This entry was posted on Sunday, April 26th, 2009 at 8:42 pm and is filed under Advance Customisation. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.
26.04.2009
ซีรี่ย์นี้จะเป็นการใช้ Google Analytics ในระดับ Advance ซักหน่อย เป้าหมายหลักของโพสคือ ผมอยากแชร์ไอเดียให้ทุกคนเห็นว่า การนำเครื่องมือ Web Analytics มาใช้ในการประเมินผลกิจกรรมทางการตลาดนั้นมีความเป็นไปได้ หากเราเข้าใจหลักแนวคิดในการใช้งานอยากลึกซึ้ง
ผมมานั่งเลือกโมเดลการทำการตลาดที่น่าสนใจที่จะนำมาประเมินผล เลือกไปเลือกมา คิดว่าโมเดลที่เหมาะสมที่จะนำมาเป็นตัวอย่างที่สุดก็คือ E-mail Marketing
การทำการตลาดในรูปแบบนี้ มีคนมองภาพทั้งในแง่บวกและแง่ลบ มีแนวคิดการทำการตลาดทั้งในรูปแบบผิดๆ มากมาย รวมถึงสมมุติฐานโต้แย้งว่าการตลาดอีเมล์ไม่น่าจะเวิร์ค เนื่องจากภาพลบของ Spam เมล์ ดังนั้นจึงเป็นข้อดีที่เราจะลองมาพิสูจน์กันด้วยข้อมูลตัวเลขที่ชัดเจนว่า การตลาดแบบ E-mail Marketing นั้น น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน
ก่อนจะเข้าไปพูดในเรื่องแนวคิดการประเมินผล ผมขอคุยให้ตรงกันก่อนว่า การตลาดในรูปแบบ E-mail Marketing ที่ผมกำลังพูดถึงนั้น มีความหมายอย่างไร…? เผื่อจะได้ไม่เข้าใจผิดๆ กับแนวคิด Spam เมล์ ที่กำลังระบาดจนเป็นที่เอือมระอากันอยู่ทุกวันนี้
- การตลาด E-mail Marketing ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่ากลุ่มอีเมล์เป้าหมายที่เราได้มา จะต้องได้มาด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามหลักการ Permission Marketing นั่นก็คือ เจ้าของอีเมล์ “ต้อง” มีความยินดี และ “ให้อนุญาต” ในการส่งอีเมล์หาพวกเขา (เรียกกันว่า Opt-In)..!! ดังนั้น การซื้อฐานข้อมูลอีเมล์ 1 ล้านเมล์ในราคา xxx บาท จากบริษัทบัตรเครดิต หรือจากผู้ให้บริการอีเมล์ ไม่ถือว่าเข้าข่าย E-mail Marketing…!! (ยกเว้นจะมีการขออนุญาตเจ้าของอีเมล์เหล่านั้นก่อน)
- อีเมล์ทุกฉบับที่ส่งถึงกลุ่มเป้าหมาย จะต้องมีการ “แจ้ง” อย่างชัดเจน ถึงสาเหตุที่เจ้าของอีเมล์ได้รับเมล์ฉบับนี้ รวมถึงเปิดช่องทางการยกเลิกการสมัคร (Unsubscribe) อย่างชัดเจนในอีเมล์ด้วย
ห่วงโซ่การตลาดของ E-mail Marketing
การประเมินผลกิจกรรมทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพนั้น นักวิเคราะห์จะต้องเรียนรู้ถึงห่วงโซ่การตลาดของกิจกรรมนั้นๆ และเข้าใจถึงข้อจำกัดในการเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างข้อของห่วงโซ่แต่ละขั้นตอน
การทำการตลาดแบบ E-mail Marketing นั้น ห่วงโซ่การตลาดมีขั้นตอนเบื้องต้นดังนี้…
- อีเมล์ถูกส่งไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Sent)
- อีเมล์ส่งถึงกลุ่มเป้าหมาย (Reached)
- กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจโดยการเปิดอ่าน (Read)
- กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจเนื้อหาโดยการคลิกเพื่อเข้าสู่เว็บไซต์เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมหรือเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ (Engaged)
- กลุ่มเป้าหมายเริ่มขั้นตอนต่างๆ ในกิจกรรม (…)
- กลุ่มเป้าหมายบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ (Conversed)
ลองดูภาพด้านล่าง
จุดประสงค์ที่เราแบ่งกิจกรรมทางการตลาดออกเป็นหลายขั้นตอน เพื่อความง่ายในการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยการใช้ Goal Funnel Visualization ของ Google Analytics เพื่อที่จะแสดงภาพรวมของผลลัพธ์ในการทำการตลาด
- หากเรารู้ว่า จำนวน Reached นับออกมาได้เป็น 97.24% ของจำนวน Sent แปลว่าพวกเราอาจมีปัญหาในเชิงเทคนิค ของระบบเมล์เซิร์ฟเวอร์ เป็นสาเหตุให้การส่งอีเมล์ไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายไป 2.76% อาจเป็นเพราะผู้ให้บริการอีเมล์ของกลุ่มเป้าหมายทำการบล็อกอีเมล์ที่ส่งไป หรืออาจจะเป็นเพราะฐานข้อมูลอีเมล์ที่เรามีนั้นไม่ถูกต้อง เช่น กลุ่มเป้าหมายยกเลิกอีเมล์ไปแล้ว หรือเมล์บ๊อกซ์ของกลุ่มเป้าหมายอาจจะเต็ม ณ ตอนนี้เราทิ้งลูกค้าไป 276 คนแล้ว
- หากเรารู้ว่า จำนวน Read นับออกมาได้เป็น 35.48% ของจำนวน Reached เราสามารถตีความได้ทันทีว่า กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ (64.52%) ไม่ให้ความสนใจกับอีเมล์ของเราเลย แม้แต่จะคลิกเพื่ออ่านก็ไม่คลิก คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ กลุ่มเป้าหมายที่เรามีอยู่นั้นเป็นกลุ่มที่สนใจในสินค้าของเราจริงๆ หรือไม่…? หรือการเขียน Copy Writing ในส่วน Subject ของอีเมล์นั้นถูกต้องตามหลักการตลาดหรือไม่…? มาถึงตรงนี้ ลูกค้าของเราหายไปอีก 6,274 คน…!!
- หลังจากนั้นลองไปวิเคราะห์ข้อมูลในส่วน Engaged เทียบกับ Read เมื่อกลุ่มเป้าหมายเปิดอ่านแล้ว มีความสนใจต่อเนื่องและคลิกเข้ามาเพื่อมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของเราทางเว็บไซต์ 37.62% (คิดจากอัตราส่วนของ Sent เทียบกับ Engaged นับเป็น 12.98% เท่านั้น) ในขั้นตอนนี้ลูกค้าสูญไปอีก 2,152 คน…!!
- ท้ายสุดเป็นขั้นตอนที่กลุ่มเป้าหมายได้ถูกแปลง (Conversed) ไปถึงปลายทางเป็นอันเสร็จสิ้น (จากตัวอย่างเป็นการซื้อสินค้า ในความเป็นจริงอาจจะเป็นกิจกรรมอื่นๆ เช่นการพิมพ์คูปองส่วนลด ฯลฯ) ปลายทางจากกลุ่มเป้าหมาย 10,000 คน นั้น เราได้ลูกค้ากลับมาทั้งหมด 911 คน หรือคิดเป็น 9.11%
จะเห็นได้ว่า การเก็บข้อมูลอย่างละเอียดในแต่ละห่วงโซ่การตลาด จะทำให้เราเข้าใจถึงที่มาที่ไป จุดอ่อนจุดแข็งของการทำการตลาดของเราได้ ท้ายที่สุดการประเมินผลความคุ้มค่าในการทำการตลาดจะเป็นตัวตัดสินผลทั้งหมดว่า กิจกรรมการตลาดที่เราวางไว้นั้น ประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด
ประโยชน์ของการวิเคราะห์ข้อมูลห่วงโซ่การตลาดนี้ หลักๆ ก็คือเราสามารถรู้ได้ทันทีว่า ห่วงโซ่ขั้นตอนใดเป็นจุดอ่อนหลักในการทำการตลาดของเรา และจะมีแนวทางการแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีใด นอกจากนี้เรายังสามารถเปรียบเทียบ Conversion Rate ระหว่างกิจกรรมการตลาดสองรูปแบบเพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าในแง่ของการลงทุนได้อีกด้วย
ผมเชื่อว่าหลายคนจะเริ่มตื่นเต้น หากเราสามารถประเมินผลห่วงโซ่การตลาดในรูปแบบนี้ได้จริง ข้อมูลทุกอย่างจะอยู่ในมือ และช่วยให้เราสามารถตัดกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทิ้งไป แก้ไขปรับปรุงกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงได้รับรู้พฤติกรรมแปลกใหม่ของผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้เกิดไอเดียการทำกิจกรรมการตลาดในรูปแบบใหม่ๆ ได้ในอนาคต
แต่ข่าวร้ายก็คือ ข้อจำกัดของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่ไม่อาจเก็บรวบรวมข้อมูลในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การตลาดได้นั่นเอง
ผมจะมาต่อในตอนที่สอง ในเรื่องของการประยุกต์ใช้ Google Analytics เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์ห่วงโซ่การตลาดของ E-mail Marketing ครับ
Popularity: 88%








September 1st, 2009 at 9:57 am
อัตราการเปิด 35%+ ถือว่าดีแล้วนะ และจากกว่าส่งไปหมื่นคนมีคนกลับมาซื้อของหรือทำตามเป้าหมาย 911 คนนี่ถือว่าดีมากกก เมื่อเทียบกับ cost ในการส่งอีเมล กับ cost ของการโฆษณาแบบอื่นๆ ซึ่งจริงๆแล้ว ตัว google analytics และ analytics ส่วนใหญ่ก็ยังมีข้อเสียคือ ยังต้องใช้ javascript ในการเก็บข้อมูลอยู่ ซึ่งบางคนก็มีการปิดการใช้งาน javascript ดังนั้นผู้วิเคราะห์ควรคำนึงถึงตรงนี้ด้วย (ถึงจะเป็นจำนวนไม่เยอะ แต่ก็ควรทราบไว้ เผื่อเอาไปเทียบกับการ tracking แบบอื่นที่ไม่ใช้ javascript)
September 1st, 2009 at 8:14 pm
email Marketing แต่ถ้าในบ้านๆ เรานี่ก็เห็นจะทำ opt-off กันซะเยอะ เนียนๆ กันไป
Open 35% นี่ต้องบอกว่าดีมากเลยหรือเปล่า เพราะเท่าที่ทราบ Open rate 5% กับการทำการตลาดแบบนี้ก็ถือว่า Success แล้วนะค่ะ
September 1st, 2009 at 8:16 pm
opt-oof >>opt-out *เขียนผิด