โพสนี้ผมคิดจะพูดเรื่องการริเริ่มหันหลังให้กับการตลาดแบบฟองสบู่…
แต่ทว่า การตลาดแบบฟองสบู่หมายถึงอะไร…? อยากให้ลองเสียเวลาทำความเข้าใจคำว่าฟองสบู่ในความหมายของผมซักนิด
การตลาดแบบฟองสบู่ (Marketing Bubble) คือ การลงทุนทางการตลาด ที่มีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ผลตอบแทนต่ำลงทุกๆ วัน พูดง่ายๆ ก็คือ เกิดภาวะ “เฟ้อ (Inflation)” ของการลงทุนทางการตลาด
แม้ต้นทุนทางการตลาด ณ ปัจจุบัน อาจไม่สูงขึ้นกระฉูดเหมือนฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในวิกฤติ subprime ที่กำลังเกิดขึ้น หรือไม่แม้แต่จะเทียบเท่าราคาหุ้นในวิกฤติ NASDAQ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ถ้าเราลองมองในทางกลับกัน คือผลตอบแทนต่อการลงทุนทางการตลาดนั้น นับวันจะยิ่งลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ และลดลงในอัตราที่สูงแปรผันตรงกับปริมาณสื่อที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว..!!
(พูดอีกแง่หนึ่ง ในแง่ของฟองสบู่การตลาดนั้น ขนาดของฟองสบู่ มิได้ใหญ่ขึ้นรวดเร็วจนมันแตกตัว.. แต่ทว่าแรงดันของอากาศภายในฟองสบู่ สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งก็ทำให้มันแตกได้เร็วพอๆ กัน)
ข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดถึงผลตอบแทนทางการลงทุนที่ต่ำลง ก็คือปรากฏการณ์ Attention Crisis ที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์ทั่วโลก นั่นก็คือ…
ความจริงที่ว่า.. การบริโภคสื่อที่มากจนเกินไปในแต่ละวัน ทำให้การจดจำสื่อ และตอบสนองต่อสื่อ ของผู้บริโภคมีประสิทธิภาพด้อยลง
…(อ่านเรื่อง Attention Crisis ได้ใน World 2.0)
ปรากฏการณ์ทางการตลาดยอดนิยมอย่าง Guerilla Marketing ที่กำลังได้รับความสนใจในประเทศไทยอยู่ขณะนี้ ก็เป็นสิ่งที่ชี้นำให้เห็นถึงการด้อยประสิทธิภาพของสื่อโฆษณาในภาวะ Attention Crisis และเป็นการหาทางออกใหม่ของการทำการตลาดอย่างแท้จริง
ผมเสียดายเพียงอย่างเดียว ที่ยังไม่มี math ที่จะมาพิสูจน์ความจริง ที่ค่าของ ROMI (Return on Marketing Investment) ลดลง เพื่อมาเป็นหลักฐานยืนยันความคิดของผม ที่ว่าฟองสบู่ที่กำลังจะแตกตัวทุกวันนี้ได้ เนื่องจากการประเมินผลการลงทุนทางการตลาดเป็นกิจกรรมที่ยากมากในความเป็นจริง เพราะนักการตลาดยังขาดเครื่องมือการประเมินผล ROMI ที่มีประสิทธิภาพ
แต่ลองใช้สายตามองภาพรวมกันดู ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงคล้อยตามกับผม ว่าการจ่ายเงินก้อนขนาดมหาศาลให้กับเอเยนซี่โฆษณา การจัดอีเวนต์ การลงโฆษณาสื่อต่างๆ เริ่มมีราคาแพงขึ้น และผลตอบแทนต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากความจริงที่ว่า มนุษย์ในโลกนี้มีความสามารถในการบริโภคข้อมูลข่าวสารได้อย่างจำกัด ในขณะที่ระบบทุนนิยมเอื้อให้เกิดการแข่งขันเสรี ที่มีการแข่งขันที่ดุเดือดเกิดขึ้นมากเรื่อยๆ (จนทำให้เกิดกระแส Blue Ocean ขึ้นมาในประเทศไทยเป็นเวลาสั้นๆ)
การแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวันไม่เพียงแต่จะทำให้ปริมาณสื่อที่วิ่งผ่านสมองของผู้บริโภคมากขึ้นเท่านั้น ยังเกิดการเกทับบลัฟแหลก ในการทำโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทุ่มโฆษณาอย่างบ้าคลั่ง ระหว่างคู่แข่งสองราย.. ที่ใครทำให้คนหันมาฟังได้มากกว่า คนนั้นชนะ
ไม่เพียงเท่านี้ หลายคนคิดว่า ทุกๆ การแข่งขัน มักจะเกิดผู้พ่ายแพ้ขึ้นเสมอ เมื่อผู้พ่ายแพ้หันหลังให้กับตลาด และจากไป เทียบกับผู้มาใหม่ ที่เข้ามาแข่งขัน ย่อมจะทำให้เกิดสมดุลในตัวผู้เล่น ซึ่งความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย..
ความจริงแล้ว สมดุลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แน่นอนว่า ผู้เล่นที่พ่ายแพ้ อาจจะมีเยอะกว่าผู้ชนะด้วยซ้ำ แต่ยิ่งผู้เล่นในตลาดเหลือน้อย เขาเหล่านั้นย่อมแข็งแกร่งขึ้น เมื่อแข็งแกร่งขึ้น ตามกลไกของทุนนิยมแล้ว เขาก็ย่อมสามารถทำการ “ทุ่ม” ในการทำการตลาดได้อย่างบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น นี่เป็นกฏพื้นฐานของทุนนิยมแบบเก่า นั่นก็คือ ใครสายป่านยาวกว่า เป็นผู้ชนะ.. ท้ายสุดการลงทุนทางการตลาด ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ กับกฏที่ว่า..
ในสภาวการณ์เศรษฐกิจที่เป็นปกติ แม้ผู้เล่นจะน้อยลง แต่วงเงินทางการตลาดจะสูงขึ้นเสมอ (คนที่ยิ้มแก้มปริ คือเอเยนซี่กับสื่อ)
ยังไม่นับรวมถึง new comers ใหม่ๆ ที่เป็นยักษ์ใหญ่จากอุตสาหกรรมอื่น ที่เห็นส่วนแบ่งการตลาดที่เป็นไปได้ในอุตสาหกรรมใหม่ แล้วเกิดน้ำลายไหล อยากเข้ามาแจมเพื่อแบ่งเค้ก
ท้ายที่สุดแล้ว ทุนนิยมแบบเก่า จึงเหลือเพียงยักษ์ใหญ่ ที่พร้อมแลกทุกสิ่งทุกอย่างไปกับการขยายฟองสบู่ทางการตลาดให้ใหญ่ขึ้นทุกๆ วัน แล้วปลาเล็กที่เหลืออีก 99% จะทำอย่างไร เพื่อความอยู่รอด…?
การเริ่มต้นหันหลังให้กับการตลาดแบบฟองสบู่ จึงเป็นทางเลือกที่ไม่ใหม่ ในอดีต ปลาเล็กต่างล้วนใช้กลยุทธ์นี้มานานแล้ว แต่ในยุคหลังทุนนิยมนี้ ปลาใหญ่ควรเริ่มมองเห็นข้อผิดพลาดในการทำการตลาดของตนเอง และหันมาให้ความสนใจกับการลดขนาดของฟองสบู่ (ลดการลงทุนทางการตลาดอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนทางการตลาดที่สมเหตุสมผล) ไปพร้อมๆ กับการลดความดันอากาศภายในฟองสบู่ (เพิ่มอัตราผลตอบแทนทางการตลาดให้คุ้มค่ากับการลงทุนมากขึ้น) ด้วย…
วิธีการมีมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสนใจกับการทำตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ต้นทุนต่ำกว่า อย่าง new media (ไม่ว่าจะเป็น pay per click, SEO, direct marketing ที่ถูกต้องตามแนวทาง ฯลฯ), ใช้กลยุทธ์อย่าง Guerilla Marketing
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นหลังจากอ่านแนวความคิดนี้ก็คือ.. ธุรกิจส่วนใหญ่ ยังไม่หันมาสนใจการตลาดแนวใหม่ เราเริ่มก่อนน่าจะมีความเสี่ยงสูง
พอคิดซะอย่างนี้ แล้วก็ล้มเลิกไปบู๊กันต่อในทะเลแดงให้ตายกันไปข้าง
ต่อปัญหาข้อนี้ ผมชอบแนวคิดของชาร์ล ดาร์วิน บิดาแห่งวิวัฒนาการครับ.. ดาร์วินบอกไว้ว่า “ทุกๆ การอยู่รอดในการแข่งขัน ผู้เข้มแข็ง จะมีจำนวนน้อยกว่าผู้อ่อนแอเสมอ…”
คุณอยากเป็นคนหมู่มาก หรือคนหมู่น้อย…?
อ่านโพสที่เกี่ยวข้อง
- Post-Capitalism กระบวนทัศน์ใหม่ของโลกหลังทุนนิยม (1)
- Post-Capitalism กระบวนทัศน์ใหม่ของโลกหลังทุนนิยม (2)
Popularity: 2%
ความผิดพลาดของนักการตลาดที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือ การวางแผนการตลาดแบบแยกขาดจากกัน คนทำ AdWords ก็ทำไป คนวางแผนสื่ออื่นๆ ก็วางแผนกันไป พวก direct marketing หรือ database marketing ก็สนใจทำแต่ newsletter, พวกโฆษณา banner ก็เอาแต่สนใจเรื่อง impression, พวกทำ offline อย่างนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ยิ่งแล้วใหญ่ แทบไม่ได้มีการมองภาพรวม และวางแผนโฆษณาโดยรวมกับสื่ออย่าง new media เลย (นี่เป็นปัญหาที่ผมเจอในธุรกิจให้คำปรึกษา.. มันยากมากหรือไง ที่จะทำ media planning พร้อมๆ กัน.. จริงๆ ผมก็ยังไม่เข้าใจกับนักการตลาดซักเท่าไหร่)
ทำไมเราไม่มองภาพการทำการตลาดแบบองค์รวม โดยรวมสื่อใหม่ (new media) เข้าไปกับสื่อเก่าด้วย รวม AdWords, direct marketing, social network, RSS และสื่อออฟไลน์ต่างๆ เข้าด้วยกัน
- เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาที่ว่า… แคมเปญทีวีจะ launch พรุ่งนี้นะครับ ช่วยโปรโมตขึ้นเว็บภายในคืนนี้ด้วย..!! (เอาแค่ JPG แปะหน้าจอแล้วกันนะครับ มีเวลาให้ 1 ชม. เนี่ย)
- อีเวนต์จะเปิดตัววันที่ 1 นี้แล้วครับ ทางเว็บจะทำอะไรได้บ้าง ขอ interactive หรูๆ ไฮโซๆ นะ..!! (มาบอกตอนที่คุณคิดทุกอย่างไปหมดแล้ว.. ผมจะทำอะไรได้ นอกจากตามพวกคุณ)
ทำไม new media จะต้องเป็นผู้ตามตลอดด้วยครับ..? ทำไมไม่เดินไปพร้อมๆ กัน (หรือให้เว็บนำหน้าบ้าง ในบางครั้ง) ถ้าคุณมองเว็บเป็นช้างเท้าหลังไปตลอด คุณก็จะไม่มีทางสร้างสรรค์เว็บออกมาเป็นช่องทางการตลาดที่มีคุณภาพได้หรอก และสุดท้ายคุณก็จะโทษเว็บไซต์ว่าเป็นสื่อที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงมันกลับกัน
คนใช้สื่อต่างหากที่ใช้ไม่เป็น..!
การมัวแต่รอให้ new media วิ่งตามทีวี นิตยสาร และ อีเวนต์ เป็นเรื่องที่ถ่วงความเจริญของเว็บไซต์อย่างรุนแรง หน้าที่ของเว็บของคุณ มีเพียงแค่โชว์ Gallery ภาพถ่ายพีอาร์ของอีเวนต์เปิดตัวแคมเปญเท่านั้น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วคุณทำอะไรกับเว็บไซต์ได้มากกว่านั้น..
..ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายช่วงตัว..!!
PS. ถ้าสนใจวิธีการประเมินผลการตลาดแบบองค์รวม ผมแนะนำโพสนี้
Popularity: 2%
Martin Wolf เคยพูดไว้ว่า…
In particular, CSR mixes up three quite distinct ideas: intelligent operation of a business; charity; and bearing of costly burdens for the benefit of society at large. The first is essential; the second is optional; and the third is impossible…
แปลความง่ายๆ ก็คือ ปกติแล้ว CSR มักเป็นส่วนผสมของไอเดียสามอย่าง นั่นก็คือ
- แนวทางการทำธุรกิจที่ชาญฉลาด ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม (ไม่ต้องมีกิจกรรมพิเศษ ไม่ต้องมีผ้าห่มให้คนยากไร้ ตัวธุรกิจเองเป็นกิจกรรมที่ช่วยเหลือสังคมอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจ Recycle ขยะ, ธุรกิจพลังงานทดแทน)
- การบริจาค (หรือการช่วยเหลือใดๆ เช่น แจกผ้าห่ม กิจกรรมพิเศษเก็บขยะวันพ่อ ฯลฯ)
- การทนแบกรับต้นทุนเพื่อตอบแทนอะไรบางอย่างแก่สังคม (เช่น เพิ่มระบบบำบัดน้ำเสียพิเศษในโรงงาน ทั้งๆ ที่คู่แข่งทั่วโลกไม่มีใครทำกัน)
Wolf บอกตรงๆ ไม่อ้อมค้อมว่า ไอเดียแรกเป็นเรืองที่สมควรให้ความสำคัญมาก, ไอเดียที่สองถ้าทำได้ก็ดี ส่วนไอเดียที่สาม เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย…
แล้วใครจะเถียงล่ะ…
Popularity: 3%
ผมอาจจะพูดถึงมุมมองด้านภาวะเศรษฐกิจโลกมากสักหน่อยในช่วงนี้ เป็นเพราะว่าข่าวลือที่ฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจมันเพิ่มออกมมามากเหลือเกิน
อย่างข่าววันนี้ที่ผมไปอ่านเจอจาก CNET ก็คือ Yahoo! Search Engine ที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งของโลก (ไม่ใช่กูเกิ้ลนะครับ ข้อมูลจาก www.alexa.com) ได้เริ่มปลดคนงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสายไอทีออกแล้วจำนวน 1520 คน
โดยเมื่อเดือน ตค. ที่ผ่านมา ก็มีข่าวแว่วๆออกมาจากทาง Yahoo! อยู่แล้วว่าจะมีการลดจำนวน พนง. ลง 1000 - 3000 ตำแหน่ง!!!
Yahoo! เชื่อว่าการปลดคนครั้งนี้จะช่วยลดรายจ่ายให้กับ Yahoo! ลง 400 ล้านดอลลาร์ (รายจ่ายทั้งหมดของปีงบประมาณที่แล้วคือ 3,900 ล้านดอลลาร์) โฆษกของบริษัทแถลงว่า Yahoo! ยังเตรียมจะปิดธุรกิจฝ่ายที่ไม่สำคัญต่อทิศทางของบริษัท
ในส่วนตัวผมเอง ผมเล็งทิศทางของธุรกิจปีหน้าไปว่า ด้าน ไอที น่าจะเป็นหนึ่งในด้านที่อยู่รอดอย่างเข้มแข็ง ตอนนี้ชักเริ่มหวั่นใจเล็กๆแล้ว
*จดหมายของเจอรี่ หยาง ผู้ก่อตั้งและรักษาการ CEO ต่อพนักงาน อ่านได้จาก Tough times ส่วนปฏิกริยาของพนักงานที่โดนปลด อยู่ใน Wired
การปลดพนักงานครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทองของบริษัทไอทีหน้าใหม่ ที่จะได้พนักงานมีฝีมือในราคาถูก บริษัทหน้าใหม่ชื่อ TokBox ได้จ้างรถขาย Taco ไปแจกอาหารฟรีพร้อมใบรับสมัครงานที่หน้าสำนักงานของ Yahoo! ดูรูปได้ใน TechCrunch
source: *www.blogone.com, www.cnet.com
Popularity: 14%
สิ่งที่เกิดบนโลกออนไลน์มีอยู่สองเวอร์ชั่น
มีเวอร์ชั่นของวิศวกร (engineer’s version) ที่เป็นกลุ่มคนที่ฉลาด มีเวลามาก ซึ่งรู้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการอะไรจากการเล่นเว็บ และสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้ด้วยการคิดตัดสินใจอย่างรัดกุมรอบคอบ เว็บไซต์เวอร์ชั่นนี้บอกพวกเราว่า หากคุณ (เจ้าของเว็บไซต์) สามารถจัดระเบียบข้อมูลข่าวสารทั้งหมดอย่างรอบคอบ ผู้คนจะสามารถหาสิ่งที่เขาต้องการ และเริ่มทำธุรกิจกับคุณ
นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชั่นของนักการตลาด (marketer’s version) ซึ่งบอกพวกเราว่าผู้คนส่วนใหญ่มักมีชีวิตที่วุ่นวาย รับรู้ข้อมูลข่าวสารเพียงแค่ฉาบฉวย ร้อนรนเร่งรีบ ไม่รอบคอบมากนัก และกระหายที่จะคลิกปุ่มบางปุ่มทันทีที่เข้าเว็บไซต์ นักการตลาดยังคงเชื่อว่าถ้าคุณ (เจ้าของเว็บไซต์) ไม่ตอบโจทย์ในสิ่งที่เขาคลิก ณ เวลานั้น สิ่งที่เขาจะทำก็คือคลิกที่ปุ่ม Back หลังจากนั้นก็จากเว็บไซต์ของคุณไป
เวอร์ชั่นที่สองที่พูดถึงคือเวอร์ชั่นที่เต็มไปด้วยผลลัพธ์และข้อมูลที่ประสบความสำเร็จ เพราะมันคือเวอร์ชั่นที่ถูกต้อง ในขณะที่เวอร์ชั่นแรกนั้นนำพาบริษัทที่ทำธุรกิจบนเว็บไซต์ไปสู่หายนะและความล้มเหลว
…Seth Godin…
Popularity: 12%
เมื่ออาทิตย์ก่อนผมเคยพูดถึงเรื่องของของขวัญในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่มาถึงในอีกไม่อีกกี่วันนี้ (ซึ่งตรงกับวันสอบของผมพอดี T_T) วันนี้ผมเลยเอาข้อมูลที่เกี่ยวกับของขวัญที่ผมเคยพูดถึงเอาไว้ในครั้งที่แล้วมาอัพเดท
ในบทความครั้งที่แล้วผมเคยพูดถึง Wii เอาไว้ว่า…
“หลังจากผมเก็บข้อมูลที่สนใจมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว พบว่าแนวโน้มของการซื้อของขวัญในกลุ่ม electronic นั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเล่นเกมส์อย่าง Nintendo Wii (โดยเฉพาะ Wii-Fit)หรือสินค้าตระกูล iPod ทั้ง iPod Touch และ iPhone ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มสินค้าพวก Digital Camera และ Universal Remote Control ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก”
และแล้วก็มีแนวโน้มเป็นไปตามที่ผมเคนเขียนเอาไว้ จากข้อมูลของ NPD Group ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านการเก็บข้อมูลทางการตลาด ได้เปิดเผยข้อมูลว่า Nintendo Wii มียอดขายมากกว่า 2,000,000 เครื่องแล้วในช่วงเดือนที่ผ่านมา (พย.) และเริ่มที่จะขาดตลาดในช่วงเดือน ธค.นี้
อย่างไรก็ตาม Nintendo ยืนยันว่าจะผลิต Wii ให้รองรับความต้องการของลูกค้าอย่างแน่นอน
ประมาณว่า… “เด็กทุกคนที่อยากได้ Wii ต้องมี Wii เล่นในวันคริสต์มากนี้แน่นอน”
อ่านเรื่องเกี่ยวข้องที่
Popularity: 13%
ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่มีเทศกาลวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวันอยู่หลายช่วง ผมไม่แน่ใจว่ามีใครรู้สึกเหมือนกับผมหรือไม่ว่าปีนี้
…การจัดงานเทศกาลเฉลิมฉลองคริสมาสต์ และ ปีใหม่ ในปีนี้ จัดขึ้นค่อนข้างเร็วกว่าทุกๆปีที่ผ่านมา
ผมเลยแอบคิดไปว่า การเริ่มเทศกาลเฉลิมฉลองให้เร็วขึ้นนี้น่าจะเป็นเพราะว่าธุรกิจต่างๆ ต้องการที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคให้มากขึ้น เนื่องจากว่าเราคงต้องยอมรับกันอย่างจริงจังว่าในตอนนี้เศรษฐกิจของโลกในตอนนี้ มันอยู่ในช่วงขาลง และแน่นอนว่าปีหน้ามันจะเริ่มส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจนกว่านี้เป็นแน่
ทั้งในเรื่องของอัตราการว่างงาน การค้างชำระหนี้สิน การเลย์ออฟพนักงาน… ฟังแล้วดูปีหน้าเป็นปีที่ไม่ค่อยมีความสุขเลย
ในอเมริกาก็มีแนวโน้มว่าการจับจ่ายในเทศกาลคริสต์มาสปีนี้น่าจะลดลง เพราะวิกฤต subprime ที่กระทบมาตั้งแต่ช่วงกลางปี
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองที่จะมาถึงนี้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องร่วมเฉลิมฉลองกันนะครับ ฉลองได้ ตักตวงความสุขกันไว้ได้ครับ แต่ต้องอย่างพอเพียงไม่ต้องเกินตัว
มาดูแนวโน้มของกลุ่มของขวัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจกันนะครับ
หลังจากผมเก็บข้อมูลที่สนใจมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว พบว่าแนวโน้มของการซื้อของขวัญในกลุ่ม electronic นั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเล่นเกมส์อย่าง Nintendo WII (โดยเฉพาะ WII-Fit)หรือสินค้าตระกูล iPod ทั้ง iPod Touch และ iPhone ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มสินค้าพวก Digital Camera และ Universal Remote Control ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมา
อย่างไรก็ตามก่อนจะจับจ่ายใช้สอยอะไร อย่าลืมครับ เศรษฐกิจพอเพียง ใช้เท่าที่เรามี
ก่อนจะใช้จ่ายอะไรปีนี้ลองเข้าไปคำนวณค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองนี้แบบสนุกๆได้ที่นี่ครับ Christmas Calculator Tool
อ่านเรื่องเกี่ยวข้อง Finally, u’ll find iPhone at Walmart
Picture from : http://chakchais.multiply.com/photos/album/28/Christmas_Decoration_Bangkok_-_December_2007
Popularity: 15%
พอดีวันนี้ผมได้รับ MMS อวยพรปีใหม่จาก operator มือถือของผม จริงๆแล้วผมก็ได้รับ MMS เรื่องนู้นเรื่องนี้มาเรื่อยๆแต่ไม่ค่อยได้ใส่ใจอะไรมากนัก
วันนี้มานั่งๆนึกถึงกลยุทธ์ง่ายๆที่แฝงมากับรูปแบบของ MMS พวกนี้ จะว่าไปผมค่อนข้างชื่นชมกับกลยุทธ์อะไรๆที่ simple แบบนี้ ที่อาจจะสร้างผลกำไรมหาศาลเมื่อเทียบกับต้นทุนที่เสียไปของ operator มือถือ
รูปแบบการทำ communication แบบนี้กับลูกค้า สำหรับผมผมคิดว่ามันไม่ได้น่ารังเกียจอะไรเท่าไร จะว่าไปก็ค่อนข้างรู้สึกดีด้วยซ้ำ เพราะว่ามีคนส่ง MMS มาอวยพรนู่นนี่อยู่เรื่อยๆ แถมผมยังสามารถเอา MMS พวกนี้ไปส่งต่อให้เพื่อนๆได้อีก
อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็น Interruption Marketing แบบที่ลูกค้าเต็มใจก็ว่าได้
ผมลองคิดอะไรเว่อร์ๆดูว่า ต้นทุนการส่ง MMS พวกนี้อยู่ที่ 3 บาท ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีทางที่ต้นทุนของ Operator จะสูงขนาดนี้เลย พอส่งมาให้เราซึ่งเป็น end user เราก็ส่งต่อให้เพื่อนๆ เด็กๆ สาวๆ ใน collection ของเรา ตกเฉลี่ยแต่ละครั้งประมาณ 5 บาท เท่ากับว่าการส่งต่อครั้งแรกก็สร้างกำไร 40% ให้กับ operator แล้ว และหลังจากครั้งแรกก็เป็นกำไรๆๆๆๆๆๆๆ ให้แก่ operator ทั้งสิ้น
ลองคิดดูซิครับ MMS ที่เราได้มาฟรีๆ สร้างกำไรให้ operator ของเราเท่าไร??
Popularity: 21%
ช่วงเย็นวันนี้ผมกำลังหาหนังสือเกี่ยวกับการ Branding ธุรกิจแบบ Business-to-Business (B2B) เพื่อเปิดหูเปิดตารับแนวคิดอื่นๆ ในการทำ Branding บ้าง เนื่องจากธุรกิจหลายๆ ธุรกิจของผมอยู่ในสายงาน B2B โดยตรง เลยอยากรู้ว่า กูรูการตลาดมองการสร้าง Brand บน B2B ต่างกับ B2C อย่างไร…?
เข้าไปใน Amazon ตามปกติที่ผมเข้า และลองค้นหาเจอหนังสือเกี่ยวกับการทำ Branding ในธุรกิจ B2B เจออยู่สองเล่ม เล่มแรกเป็นของ Philip Kotler ชื่อหนังสือว่า B2B Brand Management ส่วนอีกเล่มหนึ่งเป็นของ Bob Lamons ชื่อหนังสือ The Case for B2B Branding
เอาล่ะสิ น่าสนใจทั้งคู่…!! อ่านแค่สารบัญก็ตัดสินใจไม่ได้ เล่มแรกเขียนโดย Kotler แต่บางรีวิวบอกว่ามัน too academicism ซึ่งผมกลัวหนังสือแนวนี้มากเพราะอ่านไม่เคยจบซักที ส่วนอีกเล่มนึง ไม่ใช่ Kotler เขียน เป็นนักการตลาดที่ผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน (ผมอาจจะเชยนะครับ ต้องขอโทษด้วยถ้าคุณ Bob Lamons เป็นคนดัง)
และถึงแม้ Amazon จะเดาใจถึงความสับสนหลายใจของผมได้ โดยนำเสนอการขายพ่วงทั้งสองเล่มแบบแพคคู่ในราคาพิเศษ (ด้วยการทำ Data Mining แบบ Market Basket Analysis ที่ฉลาดสุดๆ ต้องยอมรับ) แต่ด้วยไม่อยากเปลืองเงินมากเกินไปกับหนังสือที่ต้องการอ่านดูแนวไอเดียเพียงแค่กว้างๆ หนังสือเพียงเล่มเดียวจึงเกินพอสำหรับผม
Popularity: 30%
เมื่อช่วงอาทิตย์ก่อน เพื่อนของผมที่เพิ่งย้ายงานใหม่ไปทำกับเอเยนซี่ด้านไอเอ็มซี มันโทรหาผมแทบจะทุกวันวันละสามเวลา จริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะผมเก่งหรือรอบรู้ สามารถให้คำปรึกษาอะไรได้มากมายหรอกครับ เป้าหมายหลักของเพื่อนผมคือเพียงแค่ต้องการ “บ่น บ่น และ บ่น”
ไอ้ที่บ่นนี่ก็เนื่องมาจากบริษัทของมันกำลังพยายามขยายสายงานใหม่ มาทำด้านสื่อใหม่ (new media) และผมเองคลุกคลีกับสื่อใหม่มานาน จึงกลายเป็นถังขยะฟังได้ รวมถึงไบเบิ้ลพูดได้ให้มันไปในเวลาเดียวกัน
ปัญหาของเพื่อนผมก็คือ มันหงุดหงิดกับแนวคิดของบริษัทเอเยนซี่ ที่ยึดติดกับมุมมองเก่าๆ แต่กลับพยายามเข้าสู่วงการสื่อใหม่ ทำให้การทำงานมีอุปสรรค รวมถึงทีม outsource ที่ทำงานเว็บไซต์ให้บริษัทของมันนั้นมีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสื่อใหม่ที่จำกัด มีปัญหาเรื่องการดีไซน์เว็บ การเขียนโปรแกรม รวมถึงการทำ Afiliate Marketing พื้นฐาน นอกจากนี้หัวหน้าของเขาซึ่งเติบโตมาจากเอเยนซี่ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ก็ไม่พยายามจะทำความเข้าใจสื่อใหม่ แต่กลับโยนภาระให้เพื่อนของผมรับผิดชอบคนเดียวทั้งหมด โปรเจคเล็กๆ ของมันที่ควรจะจบภายใน 2-3 อาทิตย์ถึงกับต้องถูกยืดเยื้อไปจนไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ
(ช่วงนี้ฟังมันบ่นทุกวันๆ จนคำว่า เอเยนซี่ กลายเป็นของแสลงหูไปแล้ว)
Popularity: 36%







