจ่ายเป็นค่าเช่าให้กับผู้ให้บริการ hosting เป็นเดือนๆ ไป เรียกได้ว่า hosting เป็น SaaS ยุคแรกๆ เลยทีเดียว
ตัวอย่าง case study ที่ประสบความสำเร็จใน SaaS ระดับโลกเลยก็คือ SaleForce ครับ
SaleForce เปิดตัวจากการเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ CRM ซึ่งเป็นรูปแบบแรกๆ ของ SaaS หลังจากประสบความสำเร็จในการขายซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการแล้ว SaleForce ก็ได้ทำการขยายธุรกิจไปในระดับ Software on Demand คือเปิดระบบที่ให้ลูกค้าสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์บนเครือข่ายของ SaleForce ได้ (โมเดลใกล้เคียงกับ Google Apps Engine)
เนื่องจากเรื่องราวของ SaaS มีหลายอย่างครับ ไม่อยากเกริ่นยาว ถ้าสนใจลองดูคลิปด้านล่าง น่าจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น
อยากจะบอกว่า ยุคของ SaaS กำลังใกล้เข้ามาแล้วครับ ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่ลงตัว
-
รูปแบบธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบซื้อขาดเหมือนสินค้า จะขาดความยืดหยุ่น และ มีจุดอ่อนในเรื่อง Change management
-
การใช้ซอฟต์แวร์ในลักษณะของบริการ จะเหมาะสมกว่า เนื่องจากบริการสามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ตลอดเวลา (On Demand) ต่างกับสินค้าที่ซื้อแล้วซื้อเลย
-
ความเร็วเครือข่ายเพิ่มสูงขึ้น จนการใช้ซอฟต์แวร์ผ่านเครือข่ายที่ห่างไกลเป็นไปได้มากขึ้น (Gmail เป็นต้น)
ผมอยากให้คนไทยลองเริ่มมาสังเกตโลกของ SaaS กันนะครับ อาจจะเห็นนวัตกรรมอะไรหลายๆ อย่างที่คุณเริ่ม “ปฏิวัติ” ให้องค์กรของคุณได้ทันที เช่น ถ้าคุณต้องการระบบ CRM อย่าคิดว่า “โอ้ย.. ฝันไกล ไม่มีทางเป็นจริง” หรือ “งบบานแน่ๆ ทำระบบ CRM บริษัทแค่นิดเดียว ลงทุนไม่คุ้มค่าหรอก”
ลองค้นจาก Google ดูโดยใช้คีย์เวิร์ด “SaaS CRM” แล้วจะตกใจกับนวัตกรรมบริการของซอฟต์แวร์ยุคนี้ครับ หรือไม่ก็ลองแวะเข้าไปเยี่ยมเว็บไซต์ SaaS ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น SaleForce, Google Apps หรือ SaaS provider รายอื่นๆ
ทาง MAXincube เองก็เตรียมที่จะออกบริการ SaaS สำหรับ SME ไทยอยู่แล้วเหมือนกันครับ คิดว่าช่วงกรกฏาคงได้เจอกันกับ SaaS ทางด้านระบบ CMR ของเรา
(ไม่ค่อย Hard Sale เลย)
Popularity: 79%
อาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปเลี้ยงส่งเพื่อนซี้ตั้งแต่สมัยอยู่ กท. (แต่เพื่อนผมเป็นคนจ่ายเงิน…) เนื่องด้วยวโรกาสที่เพื่อนผมจะได้ไปเรียนต่อที่ Central Saint Martins College of Art & Design, London มหาลัยที่ขึ้นชื่ออลังการด้านงานดีไซน์
เพื่อนผมคนนี้มีอาชีพเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง วิชาที่เขาสอนก็คือ Graphic Design ซึ่งสายงานของเราสองคนใกล้เคียงกัน จึงทำให้เรามีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงวิชาการกันบ้างแล้วแต่โอกาส
บทสนทนาในวันนั้นเริ่มหัวข้อด้วยการถามถึงแนวโน้มสิ่งที่เรียกว่า New Media ซึ่งเป็นสายงานที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ ผมก็เลยแบ่งปันความคิดเห็นกับเพื่อนผมได้อย่างสนุกสนาน จนเรามาถึงหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากๆก็คือ เรื่องของระบบการศึกษา และแนวความคิดที่เกี่ยวกับการออกแบบ website ซึ่งนี่แหละครับเป็นที่มาของเรื่องราวในวันนี้
Colored Bricks
ลองมองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานะครับ ในยุคที่ e-commerce กำลังอยู่ในช่วงที่เริ่มจะเฟื่องฟู ในเวลานั้นลูกเด็กเล็กแดง บริษัทห้างร้าน จะเล็กจะใหญ่ ต่างก็อยากมี website เป็นของตัวเอง โรงเรียนสอนงานดีไซน์ก็มีกันให้พรึ่บพรับ ยิ่งหนังสือสอนเขียนเวปนี่มีให้เกลื่อนหิ้งตามร้านหนังสือ ยิ่งดูเหมือนว่า demand ด้านความต้องการที่จะมีเว็ปไซต์เพิ่มสูงขึ้น ก็ผลักดันให้มี player เข้ามาสู่ตลาดการรับจ้างเขียน website มากขึ้นๆ และนี่แหละครับที่ทำให้เกิดปัญหาการเขียน website ที่ไร้คุณภาพ!!!
ทำไมมันถึงไร้คุณภาพน่ะหรือครับ เพราะว่า website โดยมากที่ designer เหล่านี้ออกแบบขึ้นมา มักจะเกิดปัญหาในอนาคตเวลาที่เจ้าของ website ต้องการที่จะปรับเปลี่ยน แก้ไขอะไรก็ตามในตัว website สาเหตุที่แก้ไขไม่ได้ หรือทำได้ยากมาๆนั้นก็เพราะว่า web site เหล่านี้โดยส่วนมากแล้วจะเน้นแต่งาน design เป็นหลัก (Design Oriented) และ Designer เหล่านี้ ไม่ได้มีความรู้อย่างแท้จริงเกี่ยวกับการวางโครงสร้างของ Website (Website Structure) เลย การ coding ก็ทำไปอย่างจำกัดและผิวเผินเท่านั้น บางส่วนก็ hard code เพื่อให้งานเสร็จๆไป
ผมเองก็เคยไป take course เกี่ยวการออกแบบ website ที่สถาบันชื่อดังแห่งหนึ่ง เชื่อมั้ยครับตลอดเกือบสิบสัปดาห์ อาจารย์ที่สอนพูดแต่อย่างเดียวว่า ทำอย่างไร Web ถึงจะสวย แต่กลับไม่เคยพูดเลยว่าทำอย่างไรโครงสร้างถึงจะดี
มาลองดูตัวอย่างนี้กันครับ เพื่อจะเห็นภาพมากขึ้น…
เคยเล่น LEGO กันมั้ยครับ LEGO หรือตัวต่อพลาสติกที่เราสามารถนำมาประยุคต์ต่อเป็นบ้าน เป็นประสาท เป็นเรือเป็นอะไรก็ได้ ลองมองแบบนี้ครับ งาน design เป็นสีของตัวต่อ (BRICK) ครับ ถ้าเราเน้นๆๆๆๆๆๆ ต่อตามใจเราโดยเอาแต่สีที่ชอบมาต่อ แน่นอนมันคงออกมาไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างเท่าไรใช่มั้ยครับ? ทีนี้เราจะพูดว่าการออกแบบในด้านบนที่เน้น design ผิดมั้ย?
…ไม่ผิดครับ เพียงแต่ว่ามันก็ไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด มาดูอีกด้านหนึ่งกันดีกว่า ด้านของ Programmer
Shaped Bricks
สาเหตุที่ทำให้เกิดการจ้างงานของ designer ในยุคนั้นๆ เพราะว่าถึงแม้ Programmer จะมีแนวคิดที่ดีเกี่ยวกับการวางโครงสร้าง Website แต่คงมี Programmer น้อยคนนักที่จะมีหัวบรรเจิดด้าน design ดังนั้น ก็ไม่มีผลงานที่ดึงดูดสายตาของลูกค้าที่เพียงพอในการที่จะตัดสินใจว่าจ้าง เปรียบไปๆก็เหมือนกับการต่อ LEGO โดยเน้นแต่เอาตัวต่อรูปแบบที่ชอบมาต่อๆๆๆๆๆๆๆกันเข้าไป อาจจะดูเป็นโครงร่างที่ดี คนที่มาเล่นต่อก็ดูออกว่านี่คือประตู นี่คือหน้าต่าง อยากเพิ่มอะไรเข้าไปก็ทำได้ไม่ยาก แต่กลับลืมดูภาพรวมว่าสีสันเป็นอย่างไร ขนาดของตัวต่อเข้ากันมั้ย เรียกว่าเน้นที่ฟังก์ชั่นการใช้งานซะมากกว่า ฟังก์ชั่นเจ๋งแต่ไม่สวยคนก็เลยไม่ค่อยสนใจ (Structure/Content Oriented) นี่ก็เป็นปัญหาอีกมุมหนึ่งที่ทำให้การออกแบบโดยเน้นแต่โครงสร้าง ไม่ได้ก่อให้เกิดผลงานที่ดีเพียงพอขึ้นมา (เพราะไม่สวย!!!)
พื้นฐานของการ design ที่เป็นหลักสำคัญให้นักออกแบบทุกคนก็คือ FUNCTION, BEAUTY และ HARMONY
ผมมองว่า
FUNCTION >>> SHAPED BRICKS
BEAUTY >>> COLORED BRICKS
ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าจะเกิด HARMONY ได้อย่างไร
BRICKS BUILDER
หลังจากมองในแง่ของเรื่องการออกแบบไปแล้วทั้งสองแง่มุม มุมของ Graphic Designer และ Programmer ให้มองการออกแบบทั้งสองอย่างที่ผ่านมาเป็นตัวต่อ LEGO นะครับ
ตอนนี้เราจะมาคิดกันว่า ถ้าเราเป็นคนที่ไปเล่นตัวต่อนี้แล้ว เราอยากได้อะไรบ้าง? เราควรต้องมองมุมไหน ถึงจะตอบโจทย์ที่ดีที่สุดให้ธุรกิจของเรา?
ในแง่ของการตลาด
Website เป็น tools ตัวหนึ่งที่นักการตลาดจะใช้เป็นอาวุธที่จะเข้าแข่งขันในโลกธุรกิจได้อย่างเต็มความสามารถ ผมเคยเขียนใน BLOG เก่าๆ ไว้ถึงเรื่อง New Media website เป็น New Media ตัวแรกๆ ที่ถูกหยิบยกมาใช้กัน แต่น้อยองค์กรนักในประเทศไทยที่จะนั่งคิดกันจริงจังว่าการมี website นั้นจะมีเพื่ออะไร (นอกจากมีตามๆกัน เห็นองค์กรอื่นมี กูก็จะมีมั่ง อะไรแบบนั้น)
ในชั่วโมงเรียน e-commerce ที่บัญชีจุฬาฯ สิ่งแรกที่เราเรียนกันก็คือ “การลืม” เราต้องลืมรูปแบบผิดๆเกี่ยวกับการออกแบบ website ที่เราเคยรู้มาทั้งหมด เพราะว่าแนวทางการออกแบบ website ที่คนไทยนำมาปฏิบัตินั้น มันไม่ครบ และไม่สมบูรณ์ อาจจะเป็นเพราะว่านิสัยเรา ชอบเก็บไอ้นู่นนิด ไอ้นี่หน่อย เห็นอะไรที่คนอื่นทำ ก็เอามาทำตามซะหมด โดยไม่เคยรู้ว่า เขาทำไปเพื่ออะไร และทำเพราะเหตุผลอะไร
จากนั้นเราต้องเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเองให้เป็นระบบดังนี้
PLAN >>> DO >>> CHECK >>> ACTION
PDCA คือ วงจรการบริหารงานคุณภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยด้วย
P = Plan >>> การวางแผนงานจากวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ได้กำหนดขึ้น คิดว่าอยากได้อะไร แล้วก็กำหนดเป้าหมายขึ้นมาครับ เช่น อยากสร้าง website ที่แนะนำสินค้าให้กับลูกค้า ดังนั้นก็ต้องคิดว่าจะนำเสนอสินค้าอย่างไร มีระบบซื้อสินค้าผ่านทาง internet หรือไม่ ผมจะยกตัวอย่าง website ที่ผมชอบขึ้นมา 1 website นะครับ นั่นก็คือ www.nike.com website นี้จะเน้นเรื่องของการแสดงสินค้า ดังนั้นภายใน web ก็จะมีการออกแบบให้เห็นสินค้าเป็นกลุ่ม และมี drop down ลงมาเพื่อแสดงรายการย่อยในกลุ่ม
อย่าลืมนะครับว่า เราไม่ได้เป็นคนออกแบบ และ สร้าง website เอง ดังนั้นในตอนที่เรา brief ให้กับ designer ต้องรัดกุม และชัดเจนนะครับ
D = Do >>> ในขั้นตอนการปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ เพื่อดูแลให้ตัว website เป็นระบบและมีความต่อเนื่องตามแผนการที่เราคิด
C = Check >>> การตรวจสอบผลการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนของแผนงานว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนงานในขั้นตอนใดหรือไม่ ในช่วงที่เราให้ designer ออกแบบ website เราต้องมีการคอยตรวจสอบเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกจากแนวคิด
A = Action >>> การปรับปรุงแก้ไขส่วนที่มีปัญหา หรือถ้าไม่มีปัญหาใดๆ ก็ยอมรับแนวทางการปฏิบัติตามแผนงานที่ได้ผลสำเร็จ เพื่อนำไปใช้ในการทำงานครั้งต่อไปครับ
สรุป เมื่อได้วางแผนงาน (P) นำไปปฏิบัติ (D) ระหว่างการปฏิบัติก็ดำเนินการตรวจสอบ (C) พบปัญหาก็ทำการแก้ไขหรือปรับปรุง (A) การปรับปรุงก็เริ่มจากการวางแผนก่อน วนไปได้เรื่อยๆ จึงเรียกวงจร PDCA ครับ
ดังนั้น…
HARMONY >>> BRICKS BUILDER
Best Practice
มาถึงข้อสรุป ถ้าเราเป็นคนที่กำลังต่อ LEGO อยู่ เราอยาต่อ LEGO เป็นรูปอะไรสักอย่าง สมมุติเป็นปราสาท เราไม่สามารถที่จะเลือกแต่ตัวต่อที่มีสีถูกใจมาต่อ โดยไม่สนใจโครงสร้าง และเราก็ไม่สามารถที่จะเลือกแต่ตัวต่อรูปแบบที่ชอบโดยไม่สนใจความสวยงาม เพราะถ้าเราเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง คนภายนอกก็อาจจะดูไม่ออกว่าสิ่งที่เราต่ออยู่คืออะไร หรือถ้าเราอยากจะเพิ่มเติมอะไร แก้ไขอะไร เราอาจจะต้องรื้อมันออกมาทั้งชิ้น ซึ่งเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นเราต้องสร้างความสอดคล้องกลมกลืนขึ้นมาครับ จะเลือกแต่สวยฟังชั่นห่วยก็ไม่ได้ จะเน้นฟังก์ชั่นเพียวๆก็ไม่ได้ เพราะไม่ดึงดูดให้คนอยากเข้ามา
“…บางที นี่อาจจะเป็นเวลาที่ดีก็ได้นะครับ ที่เราจะหันกลับมาดู website ขององค์กรเราว่าตกลงแล้ว มันสักแต่ว่ามี หรือว่ามันมีขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังของเรากันแน่”
ปล.ร้านที่เราไปกินกันเป็นร้านเนื้อย่างครับ อร่อย ไม่แพง คุ้มครับ 450 บาท net - GIANT YAKINIKU ครับ
Popularity: 33%

หลายๆ คนในเมืองไทยมักจะรับรู้ภาพของ Starbucks ว่าเป็น case study ที่โดดเด่นในแง่ของการสร้างแบรนด์มานานนับสิบปี แต่จริงๆ แล้ว Starbucks ได้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายและผิดพลาดในเรื่องของการสร้างแบรนด์มาบ้างเหมือนกัน
ในปีที่แล้ว เมื่อยอดขายในร้านแต่ละร้านเริ่มตกลง (เป็นธรรมชาติของทุกๆ ธุรกิจ ที่คงไม่มีธุรกิจไหนที่จะขายดีทำยอดทะลุติดๆ กันเป็นเวลากว่าสิบปี) Starbucks เริ่มดำเนินมาตรการที่เสี่ยงต่อการทำลายภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งลงด้วยการ “ขยาย” สายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นไปนอกเหนือจากการขาย “กาแฟ” และ “ประสบการณ์”
Starbucks เริ่มก้าวขาเข้าสู่ธุรกิจดนตรี รวมถึงการขาย hot egg sandwiches ภายใน ร้านสาขา
การพยายามเพิ่มยอดขายด้วยการขยายสายผลิตภัณฑ์ ทำให้ภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งของ Starbucks สูญเสียไป ปลายปี 2007 หุ้น Starbucks ตกต่ำจนสร้างความกังวลใจให้กับตลาดหุ้นและผู้ถือหุ้น จนทีมผู้บริหารทนไม่ไหว ต้องให้ Howard Schultz กลับเข้ามาเป็น CEO เพื่อแก้ไขสถานการณ์ของ Starbucks ในช่วงต้นปี 2008 (เหมือนกับที่ Steve Jobs กลับเข้ามากอบกู้ Apple)
ราคาหุ้น SBUX ที่ลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่กลางปี 2007
สิ่งแรกที่ Schultz ทำก็คือ ยกเลิก hot egg sandwiches
รวมถึงการ repositioning แบรนด์ Starbucks กลับไปสู่ตำแหน่งเดิม
การ repositioning นี้ Laura Ries ให้ความเห็นโดยใช้ประโยคที่ว่า…
With Schultz firmly back in control, Starbucks is back to basics. Starbucks is back to coffee. Starbucks is back to baristas. And Starbucks is back to the celebration of coffee, the essence of the brand.
แต่เรื่องน่าสนใจที่ผมนำมาบอกเล่าในโพสนี้ก็คือ Schultz ตัดสินใจปิดร้านสาขา 7,100 ร้านทั่วอเมริกาในช่วงเย็นวันอังคาร เวลา 17.00-21.00 เพื่อจัดระบบฝึกสอน barista ทั้งหมด 135,000 คน
- ทำไมต้องปิดร้านพร้อมกันทั้งหมดในวันและเวลาเดียวกันทั่วทั้งอเมริกา?
หากเป้าหมายของ Schultz ต้องการฝึกสอน barista จริงๆ เขาสามารถทำเงียบๆ ได้ แถมการทำงานฝึกสอนแบบเงียบๆ ยังเป็นการพยายามรักษาภาพลักษณ์ถึงมาตรฐานของ barista ของ Starbucks ได้อีกด้วย
แต่สิ่งที่ Schultz ต้องการจากการปิดร้านในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาคุณภาพของบุคคลากร แต่เป็นความต้องการสร้าง Story “การกลับมาเพื่อปฏิวัติองค์กร” เพื่อการ PR มากกว่า
เขาต้องการจะบอกกับโลกว่า Schultz กลับมาแล้ว และเขากำลังจะทำทุกอย่างเพื่อให้ Starbucks รักษาบัลลังก์ตำแหน่ง the king of coffee ไว้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม
หลังการประกาศของ Schultz ข่าวการปิดร้านวันอังคารของ Starbucks ถูกกระจายออกทางสื่อต่างๆ ทั่วโลกแทบจะทันที ยอดขายที่หายไปเล็กน้อยของเย็นวันอังคาร เทียบกับกระแสทั่วโลกที่ตื่นตัวในเรื่องการปรับปรุงคุณภาพของ Starbucks และการกลับมาของ Howard Schultz
คุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ…
Popularity: 71%
รู้สึกว่ายูโร 2008 ค่อนข้างเงียบเหงาพอสมควร อาจเป็นเพราะทีมชาติอังกฤษที่คนไทยเชียร์กันเยอะดั้นพลาดท่าตกรอบไปเสียก่อน เลยเกิดอาการงานกร่อยอยู่บ้าง
ผมเองเป็นคนสนใจในกีฬาฟุตบอลอยู่ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ได้คลั่งไคล้ถึงขนาดจะติดตามการแข่งขันในทุกแมตช์ทุกคู่ทุกลีก
ผมเองเชียร์ทีมสเปอร์ในพรีเมียร์ลีก ช่วงเวลาว่างๆ มักจะแวะเข้าไปอัพเดทข่าวสารในเว็บบอร์ดห้องศุภชลาศัยของพันทิพบ่อยๆ http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/ (แม้กระทู้สเปอร์มันจะไม่เยอะเหมือนพวก Big 4 ก็เหอะ T_T)
วันก่อนแวะเข้าไปอ่านอะไรเล่นๆ ในห้องศุภฯ ก็แปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คือมีกระทู้กลุ่มย่อยเฉพาะกิจ ที่ชื่อว่า “จมูกมด-ห้องศุภฯ ยูโร 2008″ เกิดขึ้นมาใหม่ พร้อมไฮไลท์ Banner เป็นรูปคุณพิษณุ นิลกลัด กับคุณแจ๊กกี้ โดดเด่นก่อนเข้ากระทู้
ภาพ โดยคุณ littlegun จากห้องศุภฯ พันทิพ
ก่อนเข้าเรื่อง ผมอยากเกริ่นอธิบายถึงธรรมชาติของเว็บบอร์ดห้องศุภฯ ของพันทิพให้คนที่ไม่เคยรู้จักฟังซักหน่อย สำหรับผม ห้องศุภฯ เป็นห้องอารมณ์ดี ที่ผู้ชายซัก 90 กว่าเปอร์เซ็น และผู้หญิงไม่น่าจะถึง 10 เปอร์เซ็น เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องฟุตบอล
ในแมตช์สำคัญๆ ก็มักจะมีการพูดคุยรายงานสดฟุตบอลโดยสมาชิกหลายๆ ท่าน พร้อมแปะภาพนิ่งการแข่งขันอัพเดทกันแบบสดๆ เท่าที่ระบบของพันทิพจะเอื้ออำนวย (บอลยุโรปมักจะถ่ายทอดที่ True ซึ่งหลายๆ คนในห้องศุภฯ ไม่ได้เป็นสมาชิก เลยอาศัยเชียร์กันผ่านทางเว็บบอร์ด ก็สนุกไปอีกแบบครับ)
มีการทะเลาะกันในกระทู้บ้าง จริงจังบ้าง ไม่จริงจังบ้าง มีเกรียนกูรูทั้งระดับ Soft core และ Hard core ผลัดกันมาสร้างสีสันทำนายผล วิจารณ์เกมส์ ทั้งก่อนแข่งและหลังแข่ง ซึ่งสมาชิกอารมณ์ดีในห้องศุภตั้งชื่อกันเล่นๆ ว่า “มาสคอต”
และธรรมชาติการแซวกันแขวะกันระหว่างทีมคู่แข่งก็มีให้เห็นกันเป็นประจำ จากแซวกันเล่นๆ เป็นตัวอักษร เริ่มมีการพัฒนาเป็นการแซวกันโดยการ Retouch รูป ซึ่งกระทู้ส่วนใหญ่ที่แซวแนวนี้มักได้รับความนิยม เหมือนกับกัดกันเล่นๆ ขำๆ แบบไม่ซีเรียส และขึ้นเป็นกระทู้แนะนำในห้องศุภชลาศัยอยู่ตลอด (ขำจริงๆ ครับ ทั้งของคุณ Muyan และ littlegun
)
แต่ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตสมาชิกห้องศุภฯ ก็คือ ค่อนข้างมองสื่อโทรทัศน์ในแง่ลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทีมนักพากษ์” เป็นเป้าให้สมาชิกห้องศุภฯ โจมตี ทั้งแบบขำๆ และแบบรุนแรง ที่ทุกคนจะได้เห็นกระทู้วิพากษ์และวิจารณ์นักพากษ์หลังจบการแข่งขันเสมอๆ โดยเฉพาะด็อกเตอร์จุฑานี่โดนแบบทุกวัน
(ผมเองตอนดูบอลไม่ได้รู้สึกว่า นักพากษ์แต่ละท่านจะทำอะไรที่มันผิดอย่างรุนแรงถึงกับทำให้ต้องถูกวิจารณ์หนักขนาดนี้.. สงสัยจะไม่ช่างสังเกตเท่าไหร่มั้งครับ)
ดังนั้น พอไอ้เจ้ากระทู้กลุ่มย่อยเฉพาะกิจ “จมูกมด-ห้องศุภฯ ยูโร 2008″ เกิดมานี่.. ผมก็เลยสะดุดใจ
ผมเองไม่ค่อยได้ติดตามรายการประเภทเล่าข่าวช่วงเช้ามากนัก แต่เข้าใจว่า รายการ “จมูกมด” น่าจะกำลังพยายามแย่งส่วนแบ่งการตลาดจาก “เรื่องเล่าเช้านี้” และฟังจากหลายๆ เสียงใกล้ตัว เหมือนกับว่าจมูกมดจะเป็นคู่แข่งชิงบัลลังก์ที่น่ากลัวพอสมควร
มองในแง่การตลาด แคมเปญที่เกิดขึ้นในห้องศุภฯ นี้ คือการรุกคืบเข้าสู่ Social Network ของสื่อโทรทัศน์อย่างเต็มตัว รายการจมูกมด อาศัยความสังคมออนไลน์ของพันทิพ ในการทำ Marketing มองเป็นได้ทั้ง Social Network Marketing และ Sport Marketing ที่น่าสนใจในหลายๆ จุด
สิ่งแรกที่น่าสนใจก็คือ Story ที่เกิดขึ้นใน “จมูกมด-ห้องศุภฯ ยูโร 2008″ จะเป็นตัวที่ให้คำตอบว่า การรุกคืบเข้าสู่ New media ของสื่อโทรทัศน์ในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
ขึ้นชื่อว่า Story สำหรับนักการตลาดอาจแบ่งเป็นสองแบบ
- Story ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (กระทู้แซวทีมฟุตบอลของคุณ Muyan, littlegun หรือกระทู้ไดอารี่ของคุณมาเอะ พวกนี้เกิดขึ้นจากกระแสของสมาชิกจริงๆ ไม่ได้ถูกปลุกปั่นโดยนักการตลาดแต่อย่างใด)
- Story ที่ถูกปลุกปั่น (ยกตัวอย่างในห้องเฉลิมไทย “กระทู้รักแห่งสยาม” รวมถึง “ปิดเทอมใหญ่.. หัวใจว้าวุ่น” ที่ถูกนักการตลาดปั่นกันเยอะ จนดูไม่เนียน สร้างความเอือมระอาให้สมาชิกหลายๆ คนอย่างแรง รวมถึงกระทู้ปั่นเนียนๆ อีกหลายกระทู้ ที่ผมไม่ฟันธงว่าเกิดจากฝีมือนักการตลาด หรือกระแสสังคมตามธรรมชาติ)
ผมเข้าไปนั่งอ่านกระทู้ใน “จมูกมด-ห้องศุภฯ ยูโร 2008″ (ในฐานะแฟนฟุตบอล ไม่ใช่นักการตลาด) อ่านไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกสนุกดี มีอะไรให้น่าติดตาม ดู Story ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้อง ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ และเกิดจากสมาชิกห้องศุภฯ เข้ามามีส่วนร่วมเสียมากกว่าเกิดจากการปั่นโดยทีมการตลาดของจมูกมด
- เริ่มต้นด้วยการแซว+แขวะ แบนเนอร์ของสมาชิกห้องศุภฯ กันอย่างเฮฮา ผมอ่านไปหัวเราะแทบตกเก้าอี้ (มุขส่วนใหญ่จะเป็นมุขที่คนอื่นที่ไม่เคยเล่นห้องศุภฯ อาจจะงงๆ เช่น มุขด็อกเตอร์เหลือง ที่เอามาแซวกันได้แบบขำๆ อยู่ตลอด พวกนักพากษ์ที่มีแฟนคลับห้องศุภฯ คอยจิกกัด ก็ถูกดึงเข้ามาเป็นมุขในกระทู้พูดคุยกันแบบสนุกสนาน (http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S6677713/S6677713.html)
- ตามมาด้วยการแซวสมาชิกในห้องหลายๆ คน ทั้ง “มาสคอต” ทั้งเจ้าของกระทู้ ทั้งนายกสมัคร ถูกลากกันเข้ามาแซว แบบฮาตกเก้าอี้ (ผมล่ะชอบมุข “คาวี” จริงๆ http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S6680239/S6680239.html#45)
- รวมถึงกิจกรรมร่วมเล่นเกมส์ทายผล ที่มาสมาชิกห้องศุภฯ มาแจมกันแบบอุ่นหนาฝาคั่ง (อันนี้ก็ฮาสุดๆ เหมือนกัน http://www.pantip.com/cafe/supachalasai/topic/S6682060/S6682060.html)

ภาพ โดยคุณ littlegun จากห้องศุภฯ พันทิพ
แล้วช่องเจ็ดไม่รอช้า เอา Story ที่บูมขึ้นมา ไปออกสะเก็ดข่าว จุดกระแสแบบทันท่วงที
ตอนแรกที่ผมเจอแคมเปญนี้ อดเป็นห่วงแทนช่องเจ็ดไม่ได้ ว่าจะโดนหลายๆ คนใช้ช่องทางนี้เป็นช่องทางโจมตีแบบเต็มๆ จากผู้ที่ไม่ชอบทั้งทีมนักพากษ์ และสื่อโทรทัศน์
แต่พอเจอ Story ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องบอกว่า ผมกังวลมากเกินไปจริงๆ และคิดว่าเคสนี้น่าจะถือเป็น case study ที่น่าสนใจสำหรับการทำตลาดผ่านทาง Social Network ได้ดีทีเดียว
และผมเชื่อว่าหลังยูโร 2008 แฟนฟุตบอลเมืองไทยที่เล่นอินเทอร์เนต (แทบ) จะไม่มีใครไม่รู้จักรายการ “จมูกมด” อีกแล้ว
เจ๋งครับ!!
Popularity: 54%









