จากตอนที่แล้ว Introduction to Google Analytics 3.0 Part I - New Features

ผมเกริ่นเกี่ยวกับคุณสมบัติใหม่ๆ ของ Google Analytics 3.0 ไปพอหอมปากหอมคอ ในซีรี่ย์นี้ ผมจะเจาะลึกคุณสมบัติต่างๆ อย่างละเอียดไล่เรียงกันไปทีละหัวข้อครับ โดยจะเริ่มกันที่คุณสมบัติที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์มากที่สุดก่อน นั่นก็คือ Advanced Segmentation

เริ่มต้นกับ Advanced Segmentation

ยกคำอธิบายมาจากโพสก่อน Advanced Segmentation เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถแบ่งเซกเมนต์ของ traffic ในเว็บไซต์ได้ ยกตัวอย่างเช่น การเปรียบเทียบ Bounce Rate ระหว่างกลุ่ม visitor ที่เป็น Paid Traffic กับ visitor ทั้งหมด หรือแม้กระทั่งกรองข้อมูลเฉพาะกลุ่ม quality visitor และตัด traffic ด้อยคุณภาพออกไป

ผมจะเริ่มจากวิธีการใช้ Advanced Segmentation ในส่วนรายงานก่อน…

เริ่มจากเข้าสู่ระบบ Google Analytics ตามปกติครับ ลองสังเกตที่มุมบนขวาของ Dashboard เราจะเห็นเมนูพิเศษเกิดขึ้นมาที่เขียนว่า (Beta) Advanced Segments

clip_image002

ที่นี้ ผมเกิดอยากจะลองเปรียบเทียบว่า ไอ้เจ้า Visit ที่มาจากพวก Search Engine นั้น เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับ Visit ทั้งหมด (การเปรียบเทียบนี้เป็นประโยชน์ เพื่อให้เรารับรู้ว่า เราจะสร้าง Awareness ให้กับเว็บไซต์ด้วยกลยุทธ์ใด) ลองกดไปที่ All Visits นะครับ แล้วเราจะเห็น Segment อื่นๆ ให้เลือกตามภาพด้านล่าง เลื่อนลงมากาเครื่องหมายถูกที่ Search Traffic แล้วกด Apply

clip_image004

จะเห็นเส้นกราฟสองเส้น เส้นสีน้ำเงินปกติ คือ Visit ทั้งหมด ส่วนเส้นสีส้ม คือ Visit ที่มาจาก Segment ของ Search Traffic เท่านั้น (พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณเข้าเว็บไซต์จาก Google คุณจะถูกจัดใน Segment สีส้ม แต่ถ้าคุณเข้าเว็บไซต์ตรงๆ หรือลิงค์มาจากเว็บอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Search Engine คุณจะถูกจัดอยู่ในส่วนสีน้ำเงิน)

clip_image006

เราสามารถเปรียบเทียบ Segment ได้หลายๆ Segment พร้อมๆ กัน (Google อนุญาตให้เราเลือกได้สูงสุด 4 Segment) ดังภาพด้านล่าง ผมเปรียบเทียบ Visit ทั้งหมด เทียบกับ Visit ที่มาจาก Search Traffic (สีส้ม), การเข้าเว็บตรงๆ (สีเขียว), รวมถึงการลิงค์มาจากเว็บชาวบ้าน (สีเหลือง) เห็นได้จัดเจนว่าคนเข้าจาก Search Engine เยอะที่สุด

clip_image008

Segment ทั้งหมดที่คุณเลือกจะตามติดไปในรายงานอื่นๆ โดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการ ตรวจสอบ Bounce Rate ของ Segment ต่างๆ เปรียบเทียบกัน ก็คลิกไปที่ Bounce Rate จะเห็นได้ว่าเราสามารถเปรียบเทียบอัตราการ Bounce ของ แต่ละ Segment ได้อย่างละเอียด

clip_image010

 

สร้าง Segment พิเศษของเราเอง

ข้อดีอีกอย่างของ Advanced Segmentation ก็คือ เราสามารถสร้าง Segment พิเศษเฉพาะของเราเองได้ โดย Segment ที่ถูกสร้างขึ้นจะแยกส่วนจาก Segment มาตรฐานของ Google Analytics

ผมจะลองยกตัวอย่างง่ายๆ เนื่องจากเว็บไซต์ของลูกค้าผมรายนี้ มีการวางระบบ RSS Feed เพื่อการติดตามข่าวสารด้วย Visitor คนใดก็ตามที่ติดตามข่าวสารของเว็บไซต์ผ่านทาง RSS Reader (เช่น Google Reader) จะสามารถเข้าเว็บไซต์ลูกค้าของผมได้ทันทีที่มีการอัพเดทข่าวสาร

ทีนี้ผมเริ่มอยากรู้ว่า มีคนกี่เปอร์เซ็นต์ที่ Visit เว็บไซต์ผ่านทาง RSS (เนื่องจากว่าถ้าคนเข้าเว็บไซต์ผ่านทาง RSS มาก ก็แปลว่า การอัพเดทข่าวสารนั้นได้ผล ในการดึงดูดคนเข้าชมเว็บไซต์ เราสามารถเลือกกลยุทธ์ในการอัพเดทข่าวสารให้มากขึ้น ดีกว่าไปทำ SEO หรือการโปรโมตรูปแบบอื่น เนื่องจาก Visit ที่มาจาก RSS นั้นถือเป็น Visit ที่มีคุณภาพสูงสุด สูงกว่า Visit ที่เกิดจาก Search Traffic เสียอีก)

(ผมได้พูดถึงวิธีการแยกกลุ่มผู้เข้าชมที่มาจาก RSS Feed ในโพสนี้ครับ ใครสนใจข้ามไปอ่านก่อนได้)

คำศัพท์ของ Web Analytics เรียกช่องทางการเข้าถึงเว็บไซต์อย่าง RSS, Search Engine ต่างๆ เหล่านี้ว่า สื่อ (Medium) ใครไม่คุ้นกับคำนี้ ลองอ่านโพสเกี่ยวกับ Medium ดูที่นี่ครับ

http://blog.maxincube.com/analytics/for-newbies/7-faq-on-google-analytics-chapter-5-sources-and-media

เราสามารถสร้าง Segment พิเศษสำหรับ Visit ที่มาจาก RSS ได้โดยการเลือกไปที่ Settings > Advanced Segments ที่มุมล่างซ้าย หรือกด Advanced Segments > Create a new advanced segment ที่บนขวา

clip_image012clip_image014 

ระบบจะเปิดมาที่หน้า Create Advanced Segment ซึ่งจะมีหน้าตาดังภาพด้านล่าง

clip_image016

ทางซ้ายมือจะเป็นตัวแปรต่างๆ ที่ Google Analytics อนุญาตให้เรานำมาใช้ทำ Segmentation ของเราเองได้ การจะสร้าง Segmentation จะต้องมีความเข้าใจเบื้องต้นถึงตัวแปรต่างๆ เหล่านี้เสียก่อน ในโพสนี้ผมจะขออธิบายแต่เพียงคร่าวๆ

ตัวแปรของ Google Analytics นั้นมีทั้งหมดสองชุด ชุดสีเขียวด้านบน เรียกว่า Dimensions ส่วนชุดสีฟ้าด้านล่าง เรียกว่า Metrics

clip_image018 clip_image020

หลายๆ คนมักจะสับสน เรื่องของ Dimensions และ Metrics ผมขออธิบายง่ายๆ ดังนี้

· Dimensions คือ ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับ Visitor และการ Visit แต่ละครั้งของคนๆ นั้น เช่น เข้ามาดูกี่หน้า (Page Depth), เข้ามาล่าสุดกี่วันแล้ว (Days Since Last Visit), เป็น Visitor มาใหม่ หรือ Visitor เก่า (Visitor Type), มาจากจังหวัดไหน (City), ค้นหาเว็บเจอด้วยคีย์เวิร์ดอะไร (Keyword), เข้ามาในเว็บไซต์ผ่านทางสื่อประเภทใด (Medium), เข้ามาดูหน้าไหนบ้าง (Page), เข้ามาคนหาคำว่าอะไร (Search Term), ซื้อสินค้าอะไรของเราไปบ้าง (Product), เข้าเว็บมากี่ครั้งถึงจะซื้อของ (Count of Visits to a Transaction) ฯลฯ

· Metric คือ ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับตัวหน้าเว็บไซต์เอง เช่น Bounces หมายถึง Traffic ประเภทที่เข้ามาแล้วออกไปทันที (มีค่าให้เลือกเป็น 1, 0 หรือ จริง/เท็จ นั่นเอง), Goal1 Starts หมายถึงการนับเฉพาะ Traffic ที่มีการเริ่ม Goal1 หรือ Goal1 Completions หมายถึงการนับเฉลาพ Traffic ที่สำ Goal1 สำเร็จ

หากงงๆ ระหว่าง Dimensions และ Metrics ให้มองว่ามันเป็นชุดตัวแปรเดียวกันก็ได้ครับ จะได้ไม่สับสน แต่ Metrics นั้นจะมีการเซตค่าที่เป็น จริง/เท็จ (ใช้แทนด้วย 1, 0) เยอะมากเป็นพิเศษ

เอาล่ะครับ มาต่อกันที่โจทย์ของเรา นั่นก็คือผมต้องการหาจำนวน Traffic ที่เข้ามาจาก RSS ดังนั้นตัวแปรที่ผมต้องการใช้ก็จะต้องเกี่ยวกับ Medium แน่นอนครับ วิธีการง่ายที่สุดในการเลือกตัวแปร ให้กรอก ตัวแปรที่เราต้องการลงใน ช่อง type to filter ตามภาพด้านล่าง

clip_image022

Google Analytics จะกรองตัวแปรทั้ง Dimensions และ Metrics ให้เหลือเฉพาะตามที่เรา filter เอาไว้ ที่นี้เราจะเห็นตัวแปร Medium สีเขียวโผล่หราขึ้นมาแล้ว ให้เราลาก Medium มาทิ้งไว้ที่เส้นประทางด้านขวามือดังภาพครับ

clip_image024

กล่องทางด้านขวามือ ผมขอเรียกว่า Segment Condition หรือพูดภาษาไทยก็คือ เงื่อนไขการ Segment นั่นเอง โจทย์ของเราก็คือ “medium ที่มาจาก RSS” เราต้องทำการแปลโจทย์ให้เป็น Segment Condition ให้ได้ครับ ซึ่งเงื่อนไขตัวอย่างแรกนี้ง่ายมาก ให้เราเลือก Condition “Matches Exactly” และใส่ Value ลงไปว่า rss

clip_image026

(ช่อง case sensitive นั้นหมายถึงการเจาะจงให้ Google Analytics แบ่งแยกความแตกต่างของตัวอักษรใหญ่ เล็ก ไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าเราระบุ Condition ว่า Matches Exactly RSS จะไม่เท่ากับ Matches Exactly rss)

พอเรียบร้อยให้กดปุ่ม Test Segment เพื่อตรวจสอบตัวเลขของการ Segment ว่า ใกล้เคียงค่าความจริงมากน้อยแค่ไหน (เผื่อเราตีโจทย์หรือเข้าใจความหมายของตัวแปรผิดไป)

clip_image028

ในที่นี้หลังการ Test Segment ปรากฏว่า Medium Matches Exactly rss นั้นมีทั้งหมด 22,016 visits ถ้าไม่เป็น 0 ก็แปลว่า การทำ Segmentation ของเราน่าจะถูกต้องแล้วล่ะครับ

เพียงแค่นี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำ Advanced Segmentation แบบง่ายๆ ทำการบันทึก Segment ใหม่ของเรา โดยการตั้งชื่อให้กับ Segmentation ของเราว่า RSS Traffic แล้วกดปุ่ม Create Segment จะเห็น Segment ใหม่ของเราโชว์หราอยู่ที่หน้า Manage Advanced Segments ดังภาพด้านล่าง

clip_image030

ทีนี้ย้อนกลับไปที่หน้า Dashboard เพื่อลองทดสอบใช้งาน Segment ใหม่ที่เราเพิ่งสร้างกันขึ้นมา

กดไปที่ Advanced Segment แล้วเราจะเห็น Segment ใหม่ของเราเกิดอยู่ที่คอลัมน์ขวามือของ Advanced Segments จากรูป ผมลองเปรียบเทียบ Segment ที่มาจาก Search Traffic (อย่างพวก Google) กับ Segment ที่มาจาก RSS Traffic ดู

clip_image032

ได้ผลลัพธ์ดังนี้ครับ

clip_image034

น่าแปลกใจไม่น้อย อัตราการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่มาจากสื่อ (Media/Medium) อย่าง RSS นั้น สูสีกับการเข้ามาผ่านทาง Search Engine อย่างไล่เลี่ยกันทีเดียว แปลได้ว่า คนปัจจุบันบริโภคข่าวผ่านทาง RSS มากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อครับ (โดยเฉพาะเว็บไซต์นี้ซึ่งเป็นเว็บเกี่ยวกับการลงทุนและตลาดหุ้น) แถมอัตรา Bounce Rate จาก RSS Traffic ยังต่ำกว่า Search Traffic ถึง 10% อีกด้วย ยืนยันได้อย่างดีว่า RSS เป็นสื่อที่มีคุณภาพเหมาะกับเว็บไซต์ลูกค้าผมจริงๆ และนี่เป็นสาเหตุที่ผมตัดสินใจยื่นเสนอลูกค้าของผมเพื่อลงทุนทำการปรับปรุงระบบ RSS ให้พัฒนาก้าวไปไกลมากขึ้น แทนที่จะลงทุนในการทำ SEO อย่างในอดีต

RSS Traffic เป็น Segment ตัวอย่างที่สร้างได้ง่ายๆ ในโพสต่อไปผมจะยกตัวอย่างการทำ Segment ที่ซับซ้อนขึ้น มีเงื่อนไขที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อวิเคราะห์เจาะลึกรายงาน Google Analytics ได้อย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อนครับ

โพสที่เกี่ยวข้อง

Popularity: 55%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

3 Responses to “ชิมของใหม่ Google Analytics - Advanced Segmentation - Part 1”

  1. ibiz Says:

    ขอสอบถามหน่อยคับว่า ถ้าเราต้องการ track keyword ที่เราทำโฆษณากับ ppc แต่หากเราใช้พวก “key” มันจะแสดงแค่ “key” เท่านั้น แต่ไม่ได้บอกว่า มี keyอื่นที่คนหาเช่น a key หรือ key list เป็นต้น มันบอก key เฉพาะที่เป็น organic เท่านั้น แต่อยากรู้ key จาก ppc ว่าคน search ด้วยคำว่าอะไร เราต้องไปตั้งอะไรบ้างคัล ขอบคุณคับ

  2. niran Says:

    ต้องใช้ Keywords and Medium ครับ
    Keywords คือคำที่เราต้องการกรอง
    ส่วน Medium กำหนดเป็น cpc (ความหมายเดียวกับ ppc)
    ถ้าต้องการระบุผู้ให้บริการเจาะจงเป็น AdWords ก็ต้องเพิ่มส่วนของ Source เป็น google ด้วย (ไม่จำเป็นก็ได้ ถ้าทำ cpc เฉพาะ AdWords อย่างเดียว) ดูตามภาพครับ
    http://www.maxions.com/niran/comments-img/segment-l.jpg

  3. niran Says:

    ส่วนถ้าจะต้องการหาคีย์เวิร์ดที่มีคำว่า key จะต้องเลือก Condition เป็นแบบ Contains ครับ
    ถ้ามีคำว่า key อยู่ในนั้นจะถือว่า Match หมด

    ดูจากภาพนี้นะครับ
    http://www.maxions.com/niran/comments-img/segment-l.jpg

    จากตัวอย่างในภาพ ไม่ว่า Keyword จะเป็นคำว่าอะไร หากมีคำว่า “บ้าน” อยู่ในนั้นจะถือว่า Match
    เช่น “บ้านเดียว” “ขายบ้าน” “บ้านรังสิต” ฯลฯ

Leave a Reply